โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเป็นเด็กน้อย ที่มีมิติของจอมมาร

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 18 พ.ค. 2567 เวลา 13.27 น. • laleh
“หลี่ลั่ว” ชายหนุ่มอายุ 20 ปี ได้ตื่นขึ้นมาในร่างของ “หลี่ลั่ว” เด็กน้อยอายุห้าขวบ มารดาก็จากไปเช่นนี้ แล้วเด็กน้อยตัวคนเดียวอย่างเขา จะอยู่รอดเองได้อย่างไร ปะป๊าจอมมารช่วยอายั่วด้วยยย!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

[ทะลุมิติมาเป็นเด็กน้อย ที่มีมิติของจอมมาร]

"หลี่ลั่ว" ชายหนุ่มอายุ 20 ปี ความทรงจำสุดท้ายของเจ้าตัวคือ รถยนต์ที่เขาขับอยู่เสียหลักกลิ้งลงจากภูเขาจนสติดับไป จากนั้นได้รู้สึกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในร่างของเล็ก ๆ ของ "หลี่ลั่ว" เด็กน้อยซวงเอ๋อร์ที่อายุพึ่งจะห้าขวบ ที่พึ่งจะสิ้นใจไปเพราะหิวโหย

บ้านก็เก่า อาหารก็ไม่มีเหลือ อีกทั้งมารดายังจากไปเช่นนี้ แล้วเด็กน้อยตัวคนเดียวอย่างเขา จะอยู่รอดเองได้อย่างไร!!

จอมมาร : กำลังลำบากอยู่หรือเด็กน้อย

หลี่ลั่ว : เสียงใครอะ

** ท่านจอมมารเฟยอวี่ ไม่ใช่พระเอก แต่เป็น "ปะป๊า" **

o (╰ ‿ ╯) o

[แจ้งเตือน]

นิยายเรื่องเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง ไม่มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

----------

[แจ้งรีดเดอร์]

อาจมีคำผิดหลงมาบ้าง หากเจอแจ้งได้เลย

บทที่หก - บทที่สิบ จะอัพแบบไม่ติดเหรียญนะคะ แต่จะอัพช้ากว่าช่องทางอื่น ๆ

หลังจากนั้นจะติดเหรียญอ่านล่วงหน้าเหมือนกับช่องทางอื่น ๆ ค่ะ

----------

เปิดเรื่อง : 05/2024

ปิดเรื่อง : -

ขอฝากน้องหลี่ลั่วด้วยนะคะ ><

Laleh.

บทที่หนึ่ง

[บทที่หนึ่ง]

“อือ…” กลิ่นอะไรเนี่ย

ร่างเล็ก ๆ ที่เคยนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นก่อนหน้านี้นั้นเริ่มขยับ แขนขาผอมแห้งของเจ้าตัวเริ่มขยับไปมา แพขนตาขยับไหว กะพริบไปมาก่อนเปลือกตานั้นจะเปิดขึ้น ทำให้มองเห็นดวงตากลมโต และนัยน์ตาสีนิลกาฬของเจ้าตัว หลังร่างเล็กนั้นสูดหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่ง เจ้าตัวก็ทำหน้าย่นหนัก รีบยกมือขึ้นมาปิดจมูกเล็กๆ ของตน เพราะกลิ่นเหม็นที่อยู่รอบตัว

หลังพยายามพยุงตัวจนลุกนั่งได้สำเร็จ หลี่ลั่ว ก็ต้องก้มลงมองร่างตัวเองอย่างตกใจ

ทำไมฝ่ามือเขาเล็กลง ขานี่ก็สั้นลง อย่างกับเด็กน้อย นี่เขากลายเป็นเด็กน้อยไปแล้วหรือ!

ขณะที่กำลังอึ้งและตกใจกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่นั้น ก็มีความเจ็บปวดละหลอกหนึ่งจู่โจมหลี่ลั่วเข้า พร้อมกับมีภาพความทรงจำมากมายของใครสักคน ที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด จนหลี่ลั่วต้องยกมือขึ้นกุมหัวเล็ก ๆ ของตัวเอง

เมื่อหลี่ลั่วได้เห็นและรับรู้ถึงความทรงจำนั้น เขาก็รู้ว่ามันเป็นความทรงจำของเด็กน้อยคนหนึ่ง เรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่เจ้าตัวเกิดมา จนถึงอายุห้าขวบ ความทรงจำสุดท้ายที่เขารับรู้นั้น มีแต่ความเศร้าเสียใจ และความหิวโหยของเด็กน้อย จนกระทั่งเจ้าตัวสิ้นใจ

ใช่แล้ว หลี่ลั่ว เด็กน้อยอายุห้าขวบ ที่ชื่อแซ่เดียวกับเขานั้นได้สิ้นใจจากไปแล้ว ส่วนตัวเขานั้น เป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบปี ที่สิ้นใจและตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของเด็กน้อยแทน

