โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

PIER ถอดรหัสภาระ VAT คนไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบายภาษีมูลค่าเพิ่ม

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อธิภัทร มุทิตาเจริญ

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) วิเคราะห์ ‘ถอดรหัสภาระ VAT คนไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบายภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยไม่ได้มีลักษณะถดถอย แต่เป็นภาษีสัดส่วนที่ทุกกลุ่มรายได้แบกรับภาระในสัดส่วนต่อรายได้ใกล้เคียงกัน’

คนไทยในแต่ละกลุ่มรายได้แบกรับภาระ VAT ต่างกันอย่างไร

งานศึกษานี้ใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (SES) ประจำปี 2562 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งซื้อสินค้าและบริการของครัวเรือน และพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาระภาษีของครัวเรือน ได้แก่

  • การบริโภคจากแหล่งนอกระบบ (informal consumption) ซึ่งหมายถึงการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ขายที่ไม่อยู่ในระบบจัดเก็บ VAT

งานวิจัยนี้ประยุกต์วิธีของ Bachas et al. (2024) เพื่อแยกการบริโภค “ในระบบ” และ “นอกระบบ” โดยพิจารณาประเภทของร้านค้าที่ครัวเรือนซื้อสินค้าและบริการเป็นเครื่องแบ่งว่าการบริโภคนั้นเสีย VAT หรือไม่ ในกรณีฐาน ผู้วิจัยกำหนดว่าร้านค้าสมัยใหม่ (modern stores) เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้า เป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบ VAT ในขณะที่ร้านค้าประเภทอื่น ๆ เช่น ตลาด ร้านของชำ รถเคลื่อนที่ และร้านค้าออนไลน์บางประเภท เป็นร้านค้านอกระบบที่ไม่ได้เก็บ VAT (ตารางที่ 1) ทั้งนี้ งานวิจัยได้ทำการทดสอบความอ่อนไหว (sensitivity tests) ของสมมติฐานกำหนดประเภทร้านค้าในและนอกระบบนี้ด้วย

ผู้วิจัยสร้าง Informality Engel Curve (IEC) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ว่าพฤติกรรมการบริโภคจากร้านค้านอกระบบเปลี่ยนแปลงอย่างไรตามระดับรายได้ โดยเส้น IEC แสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ของครัวเรือนกับสัดส่วนการใช้จ่ายจากแหล่งนอกระบบ ในการประมาณเส้นดังกล่าว ผู้วิจัยใช้รายได้ต่อสมาชิกครัวเรือนเป็นตัวแทนรายได้ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคระหว่างครัวเรือนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางมาตรฐานในวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Deaton, 1997; Bachas et al., 2024)

เส้น IEC ของครัวเรือนไทยชี้ว่า สัดส่วนการบริโภคนอกระบบมีแนวโน้มลดลงตามระดับรายได้ (รูปที่ 1) นั่นคือ ครัวเรือนที่มีรายได้สูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะซื้อจากร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีมากกว่าครัวเรือนรายได้น้อย ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยยังคงพึ่งพาร้านค้านอกระบบเป็นหลัก ทั้งนี้ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ สัดส่วนการบริโภคนอกระบบของครัวเรือนไทยอยู่ในระดับที่สูงมากในทุกกลุ่มรายได้ โดยกลุ่มรายได้น้อยที่สุด (decile 1) ซื้อจากนอกระบบถึงประมาณ 85% ของการบริโภคทั้งหมด ส่วนกลุ่มรายได้สูงที่สุด (decile 10) ก็ยังมีสัดส่วนสูงถึงราว 55% ข้อค้นพบนี้ชี้ว่า เศรษฐกิจนอกระบบฝังอยู่ในพฤติกรรมการบริโภคของครัวเรือนไทยทุกกลุ่มรายได้ ไม่เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยเท่านั้น

2.การยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าและบริการจำเป็นบางประเภทตามกฎหมาย (VAT exemption)

