โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. จ่อปรับเพิ่มจีดีพีปี 69 โต 1.9% เตรียมออกมาตรการสกัดทุนเทา เงินบาทแข็งค่า ยังห่วงเศรษฐกิจโตต่ำจากปัญหาเชิงโครงสร้าง

BTimes

อัพเดต 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.12 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) กล่าวว่า ปัญหาของไทยวันนี้ คือ เศรษฐกิจโตต่ำ ซึ่งการเติบโตต่ำมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ไม่สามารถกดปุ่มและสามารถแก้ไขได้เลย แต่หากไม่ทำอะไรเลยการเติบโตจะอยู่อย่างนี้ไปอีก 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เพราะไทยอยู่ในจุดหนี้ครัวเรือนสูง 86-87% แม้จะลดลงจาก 92% จากจีดีพที่โตเล็กน้อย แต่หากดูจำนวนหนี้เสียไม่ปรับลดลงเลยอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท และสินเชื่อรวมหดตัว 6 ไตรมาสติด และสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัว 14 ไตรมาสติด จึงต้องออกมาตรการแก้ปัญหาเพื่อช่วยบรรเทา

โดยปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจโตต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยโต 8% ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 1.9% ในปีนี้ แม้ว่าเสถียรภาพในปัจจุบันจะอยู่ในเกณฑ์ดีมากและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่หากเศรษฐกิจไม่โต ประชาชนก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น บทบาทของธปท.จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเสถียรภาพแต่เพียงอย่างเดียว และหากดูศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.7% แต่โจทย์สำคัญ คือ การผลักดันให้จีดีพีที่คาดการณ์ไว้ 1.9% ขึ้นไปแตะระดับศักยภาพที่ 2.7% ดังนั้น สิ่งที่สำคัญต้องมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อขยายศักยภาพให้สูงขึ้นเป็น 3.5% หรือ 4% ซึ่งการไปสู่ระดับนั้นได้ต้องอาศัยการลงทุนใหม่ๆ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และต้องยอมรับความเป็นจริงว่า การทำมาตรการระยะสั้นก็จำเป็น และมาตรการระยะยาวก็ต้องทำ เพราะสำคัญทั้งคู่ โดยธปท.พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้เศรษฐกิจปรับดีขึ้น

ดังนั้น ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ธปท.จะต้องปรับบทบาท ซึ่งจากเดิมใช้นโยบายการเงิน คือ ดอกเบี้ย เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เงินเฟ้อ และความแข็งแรงของระบบการเงินและระบบชำระเงิน ธปท.จึงขยายบทบาทเป็น “Target Policy” หรือ “มาตรการเฉพาะจุด” เพราะต้องยอมรับความจริงว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องของผลิตภาพ (Productivity) หรือสังคมสูงวัย แต่อาจจะช่วยลดภาระหนี้ได้บ้าง แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ จึงต้องออกมาตรการเฉพาะจุดในการแก้ไข

อย่างไรก็ดี ไทยยังมี ข้อดี คือ ยอดการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท สูงในรอบหลายปี และเป็นการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็น Advance Economy ซึ่งไทยจะต่อยอดได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ลงทุนวูบเดียวและหายไป และการบริโภคที่ยังขยายตัวดี แต่ก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะอยู่ยาว 4 ปี เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้มีความต่อเนื่อง หรือภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าจำนวนจะปรับลดลงไม่ดีเท่าในอดีต แต่ยังมีคุณภาพ ส่งผลให้จีดีพีไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัว 2.5% ทั้งปี 2.4% และคาดการณ์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5% คาดว่าจะปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.9% ได้

ธปท.ได้ทำมาตรการต่าง ๆ ดังนี้

-การแก้หนี้เสียเอ็นพีแอลที่ต่ำ 1 แสนบาท โดยโอนหนี้จากธนาคารพาณิชย์ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (SAM) และปรับ SAM เป็น Social AMC ซึ่งกระบวนการโอนหนี้เสร็จแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา และปัจจุบัน SAM ได้ลงระบบติดตามหนี้ (Collection) เสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้ และเริ่มกำลังเชิญชวนคนเข้าโครงการ ซึ่งจากการโอนหนี้จำนวน 1.1 ล้านราย คาดว่าจะมีคนเข้าโครงการได้ 30-50% หรือแก้หนี้สำเร็จ 3-5 แสนราย

-โครงการ SME Credit Boost ซึ่งจะเข้ามาช่วยการแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 14 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนทางเครดิต (Credit Cost) ที่สูง ธปท.จึงตั้งกองทุนปล่อยสินเชื่อ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่งมีข้อตกลงเซ็นสัญญาและรายละเอียดหลักเกณฑ์ต่างๆ ในวันนี้ (24 ก.พ.69) ขณะเดียวกัน ธปท.กำลังอยู่ระหว่างออกโครงการอีก 1 โครงการเกี่ยวกับเอสเอ็มอี โดยคาดว่าจะชัดเจนภายใน 2-3 เดือน

