TDRI แฉ ‘เพื่อไทย’ หมกเม็ด นโยบาย‘เศรษฐีใหม่ 9 คน’ ไม่พบในเอกสาร กกต.
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)ระบุว่า จากการวิเคราะห์นโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ พบว่า มีการเสนอใช้วงเงินในการดำเนินนโยบายตั้งแต่ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยเฉลี่ยยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง (ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี)
โดยพรรคที่มีการเสนอใช้วงเงินสูงสุดคือ พรรคประชาชน ตามด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย
สำหรับแหล่งที่มาของเงินทุนนั้น ส่วนใหญ่เน้นไปที่การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ การปฏิรูปภาษี และการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า วงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่แต่ละพรรคประเมินไว้ เนื่องจากความซับซ้อนในการปฏิบัติงานและแนวโน้มที่จะเกิดรัฐบาลผสม ซึ่งจะมีการผลักดันนโยบายของหลายพรรครวมกัน
การวิเคราะห์จุดเด่นและข้อสังเกตรายพรรค
1. พรรคประชาชน: มุ่งเน้นรัฐสวัสดิการแต่เสี่ยงประเมินต้นทุนต่ำเกินไป
พรรคประชาชนมุ่งสร้าง "รัฐสวัสดิการ" โดยใช้วงเงินเฉลี่ยถึง 7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยเน้นการลงทุนในด้านสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ และ เมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ใช้วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี
นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ
- เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ และ เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก ซึ่งเหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่จำเป็น แต่จะสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว
- สร้าง SMEs ด้วยมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ และ หวยใบเสร็จ ที่จะช่วยสนับสนุน SMEs อย่างยั่งยืน
ปัญหาที่ควรทบทวน
- จัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว และ การจัดการน้ำ แม้จะเป็นนโยบายที่ดี แต่การดำเนินการอาจใช้เวลานานและมีความเสี่ยงสูง
- เพิ่มเบี้ยคนพิการ ที่พรรคประชาชนน่าจะประมาณการต่ำเกินไป
2.พรรคเพื่อไทย: เน้นการแก้หนี้และประกันกำไรที่อาจบิดเบือนตลาด
พรรคเพื่อไทยเสนองบประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีนโยบายที่ใช้วงเงินสูง เช่น นโยบายคนไทยไร้จน และ นโยบายพักหนี้เกษตรกร
นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ
- สร้างสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ (NaCGA) ซึ่งเหมาะสมในการช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
- ปราบยาเสพติด และ ปราบสแกมเมอร์ ที่จะช่วยลดความเสียหายจากธุรกิจผิดกฎหมาย
ปัญหาที่ควรทบทวน
- เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน แม้ว่านโยบายนี้จะสร้างความนิยม แต่ก็ไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าว ไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต่อ กกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย
- ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ที่จะสร้างแรงจูงใจที่ผิดในตลาดเกษตร
3. พรรคภูมิใจไทย: เน้นนโยบายเชิงอาสาสมัครและมาตรการระยะสั้น
พรรคภูมิใจไทยเสนองบประมาณ 1.48 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีนโยบายที่เน้นการเพิ่มการดูแลผู้สูงอายุและการเปลี่ยนโครงสร้างทหาร
นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ
- รมต. มืออาชีพ ที่จะช่วยสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง
- พยาบาลอาสา ที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุในระดับท้องถิ่น
ปัญหาที่ควรทบทวน
- จ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน ซึ่งมีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท ซึ่งจะสร้างภาระทางการคลังสูง
4. พรรคกล้าธรรม: การลงทุนสูงในระดับท้องถิ่นและการแทรกแซงราคา
พรรคกล้าธรรมเสนอนโยบายจำนวนมาก โดยมีนโยบายที่ใช้วงเงินเกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อปี เช่น พลังงานจากขยะ และ พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร
นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ
- โครงการพลังงานจากขยะ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาขยะและเป็นการบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ปัญหาที่ควรทบทวน
- ประกันรายได้ประชาชน ซึ่งอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัว
- การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่อาจไม่ได้แก้ปัญหาหนี้ที่ต้นเหตุ
5. พรรคประชาธิปัตย์: การผสมผสานนโยบายเดิมและเมกะโปรเจกต์ใหม่
พรรคประชาธิปัตย์เสนอวงเงินสูงกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีนโยบาย เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า และ เมกะโปรเจกต์
นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ
- พระราชบัญญัติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยลดการทุจริต
- จ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกร เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ
ปัญหาที่ควรทบทวน
- ประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร ซึ่งอาจทำให้เกิดการผลิตเกินความต้องการ
- ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท ที่จะใช้การบริหารรัฐวิสาหกิจ แต่ภาระทางการคลังสูงเกินไป
ข้อสังเกตโดยรวม
ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลของพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรค คณะผู้วิจัยเห็นว่าการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองในภาพรวมยังมีปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะการประมาณการวงเงินที่ต่ำเกินไป, การใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะประชานิยม, และการไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลังอย่างเพียงพอ คณะผู้วิจัยแนะนำให้พรรคการเมืองต้องระบุรายละเอียดวิธีคำนวณวงเงิน และแหล่งที่มาของเงินให้ชัดเจน
ข้อเสนอแนะต่อ กกต.
การปรับปรุงแนวทางการส่งข้อมูลของพรรคการเมือง: กกต. ควรให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลที่ครบถ้วนและมีรายละเอียดเพียงพอเกี่ยวกับการคำนวณงบประมาณและแหล่งที่มาของเงิน โดยต้องส่งข้อมูลอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาและอภิปรายอย่างมีความหมาย