อดีตแอร์สาวป่วยเป็นเนื้องอกต่อมไทรอยด์ ผันตัวเปิด Veggiology คาเฟ่ขายของออร์แกนิค ที่มีน้ำผักผลไม้สกัดเย็นเป็น Signature ขายได้ปีละกว่าสิบล้านบาท
Text: VaViz
Photo: Sunun Lorsomsab
จากคนที่ใช้ชีวิตปกติ กินอย่างไม่มีสติ กินอย่างไม่รู้ที่มา จนตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ ซึ่งเป็นประเภทที่จะกลายเป็นมะเร็งได้ และไม่มีทางหายไปถ้าไม่ผ่าออก เป็นจุดเปลี่ยนแรกที่ทำให้ แตน – ดุจฤทัย คงคาเจริญ อดีตแอร์โฮสเตสสายการบินญี่ปุ่น หันกลับมารักตัวเอง ด้วยการใส่ใจถึงอาหารการกินมากขึ้น
“ตอนเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เราสมัครเป็นแอร์ได้ แล้วมีการตรวจร่างกาย พบว่าเป็นเนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ แต่เราตัดสินใจที่จะไม่ผ่าออก และเริ่มไปศึกษาศาสตร์ของแพทย์แผนทางเลือกอื่นๆ ทั้งแพทย์แผนไทย และการแพทย์แบบโฮมีโอพาธี (Homeopathy) ซึ่งใช้หลักการ “สิ่งที่คล้ายกันรักษาโรคที่คล้ายกัน” เช่น เวลาที่เราหั่นหอมแดงแล้วจะน้ำหูน้ำตาไหล พอเป็นหวัดก็ให้กินยาที่สกัดมาจากหอมแดงนั่นเอง”
การไปหาหมอนอกเหนือจากแผนปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าตัวรู้สึกเปิดโลกมาก โดยเฉพาะเมื่อถูกถามว่า คุณอึวันละกี่ครั้ง คุณกินน้ำระหว่างมื้ออาหารไหม วันหนึ่งคุณกินน้ำปริมาณเท่าไร คุณนอนเป็นยังไง ตื่นมากินข้าวไหม หรือตื่นมาเข้าห้องน้ำไหม
“ตอนนั้นเรารู้สึกว่าคุณหมอถามทำไม ทำไมต้องมาถามเรื่องพวกนี้ แต่พอได้คุยกันอย่างจริงจังเลยรู้ว่า ทุกอย่างมันเกี่ยวกันหมด โรคที่เราเป็นนั้นเป็นผลพวงมาจากพฤติกรรมที่เราไปสะสมมานานมากๆ อย่างการกินที่เราคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่กลายเป็นว่าเราไม่ปกติ เราเลยกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าร่างกายเราแสดงอาการแบบนี้ แสดงว่าสิ่งที่เราทำมามันไม่ถูกทาง จึงเริ่มกลับมาเรียนรู้การดูแลตัวเอง หนึ่งในนั้นก็คือการทำน้ำผักผลไม้ดื่มเองก็เลยอยู่ในสายนี้มาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน”
เหตุสะเทือนใจ…จุดพลิกชีวิตเลิกเป็นแอร์
ในระหว่างที่ทำงานสายการบิน เธอก็ศึกษาเรื่องของอาหารและสุขภาพควบคู่กันไป แต่เพราะต้องไปเบสที่ญี่ปุ่นครั้งหนึ่งเป็นอาทิตย์ ทำให้ต้องพลาดกิจกรรมสำคัญๆ กับครอบครัวอยู่เสมอ จนกระทั่งคุณปู่เสียชีวิต และเธอเป็นคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้าย
“เป็นเหตุการณ์ที่ถือว่าค่อนข้างกระทบจิตใจเรา ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยากใช้ชีวิตแบบนี้ ทั้งๆ ที่เราชอบอาชีพนี้มาก แต่เมื่อต้องเลือก เราก็เลยลาออกมา หลังจากนั้นเราก็หาอะไรทำไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเปิดร้านเหล้าหรือขายของออนไลน์ แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไปคือการทำน้ำผักผลไม้สกัดเย็นกินเอง”
