โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"อ.ไชยันต์" ชี้ ปม "บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ชี้ อังกฤษเน้นความลับ ใช้ระบบ "การจัดเก็บเอกสารแยกส่วนกัน" กว่า 150 ปี

NATIONTV

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

20 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง "บัตรเลือกตั้งอังกฤษก็มี barcode ไม่ลับทางทฤษฎี (วิษณุ เครืองาม) แต่สืบถึงตัวสุดยาก" โดยระบุว่า

ในทางนิติศาสตร์และทางปฏิบัติของการเลือกตั้งในอังกฤษ Barcode (หรือรหัสตัวเลข UIM) บนบัตรเลือกตั้งสามารถ "สืบย้อน" ไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ในทางทฤษฎี

แต่มีกำแพงทางกฎหมายที่แข็งแกร่งมากกั้นไว้เพื่อรักษาความลับ ทำไมถึงต้องทำให้ไม่ ”ลับสมบูรณ์แบบที่สุดในสามโลก“ ?

เจตนาไม่ใช่เพื่อแอบดูว่าคุณเลือกใคร แต่มีไว้สำหรับ "กรณีที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมาย" (Electoral Petition) เท่านั้น เช่น การสวมสิทธิ (Personation) หากมีการพิสูจน์ได้ว่ามีคนแอบอ้างชื่อคุณไปลงคะแนน

ศาลเลือกตั้ง (Election Court) สามารถสั่งให้ดึงบัตรใบนั้นออกจากการนับคะแนนได้โดยใช้รหัสนี้

การป้องกันทุจริต เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการ "ยัดบัตร" (Ballot Stuffing) ที่ไม่ได้ออกมาจากเล่มที่ถูกต้อง แม้จะสืบได้ แต่กระบวนการถูกออกแบบให้ "ไม่มีใครเห็น" ทั้งสองส่วนพร้อมกันในเวลาปกติ

การแยกส่วน หลังจากปิดหีบ ต้นขั้วบัตร (Corresponding Number List) จะถูกผนึกใส่ซองแยกต่างหากทันที และถูกส่งไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย

การนับคะแนน:

ในขณะนับคะแนน เจ้าหน้าที่จะเห็นเพียง "บัตรเลือกตั้ง" แต่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ดู "ต้นขั้ว" ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางรู้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร การเปิดผนึก การจะเปิดดูว่าบัตรเลขนี้เป็นของใคร ต้องได้รับคำสั่งจากศาลเลือกตั้ง (Election Court) เท่านั้น และมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผลการเลือกตั้งก้ำกึ่งมากจนมีนัยสำคัญต่อชัยชนะ

กรณีตัวอย่าง : กรณีการเลือกตั้งสภาเขต Richmond-upon-Thames (ปลายทศวรรษ 1970)

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้เลขรหัส (Serial Numbers) เพื่อตรวจสอบการทุจริต:

เหตุการณ์: มีการร้องเรียนเรื่องการสวมสิทธิ (Personation) โดยพบว่ามีคู่สามีภรรยาชาวเยอรมันคู่หนึ่งและเด็กหญิงที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ได้ไปลงคะแนน

คำสั่งศาล: ศาลได้สั่งให้เปิดผนึกเอกสารเพื่อสืบย้อนจากเลขรหัสบนบัตรและต้นขั้ว (Counterfoils)

ผลการตรวจสอบ: ศาลสามารถระบุบัตรเลือกตั้ง 3 ใบนั้นได้ และพบว่าทั้ง 3 ใบลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรค Conservative บัตรดังกล่าวจึงถูกสั่งให้เป็นโมฆะและหักออกจากคะแนนรวมของพรรคนั้นทันที

ศาสตราจารย์ไชยันต์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งของประเทศอังกฤษ ดังนี้

บัตรเลือกตั้งของประเทศอังกฤษ

1. สิ่งที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งอังกฤษ (The Physical Ballot Paper)
บัตรเลือกตั้งของอังกฤษยังคงเน้นความเรียบง่ายและเป็นระบบกระดาษ (Paper-based) โดยมีองค์ประกอบหลักคือ:

• Unique ID / Barcode: ด้านหลังของบัตรเลือกตั้งจะมี ตัวเลขชุดหนึ่ง (Unique Identifying Number) หรือในบางพื้นที่อาจเป็น Barcode ขนาดเล็ก ซึ่งใช้สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของบัตร (Audit Trail) เพื่อป้องกันบัตรปลอม

• Counterfoil: ต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งจะมีเลขรหัสที่ตรงกับตัวบัตร ซึ่งเจ้าหน้าที่เลือกตั้งจะบันทึกเลขประจำตัวผู้สิทธิเลือกตั้ง (Electoral Roll Number) ไว้ที่ต้นขั้วนี้

2. ทำไมถึงไม่มี QR Code หรือระบบดิจิทัลที่ระบุตัวตนได้ง่าย?