การยกเว้นภาษีเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบ VAT ทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการลดภาระภาษีของครัวเรือนรายได้น้อยผ่านการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รัฐบาลไทยได้ยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าและบริการเช่นกัน ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ อาหารสด ค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล ไปจนถึงค่าเล่าเรียน

งานศึกษาพบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว 35% ของการบริโภคครัวเรือนไทยอยู่ในหมวดที่ไม่ต้องเสีย VAT โดยสัดส่วนนี้แตกต่างตามพื้นที่ ครัวเรือนในเขตเมืองมีสัดส่วนการบริโภคที่ได้รับการยกเว้นอยู่ที่ราว 31% ขณะที่ครัวเรือนชนบทมีสัดส่วนสูงกว่าอยู่ที่ 38% (รูปที่ 2) และเมื่อพิจารณาสินค้าและบริการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าประเภทอาหารสดที่ต้องนำไปประกอบอาหารเองที่บ้าน เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ มีสัดส่วนสูงที่สุด โดยคิดเป็น 30% ของการบริโภคทั้งหมดของครัวเรือนไทย โดยสัดส่วนนี้อยู่ที่ 23% สำหรับครัวเรือนในเขตเมือง และสูงกว่าสำหรับครัวเรือนในเขตชนบทที่ 35%

เมื่อพิจารณาตามระดับรายได้ สัดส่วนการบริโภคที่ได้รับการยกเว้นภาษีจะลดลงเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น โดยหากแบ่งครัวเรือนตามระดับรายได้เป็น 10 กลุ่ม ครัวเรือนในกลุ่มรายได้น้อยที่สุด (decile 1) มีการบริโภคในหมวดที่ได้รับการยกเว้นเกือบครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั้งหมด และสัดส่วนนี้จะลดลงเป็นราว 20% สำหรับกลุ่มรายได้สูงสุด ข้อค้นพบนี้ชี้ว่าการยกเว้นภาษีโดยเฉพาะในหมวดสินค้าจำเป็น มีบทบาทเพิ่มความก้าวหน้าให้กับระบบ VAT อย่างมีนัยสำคัญ และรูปแบบนี้ปรากฏสอดคล้องกันทั้งในเขตเมืองและชนบท (รูปที่ 3)

  • การส่งผ่านภาระภาษีจากผู้ขายนอกระบบมายังผู้บริโภค (VAT passthrough)

แม้ร้านค้านอกระบบจะไม่ได้เก็บ VAT โดยตรง แต่ร้านเหล่านี้ต้องซื้อสินค้าและวัตถุดิบจากผู้ผลิตหรือร้านค้าส่งที่อยู่ในระบบภาษี ทำให้มี VAT แฝงอยู่ในต้นทุน ในบริบทของไทย โครงสร้างการค้าส่งมีความกระจุกตัวสูง ร้านค้าขนาดเล็กจึงต้องพึ่งพาผู้ค้าส่งรายใหญ่ในระบบเป็นหลัก ส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะมีต้นทุน VAT แฝงอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเป็นไปได้ที่ร้านค้านอกระบบจะ ผลักภาระภาษีบางส่วนหรือทั้งหมดต่อไปยังผู้บริโภค ในกรณีฐาน ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่าร้านค้านอกระบบส่งผ่านภาระภาษี 50% มายังผู้ซื้อ เพื่อสะท้อนบริบทตลาดค้าส่งไทยที่ร้านค้าย่อยมีอำนาจต่อรองต่ำและต้องรับภาระต้นทุน VAT แฝงจากร้านค้าส่ง

การประมาณการอัตราภาษี VAT ที่แท้จริง (VAT effective tax rate)

เพื่อให้เห็นบทบาทของทั้งสามปัจจัยต่อความก้าวหน้าของ VAT รูปที่ 4 แสดงความก้าวหน้าของ VAT ผ่านการเปรียบเทียบภาระภาษีของครัวเรือนในกลุ่มรายได้สูงสุด 20% (quintile 5) กับกลุ่มรายได้ต่ำสุด 20% (quintile 1)

ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ในกรณีแรกซึ่งสะท้อนระบบ VAT ในทางทฤษฎีที่ไม่มีการยกเว้นภาษีและสามารถจัดเก็บได้เต็มประสิทธิภาพ ภาษีมูลค่าเพิ่มมีลักษณะถดถอยอย่างชัดเจน โดยครัวเรือนในกลุ่มรายได้สูงสุด 20% แบกรับภาระภาษีต่ำกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุดประมาณ 20% (รูปที่ 4)

ในกรณีที่สอง เมื่อนำการยกเว้นภาษีตามที่กฎหมายกำหนดมาพิจารณาร่วมด้วย ระดับความถดถอยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยความต่างของภาระภาษีระหว่างกลุ่มรายได้สูงสุดและต่ำสุดแคบลงเหลือเพียง 5% สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการยกเว้นสามารถบรรเทาภาระให้แก่ครัวเรือนรายได้น้อยได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในกรณีที่สาม เมื่อนำผลกระทบของเศรษฐกิจนอกระบบมาพิจารณาร่วมด้วย พบว่าระบบ VAT มีลักษณะก้าวหน้า โดยครัวเรือนในกลุ่มรายได้สูงสุดแบกรับภาระภาษีมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 22% ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการบริโภคของครัวเรือนรายได้น้อยที่มักซื้อสินค้าจากร้านค้านอกระบบ ส่งผลเพิ่มความก้าวหน้าให้ระบบภาษีอย่างชัดเจน

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาการส่งต่อภาระภาษีบางส่วนจากร้านค้านอกระบบไปยังผู้บริโภคด้วยในกรณีฐาน ความก้าวหน้าที่ปรากฏในกรณีก่อนหน้านี้ลดลงอย่างมากและอยู่ที่ 2% เท่านั้น นั่นหมายความว่า แม้เศรษฐกิจนอกระบบจะช่วยเพิ่มความก้าวหน้าให้กับระบบ VAT แต่การส่งผ่านภาระภาษีจากร้านค้านอกระบบไปสู่ผู้บริโภคได้ลดทอนความก้าวหน้าดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ครัวเรือนกลุ่มรายได้สูงสุดแบกรับภาระภาษีมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุดเพียง 2% ส่งผลให้ภาพรวมของระบบ VAT ในประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษีสัดส่วน (proportional tax)

รูปที่ 5 แสดงค่าอัตราภาษีที่แท้จริง (ETR) จำแนกตามกลุ่มรายได้ (decile) ในกรณีฐานซึ่งพิจารณาทั้งการยกเว้นภาษีตามกฎหมาย ข้อจำกัดในการจัดเก็บภาษีจากร้านค้านอกระบบ และการส่งผ่านภาระภาษีบางส่วนจากร้านค้านอกระบบไปยังผู้บริโภค ผลการวิเคราะห์ชี้ชัดว่าโครงสร้าง VAT ของไทยมีลักษณะเป็นภาษีสัดส่วน โดยครัวเรือนในทุกระดับรายได้แบกรับภาระ VAT ใกล้เคียงกัน อยู่ในช่วงประมาณ 1.7%–2.1% ของรายได้

เมื่อทดสอบความอ่อนไหว (sensitivity tests) ภายใต้สมมติฐานที่ร้านค้านอกระบบส่งผ่านภาระภาษีในอัตรา 25% (ต่ำ) และ 75% (สูง) ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ในทั้งสองกรณี โครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยยังคงมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษีสัดส่วนเช่นเดียวกับกรณีฐาน โดยค่า ETR มีความใกล้เคียงกันตลอดช่วงการกระจายรายได้ ทั้งนี้ในทุกกลุ่มรายได้ ค่า ETR ภายใต้สมมติฐานการส่งผ่านสูงจะอยู่ในระดับที่สูงกว่ากรณีการส่งผ่านต่ำ สะท้อนว่าระดับการส่งผ่านภาระภาษีมีผลกระทบต่อระดับภาระภาษีโดยรวม แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงลักษณะการกระจายภาระภาษีอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของ sensitivity test เกี่ยวกับสมมติฐานการจำแนกร้านค้านอกระบบ (ตารางที่ 1) ผู้วิจัยพบว่าในกรณีที่ขยายขอบเขตของร้านค้าในระบบ (high formality) ETR ของทุกกลุ่มรายได้จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย (รูปที่ 6) แต่ลักษณะโดยรวมยังคงเป็นภาษีสัดส่วนเช่นเดิม และในกรณีจำกัดขอบเขตร้านค้าในระบบให้แคบลง (low formality) ETR จะลดลงเล็กน้อยในทุกกลุ่มรายได้ และยังคงโครงสร้าง เป็นภาษีสัดส่วนเช่นเดียวกัน

โดยทั่วไปการพิจารณา ETR จะเป็นการเปรียบเทียบภาระภาษีต่อรายได้ อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ว่ารายได้อาจไม่สะท้อนฐานะของครัวเรือนได้ดีเท่าการบริโภค โดยเฉพาะในครัวเรือนรายได้น้อย ผู้วิจัยจึงได้คำนวณ ETR โดยใช้รายจ่ายของครัวเรือนเป็นตัวส่วนในการคำนวณอัตราภาษี (รูปที่ 7) เมื่อพิจารณาจากมุมมองนี้ งานศึกษาพบว่า VAT แสดงลักษณะของภาษีก้าวหน้าอย่างชัดเจน กล่าวคือ ETR สูงขึ้นเมื่อระดับรายได้เพิ่มขึ้น โดยภายใต้สมมติฐานการส่งผ่านภาระภาษีแบบกรณีฐาน กลุ่มรายได้ต่ำสุด (decile 1) มี ETR เพียง 2.2% ในขณะที่กลุ่มรายได้สูงสุด (decile 10) มี ETR ถึง 4.2% ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานศึกษาโดย World Bank (2023) และ UNICEF (2025) ซึ่งพบว่า VAT ของไทยเป็นภาษีก้าวหน้าเมื่อใช้รายจ่ายเป็นฐานของ ETR อย่างไรก็ดีงานศึกษาของทั้ง World Bank และ Unicef ไม่ได้พิจารณาการส่งผ่านภาระภาษีสู้การบริโภคนอกระบบ

การประมาณการ ETR ในการศึกษานี้มีข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

  • ข้อจำกัดจากลักษณะของข้อมูล การวิเคราะห์นี้ใช้ข้อมูลจาก SES ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลรายครัวเรือนที่ครอบคลุมที่สุดในระดับประเทศ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงครัวเรือนรายได้สูงซึ่งมักซื้อสินค้าจากช่องทางที่เป็นทางการมากกว่า นอกจากนี้ ข้อมูล SES ที่ใช้เป็นข้อมูลปี 2562 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่มีการบันทึกช่องทางการซื้อสินค้าของครัวเรือน จึงอาจไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าปลีกในช่วงหลัง โดยเฉพาะการขยายตัวของค้าปลีกสมัยใหม่และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  • ข้อจำกัดในวิธีการวัด การจำแนกร้านค้าเป็นกลุ่มในระบบและนอกระบบตามหมวดหมู่ในแบบสอบถามเป็นกรอบที่ค่อนข้างกว้าง อาจไม่สะท้อนภาพระดับการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของร้านค้าแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ เช่น ร้านค้าปลีกขนาดเล็กบางรายอาจจดทะเบียนภาษีอย่างถูกต้อง สุดท้ายสมมติฐานเกี่ยวกับอัตราการส่งต่อภาระภาษีไม่ได้มาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในบริบทไทยโดยตรง จึงควรตีความผลการศึกษาด้วยความระมัดระวัง และชี้ให้เห็นความจำเป็นของการวิจัยในอนาคตเกี่ยวกับพฤติกรรมการส่งต่อภาระภาษีจากผู้ประกอบการนอกระบบไปยังผู้บริโภคในบริบทของไทย

หากต้องขึ้น VAT รัฐควรช่วยเหลือครัวเรือนอย่างไร

เราสามารถแบ่งแนวนโยบายที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ในการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มได้เป็น 3 แนวทางกว้าง ๆ ซึ่งแต่ละแนวนโยบายมีกลไกการทำงานและผลต่อการกระจายภาระภาษีที่แตกต่างกัน (รูปที่ 8)