-การกำกับเรื่องของธุรกรรมทองคำ โดยเฉพาะธุรกรรมเทรดทองคำสกุลเงินบาทผ่านแอปพลิเคชั่น แม้ว่าเงินบาทแข็งค่า จะมาจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร แต่ธุรกรรมเทรดทองคำเข้ามาเป็นส่วนเสริม (Amplify) ทำให้เงินบาทแข็งค่า เช่น ราคาทองคำขึ้น เกิดแรงขายดอลลาร์ และซื้อเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่า รวมถึงช่วยสกัดทุนเทาด้วย โดยเกณฑ์การกำกับธุรกรรมทองคำ หากมีธุรกรรมการซื้อขายเกินวันละ 20 ล้านบาท จะต้องมีการรายงานมายังธปท. และมีการจำกัดการซื้อขายเกิน 50 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากมีความจำเป็นธปท.อาจจะมีปรับยอดธุรกรรมจาก 50 ล้านบาท เหลือ 30 ล้านบาทได้ ตลอดจนให้สถาบันการเงินรายงานการเก็บทองคำไว้ในแอปพลิเคชั่นไว้เท่าไร จะต้องมีการรายงานให้หมด และหากมีการซื้อทองที่เป็น Physical ที่ร้านทอง หากเกิน 2 กิโลกรัมจะต้องมีรายงานเช่นกัน ธปท.ตามเรื่องทุนเทาทุกเรื่อง

-ธุรกรรมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) มองว่า อาจจะเป็นช่องทางโอน-รับเงินไม่พึ่งประสงค์ โดยธปท.จะมีคำสั่งภายในสัปดาห์หน้า จะให้จัดทำ Profiling ของลูกค้า โดยจำกัดการทำธุรกรรมรายเล็ก 3 หมื่นบาท และรายใหญ่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท ซึ่งในอดีตมีธุรกรรมการโอนเงินผ่าน e-Money แบบอู้ฟู่จะไม่สามารถทำได้แล้ว รวมถึงการแลกเงินดอลลาร์เกิน 8 แสนบาท และบริเวณชายแดน 2 แสนบาท และมาตรการเงินเข้า 2 แสนดอลลาร์จะต้องรายงาน

ขณะที่ธุรกรรมเงินสด ธปท.ให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมเบิกเงินสดต้องสงสัย และในช่วงเลือกตั้งรายงานธุรกรรมต้องสงสัยให้ธปท. ซึ่งธปท.จะส่งข้อมูลให้กับปปง.และก.ล.ต. เพื่อป้องปราบการเบิกเงินสดที่ต้องสงสัย และสิ่งที่ทำต่อจากนี้ ภายในต้นเดือนหรือกลางเดือนมีนาคม ธปท.จะมีการออกเกณฑ์การเบิกเงินสดมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท จะต้องทำการตรวจสอบ (Due Diligence) ลูกค้าว่าจะนำเงินไปทำอะไร หากไม่สามารถชี้แจงได้สถาบันการเงินอาจจะมีข้อจำกัดในการบริการได้ และในระยะต่อไป จะขยายไปยังธุรกรรม “ฝากเงิน” เกิน 5 ล้านบาท เช่นเดียวกัน แต่จะพิจารณาผลกระทบจากมาตรการเลิกถอนเงินสดก่อน รวมถึงการพิจารณาปรับลดวงเงินการเบิกถอนเงินสดลงมาอยู่ที่ 3 ล้านบาทในระยะถัดไป

-การปรับปรุงค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน ธปท.กำลังอยู่ระหว่างพูดคุยกับสถาบันการเงิน เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีความหลากหลายและไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนหรือบางธุรกรรมเก็บสูงกว่าต้นทุนมาก จึงอยากจะทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะมี 2 เรื่อง คือ 1.Transaction Fee เช่น การโอนเงินผ่านระบบบาทเนตที่ราคายังสูง การถอนหรือฝากเงินข้ามเขต การเรียกเก็บเช็คข้ามเขต และการขอ Statement ซึ่งบางแห่งเก็บ 100 หรือ 200 บาทต่อบัญชี ซึ่งไม่มีมาตรฐาน และ 2.ค่าธรรมเนียมในส่วนของสินเชื่อ เช่น Front end Fee ทีมีการเก็บไม่เท่ากันตั้งแต่ 1-4% หรือการคิดค่าชำระเงินล่วงหน้า (Pre-Payment) เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...