พาณิชย์ เผยค่าขนส่งทางถนนลดต่อเนื่อง รับอานิสงส์ดีเซลขาลง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2
โดยมีสาเหตุจากการลดลงของราคาน้ำมันดีเซล ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก สำหรับไตรมาสถัดไปคาดว่าดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนจะทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามกิจกรรมการผลิต ไตรมาสที่ 4 ลดลงร้อยละ 0.1 (YoY) เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 เป็นการปรับตัวลดลงในทุกหมวด โดยหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลงร้อยละ 0.3 จากการลดลงของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลงร้อยละ 0.2 จากการลดลงของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมืองและถ่านหินและลิกไนต์ และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 0.1 จากการลดลงของเครื่องจักรและเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม เป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามกิจกรรมการผลิต เฉลี่ยทั้งปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สูงขึ้นร้อยละ 0.6 (AoA)
ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 4 ลดลงร้อยละ 0.3 (YoY) เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 โดยเป็นการลดลงของประเภทรถที่บริการขนส่งสินค้าเกือบทุกประเภท ได้แก่ รถกระบะบรรทุก ลดลงร้อยละ 0.2 รถตู้บรรทุก ลดลงร้อยละ 0.3 รถบรรทุกของเหลว และรถบรรทุกวัสดุอันตราย ลดลงร้อยละ 1.3 รถบรรทุกเฉพาะกิจ ลดลงร้อยละ 0.9 และรถพ่วง ลดลงร้อยละ 0.3 สำหรับรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ดัชนีราคาโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ เฉลี่ยทั้งปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สูงขึ้นร้อยละ 0.4 (AoA)
การลดลงของดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับการลดลงของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่งทางถนน โดยเป็นการลดลงตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง นอกจากนี้ การแข่งขันที่รุนแรงในภาคการขนส่งเนื่องจากสภาวะตลาดที่เปิดกว้างส่งผลให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการตัดราคาในตลาดการขนส่งสินค้าทั่วไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย จากความต้องการสำรองสินค้าอุปโภคและบริโภคที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับช่วงเทศกาลปลายปี รวมทั้งผู้ประกอบการและผู้ค้าปลีกมีการเร่งระบายสต๊อกสินค้าและส่งมอบสินค้าให้ทันก่อนวันหยุดยาว
แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 คาดว่าจะทรงตัวหรือปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่จะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ อุปสงค์ในการขนส่งสินค้าเกษตรตามฤดูกาล โดยในช่วงไตรมาสแรกเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวและกระจายผลผลิตทางการเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระเทียม หอมแดง และมันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้รถบรรทุกเพิ่มขึ้น และราคาค่าบริการในเส้นทางหลักอาจปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุกที่มีทักษะ อาจสะท้อนออกมาในรูปของค่าบริการที่ปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อาจทำให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนทรงตัวหรือลดลงได้
นอกจากนี้ การเข้ามาของผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายใหม่ที่เน้นการตัดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด อาจกดดันให้ราคาค่าบริการไม่สามารถปรับขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริงได้
นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาคการขนส่งของประเทศไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ การดำเนินนโยบายด้านโลจิสติกส์ในระยะต่อไปจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่น คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด เพื่อให้สอดรับกับแนวทางการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ
นอกจากนี้ ควรมุ่งเน้นนโยบายสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถปรับตัว เพื่อการเปลี่ยนผ่านได้อย่างรวดเร็วผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการลดหย่อนภาษี การฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มพันธมิตรโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป