โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ขาย KTC “เซ่นมาร์จิน”หมื่นล้าน โบรกอ่วม 10 รายบังคับขายชำระหนี้- ที่เหลือปรับโครงสร้าง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 18.57 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 01.30 น.

การซื้อขายหุ้นบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือKTC วานนี้ (25 มิ.ย.) หลังกลับมาใช้ Ceiling & Floor ± 30 % ตามปกติ ทำให้การซื้อขาย KTC ทะยานขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ตลอดทั้งวันด้วยมูลค่าซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 22,000 ล้านบาท จำนวนหุ้น 1,061 ล้านหุ้น

โดยราคาหุ้นผันผวนตลอดทั้งวันแม้จะไม่ปรับตัวลงมาแรงแตะระดับฟลอร์จากราคาเปิดตลาด 22.50 บาท ราคาร่วงต่อลงไปลึกที่ราคาต่ำสุดของวัน 21.80 บาท หรือลดลง 12.80% แต่หลังจากมีรายงานซื้อขายรายใหญ่ (Big lot) ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวช่วงบ่ายและพลิกกลับมาบวกขึ้นไปทำราคาสูงสุดที่ 27.00 บาท ก่อนจะมาปิดตลาดที่ 26.50 บาท เพิ่มขึ้น 6 %

รายการ Big lot เกิดขึ้นในช่วงครึ่งเช้าจำนวน 9 รายการ รวมจำนวน 90 ล้านหุ้น มูลค่า 1,748 ล้านบาท อยู่ในช่วงราคา 18-20 บาท และสิ้นวัน รายการ Big lot 14 รายการ รวมปริมาณหุ้นกว่า 129.20 ล้านหุ้น มูลค่า 2,672.84 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 20.69 บาทจนทำให้เริ่มเกิดกระแสข่าวว่ามีนักลงทุนและกองทุนเข้ามาเก็บหุ้นหลังโบรกเกอร์ เทขายหุ้นจากการ บังคับขายหุ้น (Force sell)ของผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 KTC “มงคล ประกิตชัยวัฒนา” ถือหุ้นรวม 327 ล้านหุ้นหรือ 12.70 % นำหุ้นไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและไม่มีเงินหรือสินทรัพย์มาเติมจนถูก Force sell

แหล่งข่าวโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า สถานการณ์หุ้น KTC ที่ Force sell จบแล้วด้วยการที่โบรกเทขายหุ้นค้ำประกันพร้อมกันหลายแห่งจากการปล่อยมาร์จินให้ถึง 10 โบรก ส่วนหนี้ยังเหลือบางโบรกมีการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้เพื่อลดผลกระทบไปแล้ว แต่ยังถือว่าเป็นเคสที่มีมูลค่าสูงเฉพาะวงเงินมาร์จินรายนี้รายเดียวน่าจะรวม 12,000-13,000 ล้านบาท แต่หากรวมกับการเปิดบล็อกเทรดมูลค่าสูงขึ้นอีกแตะ 20,000 ล้านบาท

สำหรับเม็ดเงินปล่อยมาร์จินนักลงทุนรายนี้แต่ละโบรกเฉลี่ยอยู่ราว 1,500-2,000 ล้านบาท จึงทำให้มีมูลค่าสูงในการขายหุ้นออกมาจนราคาฟลอร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากเจ้าของหุ้นไม่มีสภาพคล่องในมือและยอมปล่อยให้หุ้น Force sell ไปเพราะมีการดำเนินการขอปรับโครงสร้างหนี้กับโบรกที่ปล่อยมาร์จินไว้ก่อนแล้ว ทำให้โบรกต้องรีบเทขายหุ้นออกมาลดความเสียหายให้น้อยที่สุดก่อนไปปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งบางโบรกสามารถลดได้จาก 1,000 ล้านบาทเหลือ 30 ล้านบาท เป็นต้น

“เคส KTC กระทบโบรกหนักและซ้ำเติมกับเคสก่อนหน้านี้ทำให้ฐานะของโบรกเริ่มน่ากังวลใจ เพราะหากยังปล่อยให้ราคาลงลึกไปอีกจะไปกระทบบล็อกเทรดที่มีการเปิดไว้ถึง 4 ซีรี่ย์ ซึ่งมีซีรีย์ที่ใกล้ถึงกำหนดส่งมอบสิ้นเดือนมิ.ย.หากราคาหุ้นยังลงต่อความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว” แหล่งข่าวกล่าว

อย่างไรก็ตามด้วยหุ้นดังกล่าวมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นแบงก์ขนาดใหญ่และธุรกิจชัดเจนมีพื้นฐาน น่าจะมีการดูแลในระดับหนึ่งไม่เหมือนกับเคสหุ้นในอดีตที่ผู้ถือหุ้นใหญ่นำหุ้นตัวเองไปนำจำในและนอกตลาดจนขาดสภาพคล่องและเจอราคาฟลอร์อย่างรุนแรง

นายกรรณ์ หทัยศรัทธา นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ราคาหุ้น KTC ที่เห็นการฟื้นตัวในช่วงบ่ายเชื่อว่าการForce Sell ได้จบแล้วจึงทำให้เห็นรายการ Big Lot จำนวนมากอาจจะเป็นนักลงทุนหรือกองทุนมองเห็นว่าราคานี้เหมาะสมกับพื้นฐานจึงมีการเสนอซื้อสู้กันช่วง 18-20 บาทให้เห็น

อิงตามปัจจัยพื้นฐานของ KTC มีราคาเหมาะสมที่ 35.00 บาท และ แนะนำขาย ด้วยอัตราเท่ากับราคา book value หรือ มูลค่าตามบัญชี 2 เท่า หากบริษัทไม่มีการเติบโตราคาเหมาะสมจะอยู่เท่า book value 1 เท่า หรือประมาณ 17-18 บาท เท่ากับราคาเฉลี่ย Big Lot ที่เกิดขึ้นแต่มีโอกาสเห็น KTC เติบโตเพราะธุรกิจมีการปรับต้นทุน ตอบรับกับสินเชื่อเติบโตลดลง จึงคาดว่าปี 2568 มีกำไรเติบโตอยู่

“ประเมินจากเทขายหุ้นออกมา 400 ล้านหุ้น กับสัดส่วนถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ประมาณ 300 กว่าล้านหุ้นทำให้ Force Sell น่าจะจบลงแล้ว บวกกับพื้นฐานไม่ได้เสียหายเลยทำให้การสู้กันของราคาหุ้นมีแวลูหุ้นเข้าไปด้วย ซึ่งหุ้น KTC หุ้นขนาดกลางที่มีศักยภาพมีผู้ถือหุ้นรายอันดับ 1 คือแบงก์ ทำให้กองทุนสนใจเข้ามาถือในราคาดังกล่าว ”

อย่างไรก็ตามราคาหุ้น KTC ยังมีความเสี่ยงสูงจากราคาหุ้นที่ยังผันผวนหลังมีการเข้ามาเก็งกำไรหุ้นในช่วง 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา ดังนั้นหากเข้าไปลงทุนต้องมีจุดตัดขาดทุน ด้วยการซื้อขายหุ้นวันนี้มีการเก็งกำไรไม่ได้เกิดจากพื้นฐานธุรกิจทำให้ต้องระมัดระวังลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...