ป้อนข้าวลูก : 5 วิธีฝึกลูกนั่งกินข้าวโดยไม่ต้องคอยตามป้อน
สำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็กคงเข้าใจดีว่า เด็กเล็กกับการนั่งกินข้าวแต่ละมื้อให้ผ่านไปด้วยดีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ละวันคุณพ่อคุณแม่ต้องงัดกลยุทธ์หลากหลาย ทั้งหลอกล่อ ชวนเล่น ร้องเพลง เดินตาม วิ่งไล่จับ หรือหารางวัลมาต่อรองเพื่อให้ลูกยอมนั่งลงกินข้าว โดยไม่ต้องเดินตามตื๊อตามง้อสักครั้งพฤติกรรมการกินของลูก ไม่ได้มีความสำคัญกับการได้รับอาหารหรือประโยชน์ทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการสำคัญที่เชื่อมโยงกับพัฒนาการทางอารมณ์ การควบคุมตนเอง และความสัมพันธ์ในครอบครัว หากคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยเดินตาม ป้อนข้าวลูก เป็นประจำอาจทำให้ลูกขาดโอกาสในการเรียนรู้ทักษะต่างๆ และส่งผลต่อพฤติกรรมการกินของลูกในระยะยาวได้แต่ความวุ่นวายที่ต้องคอย ป้อนข้าวลูก จะคลี่คลายลงได้ หากคุณพ่อคุณแม่รู้วิธีเปลี่ยนมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยปัญหาให้กลายเป็นช่วงเวลาที่ดีได้ เพียงคุณพ่อคุณแม่เปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ป้อน’ มาเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ เพื่อที่ให้โอกาสลูกได้เรียนรู้สุขนิสัยการกินที่ดีด้วยตัวเอง1. จัดโต๊ะอาหารให้เหมาะกับร่างกายและพัฒนาการของลูก
การที่ลูกสามารถนั่งกินข้าวได้อย่างสงบ ไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัยหรือวินัยเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกปลอดภัยและการเป็นเจ้าของพื้นที่ของตัวเองด้วย งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า โต๊ะอาหารหรือเก้าอี้ ไม่ใช่เพียงเฟอร์นิเจอร์ธรรมดา แต่ยังส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ให้สัมผัสอาหารได้มากขึ้น การเข้าใจเนื้อสัมผัสของอาหาร และการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กหากคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกนั่งเก้าอี้ที่สูงเกินไป เท้าไม่ถึงพื้น หรือไม่มีพนักพิง ลูกอาจรู้สึกไม่มั่นคง ไม่สบายตัว และหมดความสนใจในการนั่งกินข้าวได้อย่างรวดเร็ว เด็กบางคนอาจลุกออกจากโต๊ะทันทีเพราะรู้สึกเหนื่อยที่จะประคองตัว หรือรู้สึกว่าการนั่งอยู่ตรงนั้นไม่สนุกเอาเสียเลย ในทางตรงกันข้าม หากลูกมีเก้าอี้ที่พอดีกับความสูง มีที่รองเท้า โต๊ะอยู่ในระดับที่มือของลูกวางลงได้พอดี ก็จะทำให้รู้สึกมั่นคง สบาย และสามารถใช้เวลาอยู่ตรงนั้นได้นานขึ้นนอกจากการมีพื้นที่เฉพาะของตัวเองบนโต๊ะอาหารแล้ว การมีอุปกรณ์ที่ลูกหยิบใช้ได้เอง เช่น จาน ช้อน แก้วน้ำ ก็เป็นการส่งเสริมให้ลูกเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจกรรมมื้อนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบเล็กๆ ที่ทำให้เด็กๆ เรียนรู้ว่านี่คือเวลากินข้าวนั่นเอง2. ปลูกฝังความรู้สึกเป็นเจ้าของมื้ออาหารของตัวเอง
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการฝึกให้ลูกกินข้าวด้วยตัวเอง ไม่ต้องตามป้อนก็คือการส่งต่อบทบาทความรับผิดชอบให้ลูกอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการทำให้ลูกรู้สึกว่า ‘การกินข้าวคือเรื่องของตัวเราเอง ไม่ใช่เรื่องของคุณพ่อหรือคุณแม่’ อาจลองให้ลูกมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมมื้ออาหาร เช่น หยิบช้อนเอง ตักข้าวใส่จาน หรือวางภาชนะลงบนโต๊ะ แม้จะใช้เวลามากกว่าปกติ และเลอะเทอะในช่วงแรก แต่การมีส่วนร่วมเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่แท้จริงนักจิตวิทยาพัฒนาการหลายคนบอกตรงกันว่า เด็กเล็กต้องการรู้สึกว่าตนเอง ทำได้และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครอบครัว การที่ลูกได้ใช้ช้อนตักอาหารเองแม้จะหกเลอะเทอะไปบ้าง แต่นั่นคือการฝึกความเชื่อมั่นในตัวเอง และทักษะการควบคุมกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นรากฐานของการดูแลตัวเองในอนาคตต่อไป3. วางกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกเรียนรู้ขอบเขต
การกินข้าวไม่ควรเป็นกิจกรรมที่ยืดเยื้อมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมใดได้ ดังนั้น การกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น ประมาณ 30 นาทีต่อมื้อ จะช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องขอบเขตของเวลาและฝึกการตัดสินใจอย่างอิสระได้นอกจากนี้ หากลูกไม่อยากกินในเวลาที่กำหนด คุณพ่อคุณแม่สามารถเก็บอาหารอย่างสงบโดยไม่ต้องตำหนิ เช่น พูดกับลูกว่า “ถ้าตอนนี้ยังไม่หิว เราค่อยกินมื้อหน้าก็ได้นะ” เพราะการตอบสนองด้วยความเคารพในความรู้สึกของลูก คือการสอนเขาให้เข้าใจว่า ความต้องการของตัวเองสำคัญ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาของสังคม ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานของการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีวินัยในอนาคต4. หลีกเลี่ยงสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ
คุณพ่อคุณแม่หลายบางคนอาจใช้วิธีเปิดการ์ตูนหรือให้ลูกเล่นของเล่นระหว่างกินข้าว เพราะทำให้ลูกนั่งนิ่งและกินข้าวได้เยอะ แต่ความจริงแล้วการทำเช่นนี้ คือการรบกวนกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญอย่างยิ่งในวัยนี้เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงและการรับรู้จากร่างกาย การได้สัมผัสเนื้อข้าว ลิ้มรสอาหาร เคี้ยวและกลืนอย่างมีสติ ล้วนเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ลูกจดจำว่าการกินคือกิจกรรมหนึ่งที่มีความหมาย ถ้าหากมีสิ่งเร้าภายนอกดึงดูดความสนใจออกไป ลูกจะไม่สามารถเชื่อมโยงสัญญาณภายใน เช่น ความหิว ความอิ่ม หรือความพึงพอใจจากอาหารได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมการกินแบบขาดสติในระยะยาว5. ชื่นชมความพยายาม ไม่ยึดติดกับผลลัพธ์
หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ชื่นชมลูกเมื่อลูกกินข้าวหมดจาน แต่จะดีกว่าไหม หากคุณพ่อคุณแม่หันมาชื่นชมที่กระบวนการ เช่น “วันนี้ลูกนั่งกินข้าวได้ด้วยตัวเอง แม่ภูมิใจมากเลยนะ” หรือ “เก่งจังเลยที่ลูกลองใช้ช้อนตักเอง ถึงจะเลอะ แต่แม่เห็นความพยายามของลูกนะ”การชื่นชมในความพยายามและพฤติกรรม จะช่วยทำให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง เสริมสร้างความมั่นใจ ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาวอ่านบทความ: 5 วิธีเตรียมตัวพาเบบี๋ออกไปกินข้าวนอกบ้านอ้างอิงstonyfieldpmc.ncbi.nlm.nih.govraisingchildren.net.aubetterhealth.vic.gov.au