โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

TDRI แฉ ‘เพื่อไทย’ หมกเม็ด นโยบาย‘เศรษฐีใหม่ 9 คน’ ไม่พบในเอกสาร กกต.

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)ระบุว่า จากการวิเคราะห์นโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ พบว่า มีการเสนอใช้วงเงินในการดำเนินนโยบายตั้งแต่ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยเฉลี่ยยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง (ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี)

โดยพรรคที่มีการเสนอใช้วงเงินสูงสุดคือ พรรคประชาชน ตามด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย

สำหรับแหล่งที่มาของเงินทุนนั้น ส่วนใหญ่เน้นไปที่การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ การปฏิรูปภาษี และการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า วงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่แต่ละพรรคประเมินไว้ เนื่องจากความซับซ้อนในการปฏิบัติงานและแนวโน้มที่จะเกิดรัฐบาลผสม ซึ่งจะมีการผลักดันนโยบายของหลายพรรครวมกัน

การวิเคราะห์จุดเด่นและข้อสังเกตรายพรรค

1. พรรคประชาชน: มุ่งเน้นรัฐสวัสดิการแต่เสี่ยงประเมินต้นทุนต่ำเกินไป

พรรคประชาชนมุ่งสร้าง "รัฐสวัสดิการ" โดยใช้วงเงินเฉลี่ยถึง 7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยเน้นการลงทุนในด้านสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ และ เมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ใช้วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี

นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ

  • เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ และ เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก ซึ่งเหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่จำเป็น แต่จะสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว
  • สร้าง SMEs ด้วยมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ และ หวยใบเสร็จ ที่จะช่วยสนับสนุน SMEs อย่างยั่งยืน

ปัญหาที่ควรทบทวน

  • จัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว และ การจัดการน้ำ แม้จะเป็นนโยบายที่ดี แต่การดำเนินการอาจใช้เวลานานและมีความเสี่ยงสูง
  • เพิ่มเบี้ยคนพิการ ที่พรรคประชาชนน่าจะประมาณการต่ำเกินไป

2.พรรคเพื่อไทย: เน้นการแก้หนี้และประกันกำไรที่อาจบิดเบือนตลาด

พรรคเพื่อไทยเสนองบประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีนโยบายที่ใช้วงเงินสูง เช่น นโยบายคนไทยไร้จน และ นโยบายพักหนี้เกษตรกร

นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ

  • สร้างสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ (NaCGA) ซึ่งเหมาะสมในการช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
  • ปราบยาเสพติด และ ปราบสแกมเมอร์ ที่จะช่วยลดความเสียหายจากธุรกิจผิดกฎหมาย

ปัญหาที่ควรทบทวน

  • เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน แม้ว่านโยบายนี้จะสร้างความนิยม แต่ก็ไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าว ไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต่อ กกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย

  • ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ที่จะสร้างแรงจูงใจที่ผิดในตลาดเกษตร

3. พรรคภูมิใจไทย: เน้นนโยบายเชิงอาสาสมัครและมาตรการระยะสั้น

พรรคภูมิใจไทยเสนองบประมาณ 1.48 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีนโยบายที่เน้นการเพิ่มการดูแลผู้สูงอายุและการเปลี่ยนโครงสร้างทหาร

นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ

  • รมต. มืออาชีพ ที่จะช่วยสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง
  • พยาบาลอาสา ที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุในระดับท้องถิ่น

ปัญหาที่ควรทบทวน

  • จ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน ซึ่งมีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท ซึ่งจะสร้างภาระทางการคลังสูง

4. พรรคกล้าธรรม: การลงทุนสูงในระดับท้องถิ่นและการแทรกแซงราคา

พรรคกล้าธรรมเสนอนโยบายจำนวนมาก โดยมีนโยบายที่ใช้วงเงินเกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อปี เช่น พลังงานจากขยะ และ พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร

นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ

  • โครงการพลังงานจากขยะ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาขยะและเป็นการบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ปัญหาที่ควรทบทวน

  • ประกันรายได้ประชาชน ซึ่งอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัว
  • การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่อาจไม่ได้แก้ปัญหาหนี้ที่ต้นเหตุ

5. พรรคประชาธิปัตย์: การผสมผสานนโยบายเดิมและเมกะโปรเจกต์ใหม่

พรรคประชาธิปัตย์เสนอวงเงินสูงกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีนโยบาย เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า และ เมกะโปรเจกต์

นโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการ

  • พระราชบัญญัติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยลดการทุจริต
  • จ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกร เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ

ปัญหาที่ควรทบทวน

  • ประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร ซึ่งอาจทำให้เกิดการผลิตเกินความต้องการ
  • ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท ที่จะใช้การบริหารรัฐวิสาหกิจ แต่ภาระทางการคลังสูงเกินไป

ข้อสังเกตโดยรวม

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลของพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรค คณะผู้วิจัยเห็นว่าการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองในภาพรวมยังมีปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะการประมาณการวงเงินที่ต่ำเกินไป, การใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะประชานิยม, และการไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลังอย่างเพียงพอ คณะผู้วิจัยแนะนำให้พรรคการเมืองต้องระบุรายละเอียดวิธีคำนวณวงเงิน และแหล่งที่มาของเงินให้ชัดเจน

ข้อเสนอแนะต่อ กกต.

การปรับปรุงแนวทางการส่งข้อมูลของพรรคการเมือง: กกต. ควรให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลที่ครบถ้วนและมีรายละเอียดเพียงพอเกี่ยวกับการคำนวณงบประมาณและแหล่งที่มาของเงิน โดยต้องส่งข้อมูลอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาและอภิปรายอย่างมีความหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...