ซึ่งทุกเมนูของน้ำสุขภาพที่เธอทำได้ถูกโพสต์ไว้ในเพจชื่อ Veggiology จนมีรุ่นพี่ติดต่อมาขอซื้อไปกินดูบ้าง และนี่คือการจุดประกายครั้งสำคัญที่ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เธอทำอยู่นั้นสามารถนำไปทำเป็นธุรกิจได้
“พอมีคนมาสนใจ ทำให้เราเอ๊ะว่า มันขายได้ด้วยหรอเลยลองเปิดเป็นร้านดู ซึ่งในช่วง 5 ปีแรก เราขายแค่เฉพาะทางออนไลน์ และมีน้ำอยู่ 14 สูตร โดยวันแรกที่เปิด ขายได้ประมาณ 50 กว่าขวด จนวันนี้เรามีน้ำผักผลไม้สกัดเย็นอยู่ประมาณ 80 สูตร และขายได้ปีละกว่าสิบล้านบาท โดยเราจะเน้นการใช้วัตถุดิบออร์แกนิคจากเกษตรกรทั่วประเทศไทย”
ไม่ใช่แค่เรากินดี แต่ต้องขายของดีด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อขายแค่ออนไลน์อย่างเดียว เป็นเหตุให้รู้สึกอึดอัด เพราะตอบคำถามลูกค้าได้ไม่เต็มที่ ทำให้ แตน ก้าวสู่อีกขั้นของการทำธุรกิจ คือการเปิดหน้าร้าน Veggiology เป็นของตัวเอง และขยายไลน์สินค้าออร์แกนิคให้ครอบคลุมมากขึ้น
“มีคนมาปรึกษาเราค่อนข้างเยอะ ทั้งลูกค้าและคนรอบข้างว่า เขาไม่สบาย เขามีอาการต่างๆ ช่วยแนะนำน้ำหน่อยได้ไหมว่า กินสูตรไหนดี ซึ่งเราจะบอกว่ากินน้ำเบอร์นี้ตอนเช้าทุกวัน เป็นเวลากี่วันก็คงได้ แต่เพราะเราเป็นคนไม่ค่อยขายของเท่าไร และรู้ว่าจริงๆ แล้ว ถ้าไม่นับเรื่องของกรรมพันธุ์หรือเป็นมาตั้งแต่กำเนิด โรคส่วนมากนั้นเกิดจากพฤติกรรมของเรานั่นเอง”
ดังนั้น จากน้ำผักผลไม้สกัดเย็น ที่ถ้าย้อนไปเมื่อ 11 ปีก่อน ตอนที่ร้านเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ ถือว่าเป็นของใหม่สุดๆ ในช่วงเวลานั้น เจ้าของคาเฟ่รายนี้จึงทำการขยายโปรดักต์ไปสู่อาหารเพื่อสุขภาพ ขนม เมนูเครื่องดื่มอื่นๆ อย่างสมูทตี้ รวมถึงมีโซนของชำขายของออร์แกนิคแบบรีฟิล และ Workshop คลาสสอนทำน้ำผักผลไม้สกัดเย็นสำหรับผู้ใหญ่และเด็กด้วย
นอกจากนี้ กากจากผักและผลไม้ ทางร้านจะเอาไปทำปุ๋ย ซึ่งถ้าเป็นของที่เปรี้ยว ที่มีกรด เช่น มะนาว เลม่อน ส้ม จะนำไปทำเป็นน้ำหมัก หรือทำเป็นที่ทำความสะอาดเอนกประสงค์ โดยใช้เปลือกแช่กับน้ำส้มสายชู แล้วนำมาฉีดทำความสะอาดบ้าน หรืออย่างกากกาแฟ แครอท และแตงกวา จะนำไปอบแห้งและปั่นละเอียดทำเป็นสบู่
“ตามสโลแกนร้านที่เรายึดถือเลยว่า Better You for the Better Planet ดังนั้น เราต้องมองภาพใหญ่ให้ออก เพราะเราและโลกคือวงกลมเดียวกัน ถ้าเราจะเอาแค่ตัวเองรอด กินของดีๆ แต่เราขายของไม่ดี เพราะว่ามันทำกำไรได้มากกว่า แล้วเราให้อะไรโลกเราได้บ้าง และเราให้อะไรคนกินบ้าง นี่คือสิ่งที่เราต้องคิด”
