โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิด 4 เหตุผล ทำไม “อินเทอร์เน็ตไทย” ไม่ดับสนิท หากเคเบิลใต้ทะเลขาดสะบั้น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่โครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเลระหว่างประเทศอาจได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จนส่งผลกระทบต่อการให้บริการอินเทอร์เน็ตและธุรกรรมทางการเงินในประเทศไทยนั้น ข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมระบุว่า ประเทศไทยมีเส้นทางเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศหลายเส้นทาง ทั้งเคเบิลใต้ทะเลและโครงข่ายภาคพื้นดิน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ระบบอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศจะหยุดให้บริการพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม แม้โครงข่ายดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือเหตุขัดข้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อเว็บไซต์และบริการออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งอาจเผชิญความล่าช้าหรือหยุดชะงักบางส่วน ขึ้นอยู่กับขอบเขตความเสียหายและความสามารถในการรองรับปริมาณข้อมูลของเส้นทางสำรอง

ทั้งนี้ จากข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานและหลักการทำงานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถสรุปปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบอินเทอร์เน็ตไทยได้ 4 ประการ ดังนี้

ประการแรก ประเทศไทยมีเส้นทางเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศหลากหลายเส้นทาง

ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศผ่านสายเคเบิลใต้ทะเลหลายระบบ โดยมีจุดเชื่อมต่อสำคัญกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ตัวอย่างโครงข่ายสำคัญ ได้แก่ Asia-America Gateway (AAG), Asia Pacific Gateway (APG), Asia Direct Cable (ADC) และ Asia-Africa-Europe-1 (AAE-1) ซึ่งช่วยให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศผ่านหลายเส้นทาง

ดังนั้น หากสายเคเบิลบางเส้นทางในตะวันออกกลางหรือทะเลแดงได้รับความเสียหาย ประเทศไทยยังมีเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศอื่นรองรับ แม้การใช้งานบางบริการอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางรับส่งข้อมูลก็ตาม

ประการที่สอง ระบบอินเทอร์เน็ตสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางรับส่งข้อมูลได้

โครงสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลกใช้ระบบกำหนดเส้นทางข้อมูลระหว่างเครือข่าย หรือ Border Gateway Protocol (BGP) ซึ่งช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถเลือกใช้เส้นทางอื่นเมื่อเส้นทางเดิมไม่สามารถให้บริการได้

หากเส้นทางเคเบิลใต้ทะเลที่เชื่อมต่อระหว่างเอเชียกับยุโรปได้รับความเสียหาย ผู้ให้บริการอาจปรับเส้นทางข้อมูลผ่านเครือข่ายอื่น รวมถึงเส้นทางที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคเอเชียตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและข้อตกลงการเชื่อมต่อของแต่ละผู้ให้บริการ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเส้นทางอาจทำให้ระยะทางในการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าความหน่วงของเครือข่าย (Latency) สูงขึ้น และอาจกระทบต่อความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ การประชุมออนไลน์ หรือการใช้บริการที่ต้องรับส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์

ประการที่สาม มีโครงข่ายใยแก้วนำแสงทางบกเป็นช่องทางสำรอง

นอกจากโครงข่ายเคเบิลใต้ทะเลแล้ว ประเทศไทยยังมีโครงข่ายใยแก้วนำแสงภาคพื้นดินที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซีย ลาว เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งสามารถใช้เป็นช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศเพิ่มเติมได้

ข้อมูลจากบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ระบุว่า บริษัทให้บริการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศผ่านทั้งระบบเคเบิลใต้ทะเลและโครงข่ายภาคพื้นดิน โดยมีจุดเชื่อมต่อชายแดนมากกว่า 10 แห่ง เพื่อสนับสนุนการให้บริการและเพิ่มความมั่นคงของโครงข่าย

ขณะเดียวกัน รายงานของ OECD ยังระบุว่า ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายเชื่อมโยงใยแก้วนำแสงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังจีนผ่านโครงข่ายประเทศเพื่อนบ้านได้

สำหรับระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม แม้จะสามารถใช้สนับสนุนการสื่อสารบางประเภทในกรณีฉุกเฉิน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความจุและต้นทุน จึงไม่สามารถถือเป็นระบบทดแทนโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงทั้งหมดได้

ประการที่สี่ เหตุการณ์เคเบิลใต้ทะเลขาดในอดีตสะท้อนความสามารถในการปรับตัวของเครือข่าย

ข้อมูลจาก Cloudflare ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตระดับโลก ระบุว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 สายเคเบิลใต้ทะเลบริเวณทะเลแดงหลายระบบได้รับความเสียหาย รวมถึง Seacom/Tata, Asia Africa Europe-1 (AAE-1) และ Europe India Gateway (EIG) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ของแอฟริกาตะวันออก

ต่อมาในเดือนกันยายน 2568 ยังเกิดเหตุสายเคเบิลใต้ทะเลในบริเวณทะเลแดงได้รับความเสียหาย ส่งผลให้การเชื่อมต่อระหว่างเอเชียกับยุโรปมีความล่าช้าเพิ่มขึ้น โดย Cloudflare ตรวจพบว่าค่าความหน่วงของเส้นทางจากนิวเดลีไปลอนดอนเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ขณะที่เส้นทางจากมุมไบไปแฟรงก์เฟิร์ตเพิ่มขึ้นประมาณ 30%

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ความเสียหายของสายเคเบิลใต้ทะเลไม่ได้ทำให้อินเทอร์เน็ตทุกประเทศหยุดให้บริการพร้อมกัน แต่ผลกระทบอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถในการใช้เส้นทางสำรองของแต่ละประเทศ

ระบบธนาคารและแอปโอนเงินไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์ การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking และระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) นั้น ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินภายในประเทศ โดยระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างธนาคารดำเนินการผ่านบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (National ITMX: NITMX) ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.

โครงสร้างดังกล่าวทำให้การโอนเงินภายในประเทศไม่ได้จำเป็นต้องส่งข้อมูลผ่านสายเคเบิลใต้ทะเลในตะวันออกกลางโดยตรง จึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจำกัด หากความเสียหายเกิดขึ้นเฉพาะเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศบางส่วน อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของบริการยังขึ้นอยู่กับระบบของธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านระบบ SWIFT อาจได้รับผลกระทบหากเกิดความขัดข้องของการเชื่อมต่อที่เกี่ยวข้อง โดย SWIFT เป็นเครือข่ายรับส่งข้อความทางการเงินระหว่างสถาบันการเงินทั่วโลก ไม่ใช่ระบบที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายเงินโดยตรง ทั้งนี้ SWIFT มีโครงสร้างพื้นฐานสำรองเพื่อเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ

ขณะที่บริการออนไลน์ที่พึ่งพาศูนย์ข้อมูลหรือเซิร์ฟเวอร์ในยุโรปและตะวันออกกลาง อาจเผชิญปัญหาการเข้าถึงที่ล่าช้า การตอบสนองของระบบนานขึ้น หรือการเชื่อมต่อขัดข้องเป็นบางช่วง หากเส้นทางสำรองมีปริมาณการใช้งานหนาแน่น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อระหว่างประเทศของไทย ประกอบกับระบบบริหารเส้นทางข้อมูลและโครงข่ายสำรอง จึงประเมินได้ว่า หากสายเคเบิลใต้ทะเลในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายเฉพาะบางเส้นทาง ความเสี่ยงที่ระบบอินเทอร์เน็ตประเทศไทยจะหยุดให้บริการทั้งหมดพร้อมกันอยู่ในระดับจำกัด แต่ยังอาจเกิดผลกระทบต่อความเร็วและเสถียรภาพของบริการบางประเภทได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบริการอินเทอร์เน็ตและระบบธุรกรรมทางการเงินทุกแห่งจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากความรุนแรงของเหตุขัดข้องขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นทางที่เสียหาย ความสามารถในการรองรับข้อมูลของโครงข่ายสำรอง และมาตรการบริหารจัดการของผู้ให้บริการแต่ละราย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...