“จาตุรงค์” ผิดหวัง ถูกหลอกใช้เป็นหมากเดิมเกมของทั้งสองฝ่าย
อาจารย์จาตุรงค์ จงอาสา อดีตที่ปรึกษา กรรมาธิการ ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร ออกมาชี้แจงกรณี “ทนายแก้ว” โดยยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นฝ่ายติดต่อไปหาพ่อของเด็กผู้เสียหาย แต่เป็นฝ่ายทนายแก้วที่โทรศัพท์มาหาตนเองก่อน พร้อมย้ำว่าไม่รู้จักกับพ่อของเด็กเป็นการส่วนตัว รู้จักกันเพียงผ่านทนายความส่วนตัวที่ใช้คนเดียวกัน แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจากการพูดคุยในวงสังคมและวงสังสรรค์ (วงเหล้า) ที่มีพ่อของเด็กอยู่ในวงดังกล่าวด้วย เรื่องที่รับรู้จึงเป็นลักษณะการพูดคุยในวงกว้างและถูกส่งต่อกันมา ก่อนที่ตนจะโพสต์ข้อความในลักษณะ “หยั่งเชิง”
อาจารย์จาตุรงค์ ระบุว่า หลังจากโพสต์ดังกล่าว ทนายแก้วได้โทรศัพท์มาขอร้องด้วยถ้อยคำสุภาพ จึงตัดสินใจลบโพสต์ออก โดยในขณะนั้นยังไม่มีเพจข่าวใดๆนำไปขยายผล แต่ภายหลังกลับถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งตนเองและ “หนุ่ม กรรชัย” ทั้งที่ไม่ได้ปกป้องทนายแก้ว เพียงยืนยันให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมย้ำว่า “หนุ่ม กรรชัย” ได้กำชับให้ตนทำหน้าที่เป็นคนกลางอย่างตรงไปตรงมา หากทนายแก้วทำผิดก็ต้องรับผิดชอบเอง
ในประเด็นการติดต่อกับครอบครัวผู้เสียหาย อาจารย์จาตุรงค์ ยืนยันว่า ไม่เคยโทรศัพท์หาพ่อของเด็ก มีเพียงการติดต่อผ่านข้อความแชทเท่านั้น และยอมรับว่าข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายมีความคลาดเคลื่อนกันหลายประเด็น โดยเฉพาะคำให้การของทนายแก้วที่ไม่สอดคล้องกัน ระหว่างการพูดคุยในชั้นไกล่เกลี่ยกับการแถลงข่าวภายหลัง ทั้งเรื่องการ “ป้อนข้าว” และการ “กอดหอมจูบ” รวมถึงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งตนในฐานะคนกลางเห็นว่าเนื้อหาที่ให้สัมภาษณ์ไม่ตรงกับสิ่งที่เคยยืนยันก่อนหน้า
อาจารย์จาตุรงค์ ระบุว่า ในช่วงที่ทำหน้าที่คนกลาง ตนเป็นผู้ประสานให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน โดยยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายมีอารมณ์และความรู้สึกค่อนข้างรุนแรง ทนายแก้วอยู่ในสภาพเครียดอย่างหนัก โทรศัพท์มาหาทุกวัน ขณะที่พ่อของเด็กผู้เสียหายมีอารมณ์พลุ่งพลั่น ส่วนตัวลูกสาว มีภาวะซึมเศร้าทุกครั้งที่เห็นทนายแก้วปรากฏตัวในสื่อ ทำให้ตนต้องอธิบายว่าเป็นภาพเทปเก่า
ในเรื่องการเจรจาเรื่องเงิน อาจารย์จาตุรงค์ เปิดเผยว่า ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ตั้งแต่ 2 ล้านบาท ไปจนถึง 2.5 ล้านบาท แต่ก็เคยจะจบที่ 3 ล้านบาท โดยส่วนตัวมองว่าฝ่ายครอบครัวเด็กไม่ได้ต้องการเงินเป็นหลัก แต่ต้องการให้ทนายแก้วได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อน รวมถึงรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมมองว่า “เงินเป็นเพียงข้อแม้” และเป็นความรู้สึกแค้นที่ต้องการความยุติธรรมและความสะใจมากกว่า เนื่องจากว่าพ่อของเด็กเคยรักมากและเป็นแฟนคลับตัวยงทนายแก้วเป็นอย่างมาก เมื่อถึงเวลาแตกหักจึงเกลียดมาก รู้สึกโกรธแค้น จึงต้องการที่จะทำลาย
อาจารย์จาตุรงค์ ยังกล่าวต่อว่า ตนไม่ทราบมาก่อนว่าทนายส่วนตัวพ่อของเด็กหญิงได้เข้าแจ้งความแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการรับปากว่าจะบอกล่วงหน้า เพื่อให้ทนายแก้วได้เตรียมความพร้อม แต่ก็ยอมรับว่าทนายแก้วให้ตนติดต่อฝ่ายพ่อของเด็กหญิงบ่อย จนทำให้ภาพลักษณ์ของตนเริ่มถูกมองว่าเป็นคนของทนายแก้ว จนไม่สามารถทำหน้าที่คนกลางได้อย่างบริสุทธิ์ใจอีกต่อไป
ตนย้ำมาตั้งแต่ต้นว่าข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน อีกทั้งหลักฐานสำคัญก็ไม่มีทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคลิปเสียงกล้องหน้ารถ หรือแชทข้อความที่ถูกลบไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถชี้ชัดข้อเท็จจริงได้
อาจารย์จาตุรงค์ ระบุว่า หลังจากฝ่ายหญิงแจ้งความแล้ว ตนไม่แน่ใจว่าจะสามารถพูดคุยหรือทำหน้าที่คนกลางต่อไปได้หรือไม่ และมีแนวโน้มจะยุติบทบาท เนื่องจากทั้งสองฝ่ายอาจไม่ต้องการตนเองแล้ว อีกทั้งยังรู้สึกถูกหลอกใช้ พร้อมยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ “เข็ด” กับการเป็นคนกลาง และมองว่า แม้จะพยายามเปิดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันแล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็ถือได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องราวนี้ก็เชื่อง่าทุกอย่างจะไปจบที่ศาล
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทนายแก้วกังวลคือ 1.กลัวกฎหมาย 2.กลัวที่ทำงานคือสภาทนายความ 3.กลัวภรรยา 4.กลัวลูกสาวที่โตแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาตนก็มองว่าทนาย เสียทรงและไม่เป็นตัวเอง