แนวนโยบายแรกคือ การให้เงินอุดหนุน (subsidy) ซึ่งเป็นการสนับสนุนโดยตรงแก่ครัวเรือน อาจเป็นแบบให้เฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้น้อย หรือให้กับประชาชนทุกคนในลักษณะ universal transfer จุดเด่นของวิธีนี้คือสามารถชดเชยผลกระทบจากภาษีที่เพิ่มขึ้นได้อย่างตรงจุด โดยไม่สร้างความซับซ้อนเพิ่มเติมในระบบภาษี สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้เงินอุดหนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการปรับขึ้น VAT ส่วนญี่ปุ่นเคยใช้วิธีคืนเงินแบบ E-payment rebate เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลควบคู่ไปด้วย

แนวนโยบายที่สองคือ VAT ก้าวหน้า (progressive VAT) ซึ่งยังคงใช้อัตราภาษีเดียว แต่ให้เงินอุดหนุนแบบreal time แก่ผู้มีรายได้น้อย ณ จุดซื้อผ่านระบบดิจิทัล (สอดคล้องกับงานศึกษาของ de la Feria & Swistak (2024)) วิธีนี้ทำให้ผู้มีรายได้น้อยมี ETR ต่ำกว่ากลุ่มอื่นโดยอัตโนมัติ ประเทศไทยเคยใช้แนวทางนี้ในไทยปี 2018 ผ่านการคืน VAT ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และในโคลัมเบียที่ผูกการคืนเงินกับ mobile app ของภาครัฐ แนวคิดนี้ช่วยเพิ่มความก้าวหน้าให้ระบบ VAT ได้โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างอัตราภาษี แต่ต้องพึ่งพาระบบข้อมูลและโครงสร้างดิจิทัลที่เข้มแข็ง

แนวนโยบายสุดท้ายคือ การกำหนด VAT หลายอัตรา (multiple VAT rates) ซึ่งแยกอัตราภาษีเป็น “อัตราทั่วไป” และ “อัตราต่ำ” สำหรับสินค้าจำเป็น เช่น อาหารสดหรือสินค้าที่รัฐต้องการสนับสนุน ประเทศญี่ปุ่นและอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างของการใช้อัตราหลายระดับเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีข้อจำกัดเชิงปฏิบัติสูง เช่น ความเสี่ยงด้านการจัดประเภทสินค้า (classification) และภาระงานด้านการบริหารจัดเก็บที่ซับซ้อนขึ้น

เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไทยอาจต้องปรับขึ้นอัตรา VAT ในอนาคต ผู้วิจัยศึกษา 3 สามทางเลือกเชิงนโยบายซึ่งสอดคล้องกับแนวทางต่างประเทศข้างต้น ทางเลือกนโยบายแรกคือ การให้เงินอุดหนุนแก่ครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบโดยตรงให้กับกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ทางเลือกที่สองคือ progressive VAT ที่ใช้กลไกคืนเงิน (VAT rebate) ให้ผู้มีรายได้น้อย ณ จุดซื้อทันทีผ่านระบบดิจิทัล (สอดคล้องกับงานศึกษาของ de la Feria & Swistak (2024)) ทางเลือก ที่ 3 คือ VAT หลายอัตรา ซึ่งกำหนดอัตราต่ำสำหรับสินค้าจำเป็น และใช้อัตราทั่วไปสำหรับสินค้าอื่น

งานวิจัยได้จำลองทั้งสามแนวทางภายใต้กรอบรายได้สุทธิคงที่ (revenue-neutral approach) นั่นคือ กำหนดให้นโยบายแต่ละแบบสร้างรายได้ภาษีสุทธิเทียบเท่ากับกรณีที่ปรับอัตรา VAT เป็น 8% โดยไม่มีมาตรการเยียวยา วิธีการนี้ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบผลกระทบด้านการกระจายภาระภาษีได้อย่างชัดเจน โดยแยกออกจากผลต่อรายได้ของรัฐ (revenue effect) โดยตรง