การศึกษาทางด้านอาหารอย่างต่อเนื่องยังทำให้แตนหลงรักในวิถีธรรมชาติ ซึ่งจากการไปเรียนเป็น Health Coach คอร์สของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อาจารย์สอนให้รู้ว่า อาหารที่เรากินเข้าไปนั้น เป็น Information หรือข้อมูลที่เราป้อนให้ร่างกายว่า เรารักตัวเองขนาดไหน ดังนั้น เธอจึงเชื่อว่า สิ่งที่ทำอยู่ ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ แต่คือการส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อคนกินและเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วย
ยิ่งบอกว่าเป็นออร์แกนิค ยิ่งต้องโปร่งใส
คำว่า “ออร์แกนิค” อาจเป็นศัพท์ทางการตลาดที่ทำให้ขายของได้สำหรับใครบางคน แต่สำหรับแตน คำว่าออร์แกนิคนั้นคือวิถีชีวิต คือความเป็นธรรมชาติที่สามารถเยียวยาผู้คนได้จริงๆ ซึ่งจะเห็นว่าแทรกอยู่ในรายละเอียดต่างๆ ของทางร้าน ไม่ว่าจะเป็นการมีมุมอ่านหนังสือ รวมไปถึงสิ่งที่เสิร์ฟให้ลูกค้า
“อะไรพวกนี้เป็นสิ่งที่สามารถส่งต่อถึงกันได้ เป็น Universal Language ที่ไม่ใช่แค่คนไทยที่บอกว่า มาร้านเราแล้ว เขารู้สึกว่าไม่ได้แค่ท้องอิ่ม แต่ใจเขาอิ่มไปด้วย ซึ่งจริงๆ แล้ว อาหารนั้นมีอยู่ 2 แบบคือ อาหารกายกับอาหารใจ แต่เรามักไม่ค่อยได้เติมอาหารใจให้กับตัวเองมากเท่าไร หรือคิดแค่ว่าไปเติมแบบช้อปปิ้ง หรือซื้อของดีๆ กินก็ได้ แต่มันก็ไม่ได้เข้าไปถึงแก่นข้างในเราจริงๆ เรียกว่าเป็นอาหารที่กินเท่าไรก็ไม่อิ่ม เพราะถ้าเป็นอาหารใจที่ถูกจุดจริงๆ มันจะทำให้เราอิ่มและเป็นพลังให้เราได้”
นอกจากนี้ จุดเด่นที่สุดของที่ร้านคือความโปร่งใส ซึ่งแตนบอกว่า ในเมนูจะบอกส่วนผสมทุกอย่าง เพราะเป็นสิ่งที่อยากให้เป็นบรรทัดฐานและเป็นมาตรฐานของการผลิตอาหาร
“เราใส่อะไร เราก็เขียนแบบนั้นในเมนู เพราะเราให้เกียรติลูกค้าและเรามีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำมาก ในมุมหนึ่งเราเองก็เป็นผู้บริโภคเหมือนกัน ซึ่งเราจะเห็นว่าบางร้านไม่บอกสิ่งที่เขาใส่ทั้งหมด บางที่ไม่บอกเลยด้วยซ้ำ บางที่คือถามแล้วถึงบอก บางที่คือบอกไม่ได้ เพราะคือความลับ เราจึงคิดว่า ทำไมเราถึงไม่มีสิทธิที่จะรู้ถึงสิ่งที่เราจะเอาเข้าร่างกายตัวเอง เราแปลกใจมากว่า การกินของที่ไม่ได้ใส่สารเคมีนั้นกลายเป็นเรื่องแปลก กลายเป็นคนเรื่องมากไปได้ยังไง แล้วทำไมคนที่กินของที่เต็มไปด้วยสารเคมีถึงคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ”