เขานั้นเป็นคนที่มาจากโลกปัจจุบัน ความทรงจำสุดท้ายก่อนตื่นมาในร่างเด็กน้อย คือเขากำลังขับรถอยู่บนถนน เพื่อไปยังบ้านสวนของคุณยาย ถนนเส้นนี้ตัดผ่านแนวภูเขาหลายลูก เพื่อเข้าไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ในหุบเขา และบ้านสวนของคุณยายนั้นตั้งอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้

คุณยายของเขานั้นได้จากไปอย่างสงบ เขาจึงต้องไปยังบ้านสวนเพื่อจัดการงานศพของคุณยาย แต่หลังจากขับรถเข้าหุบเขามาได้เพียงครู่เดียว จู่ ๆ ท้องฟ้าก็ครึ้มและฝนก็ตกลงมา เริ่มแรกนั้นไม่หนักมาก เขายังสามารถมองเห็นทางได้อยู่ แต่เมื่อผ่านเข้ามาได้ครึ่งทาง เม็ดฝนก็เริ่มหนาและแรงขึ้น จนเขามองไม่เห็นทางเท่าไร

หลี่ลั่วนั้นลังเลว่าเขาจะขับไปต่อดีหรือไม่ หรือจะจอดรอให้เม็ดฝนนั้นเบาลง แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจขับต่อไปอย่างช้า ๆ ขณะที่เขาต้องเพ่งสมาธิ เพื่อจ้องมองถนนตรงหน้านั้น จู่ ๆ เขาก็รู้สึกถึงแรงกระแทกที่แรงมาจากข้างตัวรถฝั่งภูเขา แรงกระแทกนั้นทำให้รถของเขาเสียหลักกลิ้งลงไปอีกฝั่ง ทางด้านที่เป็นเนินเขาสูงลาดลงไป เขารู้สึกถึงความเจ็บที่มาจากแรงกระแทกรอบตัว หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดับไป เขาจำอะไรไม่ได้อีก จนกระทั่งได้สติ ตื่นขึ้นมาในร่างเด็กน้อยหลี่ลั่วคนนี้

เขาคงตายจากเหตุการณ์นั้นแล้วสินะ จากนั้นวิญญาณก็ลอยมาเข้าร่างของเด็กน้อยที่พึ่งสิ้นใจนี่

จะเรียกว่าโชคดีได้หรือเปล่าเนี่ย เพราะหลังจากหลี่ลั่วได้มองรอบตัว สถานที่ที่เจ้าตัวน้อยอยู่นั้น เหตุใดมันถึงได้ดูร้างและแย่มาก แถมยังมีกลิ่นเหม็นคลุ้งพวกนี้อีก

ในความทรงจำที่ได้มานั้น เด็กน้อยหลี่ลั่วคนนี้ อาศัยอยู่แม่ของเขาสองคนเท่านั้น เหตุเพราะมารดาของหลี่ลั่ว หรือก็คือ หลี่ลี่จู ได้ถูกชาวบ้านในหมู่บ้านหลี่ที่เจ้าตัวเคยอาศัยอยู่นั้น ขับไล่ออกจากหมู่บ้านมาอยู่บนภูเขาแห่งนี้

หลี่ลี่จูมารดาของเขานั้น เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวหลี่ บิดามารดาคือ หลี่เฉิน และมารดา จางเหลียน ตอนที่จางเหลียนตั้งครรภ์แรกนั้น ครอบครัวหลี่หวังกับท้องแรกนี้ของเจ้าตัวมาก ว่าจะคลอดออกมาเป็นเด็กผู้ชาย เป็นลูกชายคนโตของครอบครัว เมื่อครบกำหนดเก้าเดือน จางเหลียนก็เจ็บท้องและคลอดเด็กชายออกมาจริง ๆ แต่เด็กชายนั้นเป็น ซวงเอ๋อร์ มิใช่เพศชายอย่างที่หวัง

เพศซวงเอ๋อร์นั้นจะถูกมองเหมือนดังเช่นลูกสาว เพราะซวงเอ๋อร์นั้นสามารถตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรได้ แม้พวกเขาจะรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ลูกชายคนโตอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรักและเลี้ยงดูหลี่ลี่จูมารดาของเขาเป็นอย่างดี

จนกระทั่งมารดาของเขาอายุสามขวบ จางเหลียนก็ได้ตั้งครรภ์ที่สอง และครั้งนี้คลอดออกมาเป็นเด็กผู้ชายอย่างที่หลี่เฉินและจางเหลียนต้องการ ทำให้ทั้งสองนั้นดีใจและรักลูกคนนี้มาก ทำการเลี้ยงดูประคบประงบ หลี่เฉิง ลูกชายคนนี้อย่างดี จนบางครั้งลืมใส่ใจมารดาของเขา หลี่ลี่จูที่พึ่งอายุสามขวบ

บ้านหลี่นั้นมีที่ดินในครอบครองอยู่ประมาณยี่สิบหมู่ ตั้งแต่รุ่นก่อน ๆ จึงดำรงชีวิตด้วยการทำเกษตร โดยที่ดินส่วนใหญ่นั้นจะปลูกข้าวและขายให้ทางการ และเหลือที่ดินอีกไม่กี่หมู่ไว้ เพื่อทำแปลงผัก ปลูกผักต่าง ๆ ที่เก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าข้าวเอาไปขาย

