BIS เตือน “เศรษฐกิจโลก-ระบบการเงิน” เปราะบางต่อแรงกระแทกมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง
BIS เตือน "เศรษฐกิจโลก" เปราะบางต่อแรงกระแทกมากขึ้น หลังสงครามการค้า การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และหนี้สาธารณะพุ่งสูง กดดันระบบการเงินให้เปราะบางยิ่งขึ้น ด้านที่ปรึกษา BIS ชี้ ดอลลาร์อ่อนค่าหนักสุดในรอบกว่า 50 ปี
วันที่ 29 มิถุนายน 2568 เวลา 16.02 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งเป็นองค์กรกลางของธนาคารกลางทั่วโลก เตือนในรายงานประเมิน เศรษฐกิจโลก ฉบับล่าสุด ซึ่งถูกเผยแพร่ก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดจะเก็บภาษีนำเข้า และเกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ว่า ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบางกำลังเสี่ยงทำให้เกิดรอยร้าวลึกในระบบการเงินโลก
อากุสติน คาร์สเตนส์ ประธาน BIS ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง ซึ่งมักถูกขนานนามว่าเป็น "ธนาคารกลางของธนาคารกลาง" กล่าวว่า สงครามการค้าที่นำโดยสหรัฐ และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอื่น ๆ กำลังทำลายระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ยืนหยัดมานาน ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ และก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและคาดเดายาก ซึ่งเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันต่าง ๆ รวมถึงธนาคารกลางด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ทรัมป์วิจารณ์นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างรุนแรง รวมถึงเคยเรียกว่าพาวเวลโง่ คาร์สเตนส์ไม่ได้แสดงท่าทีตำหนิอย่างชัดเจน โดยระบุว่า"มันเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลางในบางช่วงเวลา มันแทบจะเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาแล้ว"
รายงานประจำปีของ BIS ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัดสำคัญต่อมุมมองของธนาคารกลางต่าง ๆ เนื่องจากที่นี่เป็นเวทีพบปะหารือของผู้กำหนดนโยบายระดับสูงจากทั่วโลกเป็นประจำ โดยคาร์สเตนส์กล่าวว่า แนวโน้มกีดกันทางการค้าและการแบ่งแยกเศรษฐกิจโลกถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจและผลิตภาพที่ถดถอยมาต่อเนื่องหลายทศวรรษ
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางต่อแรงกระแทกมากขึ้น จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาซัพพลายเชน
การศึกษาของ BIS ยังพบว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงหลังโควิดดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อมุมมองของประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาในระยะยาวด้วย
นอกจากนี้ระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กำลังเพิ่มความเปราะบางให้กับระบบการเงินโลก และจำกัดขีดความสามารถของรัฐบาลในการใช้นโยบายการคลังเพื่อรับมือกับวิกฤตในอนาคต
"แนวโน้มนี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้" คาร์สเตนส์กล่าวถึงปัญหาหนี้ พร้อมเตือนว่าการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้ปัญหาหนี้เลวร้ายยิ่งขึ้น
ฮยอน ซอง ชิน ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของ BIS ชี้ว่าดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงถึง 10% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งถือเป็นการร่วงลงหนักที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก (H1) นับตั้งแต่ยุคค่าเงินลอยตัวเริ่มต้นในช่วงต้นทศวรรษ 1970
เขาระบุว่ายังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการหมุนเวียนสินทรัพย์ครั้งใหญ่ (great rotation) ที่นักเศรษฐศาสตร์บางรายคาดการณ์ไว้ว่า นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์สหรัฐ แต่ก็ยอมรับว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุป เพราะกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (sovereign funds) และธนาคารกลางต่าง ๆ มักดำเนินการอย่างช้า ๆ
อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ระยะสั้นพบว่า การป้องกันความเสี่ยง (hedging) ของนักลงทุนที่ไม่ใช่ชาวสหรัฐที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และสินทรัพย์สหรัฐอื่น ๆ ดูเหมือนจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
BIS ยังเผยด้วยว่า รายงานส่วนหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน เตือนอย่างเข้มข้นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ stablecoins
สำหรับผลประกอบการของ BIS เอง รายงานระบุว่า ธนาคารทำกำไรสุทธิ 843.7 ล้าน SDR หรือประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำไรเบ็ดเสร็จรวมแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.4 พันล้าน SDR หรือประมาณ 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศใน BIS ก็เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดใหม่เช่นกัน
อ้างอิง : reuters.com