การตั้งคำถามเหล่านี้ ยิ่งทำให้แตนใส่ใจในเรื่องของความโปร่งใส คุณภาพของสินค้า และความสบายใจสบายท้องของลูกค้าที่มาใช้บริการทุกคน รวมถึงการให้ความเข้าใจลูกค้า เมื่อสินค้าหลักคือน้ำผักผลไม้ ซึ่งด้วยรสชาติและสีสันที่เป็นธรรมชาติ จึงทำให้ไม่เหมือนเดิมได้ตลอด จึงต้องอาศัยการพูดและอธิบาย ซึ่งเคยถึงขั้นที่ต้องส่งวิดีโอจากกล้องวงจรปิดให้ลูกค้าดูเลยว่า ทางร้านไม่ได้ใส่น้ำหรือผสมอย่างอื่นลงไป เพื่อเจือจางสีหรือรสชาติของสินค้าเลยทีเดียว
“ภาพในฝันของเราคือ Veggiology ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่คือที่เยียวยาจิตใจและร่างกายมากกว่า ซึ่งเราไม่ได้ทำเพื่อเงินเป็นหลัก แต่เป็นระดับความสุขและความฟินของเรามากกว่า อย่างการที่มีลูกค้าหลายคนเคยบอกว่า วันนี้เป็น Bad Day ของเขา เขาเลยอยากมาที่ร้าน พอมาถึงแล้ว เขารู้สึกว่ามีพลังในการที่จะไปสู้ชีวิตต่อ แบบนี้ต่างหากที่เป็นเป้าหมายของเรา”
“การดูแลสุขภาพ ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่กระแส
แต่คือวิถีชีวิต
เราพยายามทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงจุดนี้ได้ทั้งด้านกายและใจ”
ทุกชีวิต มี Turning Point เป็นของตัวเอง
ก่อนจากกันไป เจ้าของร้านคนนี้ ฝากไว้ว่า ทุกคนต้องมี Turning Point อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ต้องอย่าลืมรักตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง ในทีนี้ไม่ใช่ว่าให้เห็นแก่ตัว แต่ให้มองถึงความเป็นธรรมชาติของตัวเองและสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ
“สิ่งสำคัญคือ เราต้องคอยกลับมาถาม กลับมาสำรวจตัวเองว่า เราอยู่ตรงไหน เราเป็นยังไง มันใช่จริงๆ หรือเปล่า ซึ่งคงจะดี ถ้ามีคนที่ทำอะไรที่ไม่ใช่แค่เพื่อเงินอย่างเดียวเยอะๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็น Ripple Effect หรือแรงกระเพื่อมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้บ้างไม่มากก็น้อย”
นอกจากนี้ การจะก้าวไปสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจได้ แตน เสริมว่า ให้ฟังเสียงตัวเองเยอะๆ เชื่อในตัวเอง และกล้าที่จะก้าว เหมือนที่ครั้งหนึ่งเธอเลือกที่จะฟังตัวเอง เมื่อคนรอบข้างสบประมาทว่า อย่างเธอไม่น่าจะเปิดร้านได้ ไม่น่าจะทำธุรกิจได้หรอกมาแล้ว
“เราจะถามตัวเองตลอดว่า
ถ้าวันนี้ฉันจะตาย ฉันจะโอเคไหม
คำตอบคือ เราโอเค
อาจจะเสียดายที่ไม่ได้อยู่กับลูกและครอบครัวต่อ
แต่สิ่งที่เราทำหาเลี้ยงชีพ วันนี้มันทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ด้วย”
“ถ้าเราทำตามใจที่ตัวเองเรียกร้อง สิ่งที่เราต้องการ คุยกับตัวเองให้เสร็จว่าต้องการสิ่งนี้จริงๆ เชื่อว่าจะมีทางที่ทำให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะว่าความตั้งใจมันส่งต่อถึงกันได้ ลูกค้ารู้สึกได้ ลูกค้าสัมผัสได้นั่นเอง”
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี