เสียดายงบเกือบ 8 ล้าน ‘โครงการระบบประปาผิวดิน’ แม่กลอง 20 ปียังไม่มีน้ำสักหยด แถมวัดกลางเหนือขอที่คืน
โครงการประปาระบบผิวดินแห่งนี้ สร้างขึ้นที่บริเวณข้างวัดกลางเหนือ ในที่ดินของวัดกลางเหนือ หมู่ 2 ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เมื่อปี พ.ศ. 2549 ด้วยงบประมาณ 7,984,000 บาท โดย อบจ.สมุทรสงคราม สมัยที่ นายอำนวย ลิขิตอำนวยชัย เป็นนายก อบจ. ได้ขออนุญาตวัดกลางเหนือ เพื่อสร้างอาคารผลิตน้ำประปาดังกล่าว เรียกว่า “โครงการระบบประปาผิวดิน” เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อจัดหาน้ำดื่มน้ำใช้ให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ อีกทั้งค่าน้ำประปาภูมิภาคมีราคาแพงกว่า
จึงนับว่าโครงการนี้มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่แหล่งน้ำธรรมชาติอาจมีปริมาณน้อย การมีแหล่งน้ำประปาผิวดิน จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะการก่อสร้างขณะนั้นเรียกว่าใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่กลับถูกทิ้งร้าง ขาดการสานต่อในเวลาต่อมาตามการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร อบจ.สมุทรสงคราม เมื่อมีการเลือกตั้งตามวาระ และถูกทิ้งร้างแบบขาดการดูแลมาจนทุกวันนี้ เรื่องนี้จึงมีผู้ร้องเรียนไปที่สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม ขอให้เข้ามาตรวจสอบสาเหตุที่ถูกทิ้งร้าง เพราะเกรงว่าจะมีการทุจริตจนการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ที่สำคัญไม่มีผู้จ่ายค่าเช่าที่ดินให้กับวัด ล่าสุดทางวัดกลางเหนือ ได้ขอคืนพื้นที่ เพราะเห็นว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว
ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง น.ส.กาญจนา คำสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำ จ.สมุทรสงคราม บอกว่าโครงการก่อสร้างอาคารระบบผลิตน้ำประปา บริเวณซอยด้านข้างวัดกลางเหนือแห่งนี้ ถูกทิ้งร้างไม่มีการใช้งานจนมีการร้องเรียน และจากการตรวจสอบพบว่าโครงการฯ ดังกล่าว เป็นการก่อสร้างอาคารระบบน้ำประปาผิวดินสถานีใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2549 สมัยนั้น นายอำนวย ลิขิตอำนวยชัย เป็นนายก อบจ. ด้วยงบประมาณจำนวน 7,984,000 บาท กระทั่งปี พ.ศ. 2560 การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาสมุทรสงคราม ได้ดำเนินการขอรับโอนโรงกรองฯ ขนาด 100 ลบ.ม./ชั่วโมง พร้อมสิ่งก่อสร้างจาก อบจ.สมุทรสงคราม มีการลงนามบันทึกการส่งมอบและรับมอบสินทรัพย์ดังกล่าวกันเป็นที่เรียบร้อย
น.ส.กาญจนา กล่าวว่า จากนั้นในปี 2562 กปภ.สาขาสมุทรสงคราม ทราบว่าบริเวณดังกล่าวน้ำเค็มรุกเข้ามา ทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำประปาได้ และต้องใช้งบประมาณถึง 15 ล้านบาท ในการปรับปรุง เนื่องจากเป็นการสร้างที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงได้ทำเรื่องขอส่งคืนทรัพย์สินประปาผิวดิน (สถานีใหญ่) ดังกล่าวให้กับ อบจ.สมุทรสงคราม โดยอ้างว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ประกอบกับการดำเนินการรับมอบมาไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของ กฎ ระเบียบ จึงเป็นโมฆะ เนื่องจากไม่ได้ดำเนินการตามบัญญัติแห่งกฎหมาย และผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาคไม่ได้รับรู้เรื่องนี้ เนื่องจากไม่ได้มีการรายงานให้กับผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค รับทราบ
สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำ จ.สมุทรสงคราม จึงได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ จ.สมุทรสงคราม เพื่อแก้ไขปัญหาในการประชุมครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 จนถึงการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 (จำนวน 5 ครั้ง) ปัจจุบันทาง อบจ.สมุทรสงคราม รายงานว่าได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของหน่วยงานใดกันแน่ เพราะทาง อบจ.สมุทรสงคราม ก็ได้ตัดออกจากบัญชีทรัพย์สินของ อบจ. นานแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะที่ผ่านมาทางการประปาต้องการคืน เพราะใช้ประโยชน์ไม่ได้ และพยายามแจ้งขอคืนอย่างน้อย 3 ครั้งแล้ว แต่ทาง อบจ. ก็ยืนยันไม่รับคืน อ้างว่าได้ตัดออกจากบัญชีทรัพย์สินนานแล้ว เรื่องนี้จึงยังสรุปไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งปลูกสร้าง เพราะเมื่อไม่ได้ทำประโยชน์ทางวัดก็จะขอคืนพื้นที่ไปใช้ประโยชน์อื่น ที่สำคัญใครจะเป็นคนรื้อ เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ว่าการจะนำงบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชนไปสร้างอะไรก็ตาม นอกจากความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้ชัดเจนแล้ว ยังต้องคำนึงเรื่องการบำรุงรักษาด้วย ไม่ใช่สร้างแล้วปล่อยทิ้งร้างขาดการดูแลจนเป็นปัญหาเช่นนี้