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับหลักการ "ความลับของการลงคะแนน" (Secrecy of the Ballot)

• ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว: การใส่ QR Code ที่สามารถสแกนและเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังฐานข้อมูลบุคคลได้โดยง่าย ถูกมองว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้ความลับในการลงคะแนนรั่วไหล

• ความเชื่อมั่นในระบบกระดาษ: สหราชอาณาจักรยังคงยึดถือว่าการนับคะแนนด้วยมือและการมีหลักฐานเป็นกระดาษที่จับต้องได้ (Physical Audit Trail) คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดจากการถูกแฮ็กหรือการโจมตีทางไซเบอร์

3. การใช้ QR Code ในบริบทอื่นๆ ของการเลือกตั้ง

แม้ในบัตรเลือกตั้งจะไม่มี แต่คุณอาจพบ QR Code ได้ในส่วนอื่น เช่น:

• Poll Cards: จดหมายแจ้งสิทธิเลือกตั้งที่ส่งไปที่บ้าน ในบางเขตอาจมี QR Code เพื่อให้ผู้สิทธิเลือกตั้งสแกนเพื่อหาตำแหน่งของหน่วยเลือกตั้ง (Polling Station) หรือตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครออนไลน์

• Voter Authority Certificate: สำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชนที่ออกโดยรัฐ (Voter ID) และขอใบรับรองเพื่อไปเลือกตั้ง เอกสารนี้อาจมีรหัสที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น

มุมมองทางกฎหมาย

ในอังกฤษมีหลักการที่เรียกว่า "The Secrecy of the Ballot" ตามที่บัญญัติไว้ใน Representation of the People Act 1983 ซึ่งระบุว่า "ไม่มีบุคคลใดอาจได้รับข้อมูลว่าผู้ลงคะแนนคนใดลงคะแนนให้ใคร"

การนำเทคโนโลยีอย่าง QR Code มาใช้อย่างแพร่หลายบนตัวบัตร จึงมักถูกคัดค้านจากกลุ่มสิทธิพลเมือง (เช่นElectoral Reform Society) เพราะอาจเปิดช่องให้มีการติดตามพฤติกรรมการลงคะแนนได้ในอนาคต ในทางนิติศาสตร์และทางปฏิบัติของการเลือกตั้งในอังกฤษ Barcode (หรือรหัสตัวเลข UIM) บนบัตรเลือกตั้งสามารถ "สืบย้อน" ไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ในทางทฤษฎี แต่มีกำแพงทางกฎหมายที่แข็งแกร่งมากกั้นไว้เพื่อรักษาความลับครับ

กลไกการทำงานเพื่อความเข้าใจในหลักการ "ความลับของการลงคะแนน" (Secrecy of the Ballot) ของสหราชอาณาจักร

1. กลไกการเชื่อมโยง (The Linkage)

ในวันเลือกตั้ง เมื่อคุณไปที่หน่วยเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่เลือกตั้ง (Poll Clerk) จะทำ 2 สิ่งนี้พร้อมกัน:
เขียนเลขลำดับของคุณ (Elector Number จากทะเบียนราษฎร์) ลงบน ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง (Corresponding Number List)

ส่งบัตรเลือกตั้ง ที่มีเลขรหัส (Barcode/Serial Number) ที่ตรงกับต้นขั้วนั้นให้คุณ

สรุป: หมายความว่ามีการบันทึกไว้จริงๆ ว่า "บัตรเลขที่ X" ถูกจ่ายให้แก่ "ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชื่อ Y"

2. ทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น? (เจตนารมณ์ของกฎหมาย)

เจตนาไม่ใช่เพื่อแอบดูว่าคุณเลือกใคร แต่มีไว้สำหรับ "กรณีที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมาย" (Electoral Petition) เท่านั้น เช่นการสวมสิทธิ (Personation): หากมีการพิสูจน์ได้ว่ามีคนแอบอ้างชื่อคุณไปลงคะแนน ศาลเลือกตั้ง (Election Court) สามารถสั่งให้ดึงบัตรใบนั้นออกจากการนับคะแนนได้โดยใช้รหัสนี้
การป้องกันทุจริต: เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการ "ยัดบัตร" (Ballot Stuffing) ที่ไม่ได้ออกมาจากเล่มที่ถูกต้อง

3. กำแพงทางกฎหมาย (The Secrecy Safeguards)

แม้จะสืบได้ แต่กระบวนการถูกออกแบบให้ "ไม่มีใครเห็น" ทั้งสองส่วนพร้อมกันในเวลาปกติ
การแยกส่วน: หลังจากปิดหีบ ต้นขั้วบัตร (Corresponding Number List) จะถูกผนึกใส่ซองแยกต่างหากทันที และถูกส่งไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย (โดยปกติคือที่ทำการเขตหรือสำนักงานจดหมายเหตุ)

การนับคะแนน: ในขณะนับคะแนน เจ้าหน้าที่จะเห็นเพียง "บัตรเลือกตั้ง" แต่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ดู "ต้นขั้ว" ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางรู้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร

การเปิดผนึก: การจะเปิดดูว่าบัตรเลขนี้เป็นของใคร ต้องได้รับคำสั่งจากศาลเลือกตั้ง (Election Court) เท่านั้น และมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผลการเลือกตั้งก้ำกึ่งมากจนมีนัยสำคัญต่อชัยชนะ