ในกรณีมาตรการเงินอุดหนุน อัตรา VAT ถูกกำหนดที่ 8.29% เพื่อให้รัฐมีรายได้เพียงพอสำหรับการสนับสนุน 480 บาทต่อครัวเรือนรายได้น้อยต่อปี (เทียบเท่ากับภาระ VAT ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยของครัวเรือนรายได้น้อยจากการขึ้นอัตราเป็น 8%) ส่วนแนวทาง Progressive VAT ใช้อัตรา VAT ทั่วไปที่ 8.10% และลดเหลือ 7% สำหรับครัวเรือนรายได้น้อยภายใต้ข้อจำกัดการใช้สิทธิ ขณะที่การกำหนด VAT หลายอัตราใช้อัตราทั่วไป 8.04% และกำหนดอัตรา 7% สำหรับสินค้าจำเป็น เช่น ยารักษาโรคและอาหารพร้อมทาน ซึ่งเป็นหมวดใช้จ่ายสำคัญของครัวเรือนรายได้น้อย การออกแบบในลักษณะนี้ทำให้สามารถประเมินว่าความสามารถในการบรรเทาผลกระทบของการขึ้น VAT และความเหมาะสมต่อบริบทเศรษฐกิจไทยของแต่ละมาตรการ โดยตารางที่ 2 สรุปรายละเอียดของทั้งสามทางเลือก

รูปที่ 9 แสดงการเปลี่ยนแปลงของภาระ VAT เฉลี่ยหลังการปรับอัตราภาษีเป็น 8% ภายใต้แต่ละแนวนโยบาย ในภาพรวมพบว่าการเพิ่มอัตรา VAT เป็น 8% จะทำให้ภาระภาษีของทุกกลุ่มรายได้ขยับขึ้นประมาณ 0.2–0.3% ของรายได้หากไม่มีมาตรการเยียวยาควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม มาตรการเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มสามารถลดภาระของครัวเรือนรายได้น้อยได้ราว 0.2% ของรายได้ ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงโดยเฉพาะในกลุ่ม decile บนสุดจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% ของรายได้ สะท้อนว่ามาตรการนี้ช่วยปรับความก้าวหน้าของระบบภาษีได้อย่างมีประสิทธิผล

ในส่วนของมาตรการ progressive VAT ประสิทธิผลจะจำกัดอยู่เฉพาะการบริโภคที่เกิดขึ้นในร้านค้าหรือช่องทางที่อยู่ในระบบ VAT เท่านั้น ส่งผลให้โดยรวมยังเป็นการเพิ่มภาระภาษีของทุกกลุ่มรายได้ ซึ่งครัวเรือนรายได้น้อยจะมีภาระภาษีเพิ่มประมาณ 0.2% ของรายได้ และครัวเรือนรายได้สูงเพิ่มขึ้นราว 0.3% ทั้งนี้การที่ครัวเรือนรายได้น้อยไม่ได้รับประโยชน์จาก progressive VAT อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นผลจากโครงสร้างการบริโภคที่พึ่งพาร้านค้านอกระบบสูง ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิ VAT rebate ได้ ดังนั้น แม้มาตรการจะตั้งใจช่วยกลุ่มรายได้น้อย แต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทำให้ประสิทธิผลถูกลดทอนลงอย่างมาก

สำหรับมาตรการ VAT หลายอัตรา พบว่าแทบไม่เปลี่ยนรูปแบบภาระภาษีเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการช่วยเหลือเลย เนื่องจากการกำหนดอัตราภาษีต่ำสำหรับสินค้าจำเป็นให้ประโยชน์กับครัวเรือนรายได้สูงและรายได้น้อยในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ผลลัพธ์จึงไม่สามารถเพิ่มความก้าวหน้าให้กับระบบภาษีได้จริง แม้จะมีเจตนารมณ์ช่วยกลุ่มเปราะบางก็ตาม

