‘กอบศักดิ์’ ชี้เจรจา ‘ภาษีทรัมป์’ แย่สุดต้องไม่เกิน 25% ลั่นไม่ว่าเลือกทางไหนก็เสียหาย
The Bangkok Insight
อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 03.04 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 03.04 น. • The Bangkok Insight"กอบศักดิ์" ชี้เจรจาภาษีทรัมป์ แย่สุดต้องไม่เกิน 25% บอกนับจากนี้ไปเรามีเวลาเหลืออีกแค่ 2 สัปดาห์ ไม่ว่าเลือกทางไหนก็มีความเสียหาย
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุน (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทางออกประเทศไทย !!! นับจากนี้ไปเรามีเวลาเหลืออีกแค่ 2 สัปดาห์ ที่จะต่อรองกับสหรัฐ หลายคนถามว่า ประเทศไทยควรทำอย่างไร? เราควรต่อรองอย่างไร?
ในการที่จะหาทางออกเรื่องนี้ เราต้องเริ่มจาก "โจทย์" ต้องหาให้เจอว่า โจทย์ที่แท้จริงของไทยคืออะไร เพื่อนำไปสู่ "คำตอบ" ว่าเราควรทำอะไร ซึ่งโจทย์เรื่อง Tariffs ของไทยขณะนี้ จริงๆ แล้ว ก็คือ ความเสียหายของชาติกำลังรออยู่ข้างหน้า
"เราจะเสียหายน้อยที่สุดได้อย่างไร" ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เราก็จะประสบความเสียหายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
- ความเสียหายต่อภาคส่งออก
- ความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจที่เราเคยปกป้องเอาไว้
- ความเสียหายต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทย
ซึ่งความเสียหายด้านที่สามอาจจะยังไม่ชัดในเวลานี้ แต่ในช่วงต่อไป ทุกคนจะเห็นความเสียหายนี้ได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ ยิ่งไทยรั้งท้ายสุดในกลุ่มประเทศหลักของอาเซียน มีอัตรา Tariffs ที่ 36% ขณะที่ สิงคโปร์ 10% อินโดนีเซีย 19% เวียดนาม 20% ฟิลิปปินส์ 20% มาเลเซีย 25% (กำลังเจรจาเพิ่ม)
ส่วนคู่แข่งสำคัญอื่น ๆ เช่น อินเดีย ซึ่งใกล้เจรจาสำเร็จ น่าจะลดลงจาก 26% ซึ่งเป็นอัตรา ณ วันที่ 2 เมษายน
ก็หมายความว่า เรามีทางเลือกไม่มาก
ทางเลือกแรก - ถ้าเราละล้าละลัง เราคงจบที่ 36% ความเสียหายของเราในกรณีนี้ จะอยู่กับภาคส่งออกที่ใหญ่เป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของ GDP แต่เนื่องจากภาคส่งออกใหญ่มาก การเยียวยาภาคการส่งออกทั้งหมด เป็นเรื่องที่ยากที่จะดูแลได้ งบประมาณที่ทุกคนพูดกันที่ 2 แสนล้านบาท อาจจะไม่พอ
โดยรัฐบาลอาจจะต้องใช้งบประมาณเยียวยาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากลูกค้าเราเปลี่ยนไปใช้ Suppliers ในประเทศคู่แข่ง ยิ่งไปกว่านั้น Tariffs 36% จะสร้างความเสียหายต่ออนาคตของไทยอย่างหนัก
เพราะขณะนี้ ไทยกำลังต่อสู้อย่างเข้มข้น ในเกมส์ของการแย่งบริษัทยุคใหม่จากต่างประเทศ ให้เข้ามาตั้งบริษัทในไทย มาช่วยเปลี่ยนฐานการผลิตของเราให้เข้าสู่โลกยุคใหม่ ความจริงแล้วในเรื่องนี้ เราเสียเปรียบเวียดนามและอินโดนีเซียอยู่แล้ว เพราะเวลานักลงทุนพิจารณาเลือก Location เขามักจะบอกว่า กำลังดูอยู่ที่ เวียดนาม อินโดนีเซีย โดยมีไทยติ่งท้ายเป็นอันดับที่ 3
แต่ด้วยอัตรา Tariffs 36% เทียบกับคู่แข่งที่ 19%-20% ในช่วงต่อไป บริษัทเหล่านี้คงพูดว่า อาเซียนน่าสนใจมาก เขากำลังพิจารณาเลือกระหว่างเวียดนามกับอินโดนีเซีย ถ้าจะมีประเทศที่สาม ก็คงเป็นมาเลเซีย
ไทยจะเริ่มออกจากเรดาห์ เริ่มถูกทุกคนทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่มีการผลิตที่จะเป็นฐานที่ดี ให้รัฐจัดเก็บรายได้ ไม่มีอนาคตที่สดใส ความเสียหายรวมแล้ว จะมากเกินกว่าที่เราจะรับได้ หมายความว่า เราต้องดิ้นรน ไม่ตกอยู่ในทางเลือกนี้
แล้วเราเหลือทางออกอะไร
ทางออกที่เหลืออยู่ก็คือ "เข้าสู่การเจรจา" ยิ่งคู่แข่งเจรจาสำเร็จแล้ว เราก็ยิ่งถูกกดดันให้เข้าสู่การเจรจา ซึ่งเรื่องนี้
นอกจากไปเจรจาแบบละล้าละลัง เรายังมีอีก 2 ทาง
ทางเลือกที่สอง - เสนอไปแบบเวียดนามและอินโดนีเซีย 0% และ Total Access และ Non Tariff Barrier Free
ซึ่งจะมีนัยยะกับทุกภาคส่วน แต่หากคิดว่าทางนี้ เป็นการให้มากไป กระทบวงกว้างไป
ก็จะเหลือทางสายที่สาม - ทางสายกลาง เจรจา แต่ไม่ให้หมด เริ่มจากสูตรสำเร็จของเวียดนามและอินโดนีเซีย
ประเภท 0% และ Total Access แล้วถามตนเองว่า อะไรที่เราให้ไม่ได้จริง ๆ
เอาออกไปจากโต๊ะเจรจา รับสภาพกับการที่ได้อัตราไม่ต่ำเท่ากับเวียดนามและอินโดนีเซีย ยอมสูงกว่าเล็กน้อย เพื่อแลกมากับการที่เราจะสามารถดูแลบางภาคส่วน ที่เราคิดว่ายอมไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลคงต้องเลือกว่าจะมีอะไรบ้าง
โดยมีเป้าที่ชัดเจนว่า จะต้องจบให้ได้ที่เท่าไร
เรื่องนี้ คิดว่าตัวเลขที่เราต้องพยายามให้ได้คือ 25% เพราะหากอัตรา Tariffs ลดลงมาเพียงเล็กน้อยที่ 30% ยังจะมีส่วนต่างกับคู่แข่ง 10-11% คงยากที่เราจะแข่งขันได้ ทั้งในเรื่องส่งออกและการดึงดูดการลงทุน แต่ถ้าจบได้ที่ 25%
จะเหลือส่วนต่างประมาณ 5%-6% ให้เอกชนปรับตัว
ภาคส่งออกโดยรวมก็จะยังไปได้ ความจำเป็นที่จะต้องเยียวยาภาคส่งออกก็จะน้อยลงมาก ส่วนการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศก็ยังจะไปได้เช่นกัน บริษัทที่กำลังเลือกในการลงทุน ก็จะยังไม่มองข้ามไทย โดยมีรัฐช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ทดแทนส่วนต่าง 5-6% ดังกล่าว ตั้งแต่พลังงาน กฏระเบียบ ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ให้ไทยยังน่าสนใจ
ในทางเลือกนี้
ประเทศก็จะยังมีความเสียหาย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น จะบริหารจัดการได้ โดยความเสียหายต่อภาคส่งออกและอนาคตระยะยาวของไทยจะมีบ้าง แต่ไม่มากเกินไป
ทั้งสองจะยังเป็นฐานให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ และนำรายได้มาเยียวยาภาคเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดให้สินค้าสหรัฐเข้ามาแข่งขันครั้งนี้ ส่วนเงินเยียวยาที่เตรียมไว้ 2 แสนล้านบาทน่าจะเพียงพอ และเมื่อกระบวนการปรับเปลี่ยนได้ดำเนินไป ความต้องการเยียวยาก็จะค่อย ๆ ลดลง
ทางสายกลางนี้ น่าจะเป็น ทางเลือกที่เราเสียหายน้อยที่สุดในระยะยาว ส่วนเรื่องฐานทัพที่หลายคนพูดถึงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ถ้ามองจากกรอบนี้ ถ้ายอม ก็จะกระทบกับการดึงดูดการลงทุนสร้างความเสียหายกับอนาคตของไทย
เพราะเอกชนคงไม่อยากมาอยู่ในพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงที่จะขัดแย้ง เป็นเป้าหมายทางการทหาร ซึ่งเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่
ได้ระยะสั้น แต่เสียหายระยะยาว คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ขอเป็นกำลังใจให้กับทีมเจรจาครับ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘กอบศักดิ์’ ลั่นภาษีทรัมป์ 32% ก็เหลือ 19% ได้ ถ้ามี ‘Great Deal’
- ‘กอบศักดิ์’ เชื่อเจรจาภาษีทรัมป์ ยังเป็นไปได้ที่จะต่ำกว่า 36%
- ‘กอบศักดิ์’ ลั่น ‘ภาษีทรัมป์’ รอบนี้ของจริง! จับตาโครงสร้างการค้าโลกใหม่
ติดตามเราได้ที่