ความแตกต่างกับประเด็นในประเทศไทย (กุมภาพันธ์ 2569)

จากความตื่นตัวในข่าวล่าสุดที่อาจเห็นในไทย (กรณี กกต. กับบาร์โค้ดบนบัตร) มีความแตกต่างที่สำคัญคือ:

อังกฤษ: ใช้ระบบนี้มานานกว่า 150 ปี (ตั้งแต่ Ballot Act 1872) โดยเน้นความลับที่ "การจัดเก็บเอกสารแยกส่วนกัน" และมีบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เข้มงวด

ไทย (ปัจจุบัน): กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการใส่บาร์โค้ดลงไปอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ (ม.85) ที่ระบุว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ "โดยสมบูรณ์" หากระบบเปิดช่องให้สืบค้นได้ง่ายเกินไปโดยไม่มีกลไกคุ้มครองความลับที่ชัดเจนเหมือนอังกฤษ

ในทางกฎหมายอังกฤษ กระบวนการ "Tracing the Ballot" หรือการสืบหาตัวผู้ลงคะแนนจากบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก และจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งจาก "ศาลเลือกตั้ง" (Election Court) หรือรัฐสภาเท่านั้น โดยต้องมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตที่อาจส่งผลต่อแพ้ชนะ

ตัวอย่างและกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากประวัติศาสตร์และคำพิพากษาของศาลอังกฤษ:

1. กรณีการเลือกตั้งสภาเขต Richmond-upon-Thames (ปลายทศวรรษ 1970)
กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้เลขรหัส (Serial Numbers) เพื่อตรวจสอบการทุจริต:
เหตุการณ์: มีการร้องเรียนเรื่องการสวมสิทธิ (Personation) โดยพบว่ามีคู่สามีภรรยาชาวเยอรมันคู่หนึ่งและเด็กหญิงที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ได้ไปลงคะแนน

คำสั่งศาล: ศาลได้สั่งให้เปิดผนึกเอกสารเพื่อสืบย้อนจากเลขรหัสบนบัตรและต้นขั้ว (Counterfoils)

ผลการตรวจสอบ: ศาลสามารถระบุบัตรเลือกตั้ง 3 ใบนั้นได้ และพบว่าทั้ง 3 ใบลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรค Conservative บัตรดังกล่าวจึงถูกสั่งให้เป็นโมฆะและหักออกจากคะแนนรวมของพรรคนั้นทันที

2. กรณี Slough Election Petition (พ.ศ. 2550 / ค.ศ. 2007)

กรณีนี้เป็นการทุจริตในระดับท้องถิ่นที่อื้อฉาวมาก โดยเกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นเท็จ:
คำพิพากษา: ผู้พิพากษา Richard Mawrey QC ได้สั่งให้มีการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งอย่างละเอียด (In camera)
การสืบสวน: ศาลใช้การสืบย้อนรหัสบัตรเพื่อพิสูจน์ว่า "คะแนนจากผู้ที่ลงทะเบียนเท็จ" นั้นลงให้กับใคร เพื่อยืนยันว่าการทุจริตนี้จงใจทำเพื่อช่วยผู้สมัครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ (ซึ่งในกรณีนี้คือผู้สมัครจากพรรค Labour ที่ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งในภายหลัง)

3. กรณีเมือง Birmingham (พ.ศ. 2547 / ค.ศ. 2004)

ลักษณะคดี: เกี่ยวข้องกับการทุจริตบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ (Postal Vote Fraud) ขนานใหญ่
การใช้ Tracing: ศาลสั่งตรวจสอบบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ที่ถูกปลอมแปลงลายเซ็นและข้อมูล โดยใช้ระบบรหัสตรวจสอบจนพบว่ามีการโกงคะแนนเป็นจำนวนหลายร้อยใบ ซึ่งส่งผลให้ผลการเลือกตั้งใน 2 เขตถูกประกาศเป็นโมฆะ

สรุปประเด็นข้อกฎหมาย

ในทุกกรณีข้างต้น ศาลอังกฤษยึดถือบรรทัดฐานที่เคร่งครัดตาม Representation of the People Act 1983 ดังนี้:

Strict Necessity: การสืบย้อน (Tracing) จะทำไม่ได้เลย หาก "จำนวนคะแนนที่ทุจริต" มีน้อยกว่า "คะแนนที่ชนะขาด" (เพราะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนผู้ชนะ)

In Camera Inspection: การตรวจสอบจะทำเป็นการลับต่อหน้าผู้พิพากษาและคู่ความที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เพื่อไม่ให้ความลับของผู้อื่นรั่วไหล

The 1911 Landmark: ในระดับ การเลือกตั้งระดับชาติ (Parliamentary Election) อังกฤษไม่เคยมีการสั่งเปิดผนึกเพื่อสืบย้อนคะแนนเต็มรูปแบบเลย

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 เพราะถือว่าความศักดิ์สิทธิ์ของความลับมีค่าสูงกว่า เว้นแต่จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีคะแนนก้ำกึ่งกันมากๆ เท่านั้น

ภาพและข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...