รูปที่ 10 แสดงการประเมินใน 4 มิติหลัก ได้แก่ ความเป็นธรรม ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนของฐานภาษี และความง่ายในการดำเนินการ

ในมิติความเป็นธรรม ผู้วิจัยพบว่าเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มช่วยเพิ่มความก้าวหน้าของระบบภาษีได้มากที่สุด ขณะที่ Progressive VAT ให้ผลใกล้เคียงรองลงมา ส่วน VAT หลายอัตรามีผลต่ำที่สุด เนื่องจากกลุ่มรายได้สูงได้รับประโยชน์จากอัตราที่ต่ำในสินค้าจำเป็นเช่นเดียวกับกลุ่มรายได้น้อย ผลที่ได้สอดคล้องกับงานศึกษาระหว่างประเทศ (Fund, 2019; Warwick et al., 2022; Boeters et al., 2010; de la Feria & Swistak, 2024) และในประเทศที่ภาคการบริโภคนอกระบบมีขนาดใหญ่ เช่น ไทย มาตรการหลายอัตรายิ่งลดทอนประสิทธิผลสำหรับกลุ่มรายได้น้อย (Bachas et al., 2024)

ในด้านประสิทธิภาพ มาตรการเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มและ Progressive VAT ไม่สร้างแรงบิดเบือนต่อพฤติกรรมการบริโภคมากนัก เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างราคาสินค้าโดยตรง ขณะที่ VAT หลายอัตราจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าและบริการที่มีอัตราภาษีต่ำ ซึ่งเป็นต้นทุนประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ United Nations Department of Economic and Social Affairs: Financing for Sustainable Development Office (2024)

สำหรับมิติความยั่งยืนของฐานภาษี การกำหนด VAT หลายอัตราอาจเปิดโอกาสให้มีการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมในอนาคต เช่น การขอลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าบางประเภทเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ซึ่งจะนำไปสู่การผุกร่อนของฐานภาษีในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นกับมาตรการลดหย่อนภาษีในระบบภาษีเงินได้ฯ ความท้าทายนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในกลุ่มประเทศที่ใช้ระบบ VAT แบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในทวีปยุโรป (Muthitacharoen, 2022; Buydens, 2016)

ในทางกลับกัน มาตรการ progressive VAT มีข้อได้เปรียบที่สำคัญจากการสร้างแรงจูงใจให้คนไทยซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบภาษีมากขึ้น เพื่อรับสิทธิประโยชน์ด้านอัตราภาษี ขณะที่มาตรการเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มจะไม่สามารถสร้างแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันได้

เมื่อพิจารณาในด้านความง่ายเชิงปฏิบัติ มาตรการเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มเป็นทางเลือกที่นำไปใช้ได้เร็วที่สุด เนื่องจากรัฐมีประสบการณ์ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการอยู่แล้ว Progressive VAT ต้องพึ่งพาแพลทฟอร์มด้านการรับและจ่ายเงิน ซึ่งรัฐและคนไทยคุ้นเคยอยู่แล้วจากโครงการคนละครึ่งพลัสในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่การำหนด VAT หลายอัตราเป็นทางเลือกที่ซับซ้อนที่สุด ทั้งการนิยาม “สินค้าจำเป็น” การปรับระบบบัญชีของภาคธุรกิจ และความซับซ้อนในการตรวจสอบของกรมสรรพากร

ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องขยับอัตรา VAT ในอนาคต มาตรการเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มและมาตรการ Progressive VAT เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการกำหนด VAT หลายอัตราอย่างชัดเจนทั้งในมิติความเป็นธรรม ประสิทธิภาพ ความยั่งยืนของฐานภาษี และความง่ายในการดำเนินการ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการที่มุ่งเป้ากลุ่มรายได้น้อยย่อมขึ้นอยู่กับความแม่นยำของการออกแบบและการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Poonpolkul et al., 2024, Poonpolkul et al., 2024) ควบคู่กับการทบทวนบทบาทของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้สอดคล้องกับมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขึ้น VAT เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนของสวัสดิการ และกำหนดให้ชัดเจนว่าการคืนเงินจาก VAT ควรเป็นส่วนเสริม ทดแทน หรือปรับระดับควบคู่ไปกับสวัสดิการเดิมในอัตราใด

บทสรุป

งานศึกษานี้ชี้ว่าโครงสร้างการบริโภคของครัวเรือนไทยทั้งสัดส่วนการซื้อจากร้านค้านอกระบบและการซื้อสินค้าและบริการที่ได้รับการยกเว้นภาษี รวมถึงการส่งผ่านภาระภาษีจากผู้ขายนอกระบบ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แท้จริงของครัวเรือน ผลการศึกษาโดยรวมสะท้อนว่า VAT ของไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษีสัดส่วน (proportional tax) โดยอัตรา VAT Effective tax rate อยู่ในช่วง 1.7%–2.1% ต่อรายได้ในทุกกลุ่มรายได้ นอกจากนี้งานศึกษายังประเมินทางเลือกนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบจากการขึ้น VAT และพบว่าการให้เงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มและ Progressive VAT มีความเหมาะสมกว่าการกำหนด VAT หลายอัตราทั้งในด้านความเป็นธรรม ประสิทธิภาพ ความยั่งยืนของฐานภาษี และความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติ อย่างไรก็ตามผู้กำหนดนโยบายควรตระหนักถึงข้อจำกัดในการคัดกรองครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งอาจกระทบประสิทธิผลของมาตรการช่วยเหลือได้ในทางปฏิบัติ

เอกสารอ้างอิง

Bachas, P., Gadenne, L., & Jensen, A. (2024). Informality, consumption taxes, and redistribution. Review of Economic Studies, 91(5), 2604–2634.

Boeters, S., Bohringer, C., Buttner, T., & Kraus, M. (2010). Economic effects of VAT reforms in Germany. Applied Economics, 42(17), 2165–2182.

Buydens, S. (2016). Consumption Tax Trends: VAT/GST and Excise Rates, Trends and Policy Issues. OECD.

de la Feria, R., & Swistak, A. (2024). Designing a Progressive VAT (IMF Working Paper WP/24/78). International Monetary Fund.

Deaton, A. (1997). The analysis of household surveys: a microeconometric approach to development policy. World Bank Publications.

Fund, I. M. (2019). Macroeconomic Developments and Prospects in Low-Income Developing Countries—2019. IMF Policy Paper, 2019(039), A001.

Muthitacharoen, A. (2022). สร้างความแข็งแกร่งให้ระบบภาษีไทย ฉบับปรับปรุง (e-book). Faculty of Economics, Chulalongkorn University.

Muthitacharoen, A. (2025). การวิเคราะห์การกระจายภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในครัวเรือนไทย: บทบาทของโครงสร้างการบริโภคและเศรษฐกิจนอกระบบ. King Prajadhipok’s Institute.

Poonpolkul, P., Kongphalee, T., & Tawichsri, T. (2024a). บัตรคนจน ตอนที่ 1: บัตรคนจนคัดกรอง “คนจน” ได้ดีแค่ไหน? (aBRIDGEd No. 14/2024). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

Poonpolkul, P., Kongphalee, T., & Tawichsri, T. (2024b). บัตรคนจน ตอนที่ 2: เราจะปรับโครงการบัตรคนจนให้ดีขึ้นได้อย่างไร? (aBRIDGEd No. 15/2024). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

UNICEF. (2025). Sustainable Financing of the Social Sectors in Thailand Volume I: Fiscal Space Analysis and Revenue Reforms for Sustainable Financing of Social Sectors. UNICEF.

United Nations Department of Economic and Social Affairs: Financing for Sustainable Development Office. (2024). Overview of VAT/GST in Developing Countries.

Warwick, R., Harris, T., Phillips, D., Goldman, M., Jellema, J., Inchauste, G., & Goraus-Tanska, K. (2022). The redistributive power of cash transfers vs VAT exemptions: A multi-country study. World Development, 151, 105742.

World Bank. (2023). Thailand Public Revenue and Spending Assessment: Promoting an Inclusive and Sustainable Future. World Bank.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...