บ้านหลี่นั้นถึงจะไม่ได้เรียกว่าร่ำรวย แต่ก็ถือว่าไม่ยากจนเท่าครอบครัวอื่น เงินเก็บที่มีพอให้หลี่เฉินนั้นสามารถส่งหลี่เฉิงเรียนหนังสือได้

หลังหลี่ลี่จูมารดาของเขาอายุสิบสี่ปีเข้าวัยปักปิ่น ความงดงามก็เริ่มฉายออกมามากขึ้น เพราะหลี่เฉินและจางเหลียนนั้นหน้าตาค่อนข้างดี และมารดาของเขาก็ได้เอาส่วนดี ๆ ของทั้งสองมาทั้งหมด ทำให้มีชายหนุ่มมากมายเริ่มเข้าหา แต่มารดาของเขานั้นดูจะไม่สนใจใครเลย หลี่เฉินกับจางเหลียนนั้น ถึงทั้งสองจะลำเอียงรักหลี่เฉิงมากกว่า แต่พวกเขาก็ถามความรู้สึกของหลี่ลี่จู ไม่บังคับให้มารดาของเขาแต่งออกไปกับใคร

จนกระทั่งวันหนึ่ง หลี่ลี่จูที่อายุได้สิบหกปีนั้นเกิดไม่สบายขึ้นมา กินอาหารไม่ได้ อีกทั้งยังอาเจียนอย่างหนัก เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน จนจางเหลียนที่ต้องหยุดงานในแปลงนา มาอยู่บ้านดูแลเจ้าตัวนั้นรู้สึกไม่ดี จึงตัดสินใจเรียกหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านมาตรวจ ทำให้รู้ว่ามารดาของเขานั้นตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว จางเหลียนตกใจมาก รีบจ่ายเงินค่าตรวจให้หมอชรา อีกทั้งจ่ายเพิ่มไปและกำชับว่าไม่ให้ชายชรานั้นบอกเรื่องนี้กับใครในหมู่บ้าน

หลังหมอชราออกจากบ้านหลี่ไป จางเหลียนก็ถามเค้นความจริงกับมารดาเขาอย่างหนัก ว่าบิดาของเขานั้นเป็นใคร เพราะจางเหลียนนั้นไม่เห็นว่าหลี่ลี่จูชอบพอกับใครเลยสักคน แต่ไม่ว่าจะเค้นอย่างไร หลี่ลี่จูมารดาของเขาก็ไม่ยอมบอก

พอหลี่เฉินกลับมาจากแปลงนา จางเหลียนก็ได้บอกเรื่องนี้กับเขา เพื่อหาทางออก ทั้งสองคิดตรงกันว่าจะให้หลี่ลี่จูเอาเด็กออก แต่มารดาของเขาที่แอบฟังอยู่นั้นไม่ยอม และบอกทั้งสองคนว่าหากบังคับให้เขาเอาเด็กออก เขาจะฆ่าตัวตายไปพร้อมลูกในท้อง

ถึงอย่างไรหลี่ลี่จูนั้นก็เป็นลูกคนแรกที่พวกเขาอุ้มชู ทั้งสองจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป และหาทางออกต่อไป โดยการส่งหลี่ลี่จูมารดาของเขา ไปยังบ้านญาติของจางเหลียน ที่ตอนนี้ย้ายไปอยู่อีกเมือง และรอให้มารดาของเขานั้นคลอดเด็กออกมา จึงค่อยพาตัวกลับมา ส่วนเรื่องเด็กที่คลอดออกมานั้น พวกเขาตัดสินใจว่าค่อยคิดหาข้ออ้าง บอกกลับชาวบ้านคนอื่นในหมู่บ้านหลี่นี้อีกที

แต่ก่อนที่หลี่เฉินกับจางเหลียนจะได้ส่งหลี่ลี่จูออกไป เรื่องที่หลี่ลี่จูตั้งครรภ์นั้น กลับกระจายไปทั่วหมู่บ้านหลี่เสียก่อน เหตุเพราะหมอเท้าเปล่าที่มาตรวจมารดาของเขานั้น ดื่มเหล้าจนเมามายได้หลุดพูดออกมา

หญิงทั้งหลายในหมู่บ้านที่รู้เรื่องต่างก็ไม่พอใจ ทั้งหญิงแก่แม่หม้าย หญิงสาววัยออกเรือนและซวงเอ๋อร์ ต่างรวมตัวกันไปหาผู้นำหมู่บ้านที่บ้าน และกดดันให้ผู้นำหมู่บ้านนั้นขับไล่หลี่ลี่จูที่ทำเรื่องเสื่อมเสียนี้ออกไปจากหมู่บ้าน เพราะทำให้ชื่อเสียงของหญิงสาว และซวงเอ๋อร์ในหมู่บ้านหลี่พลอยเสื่อมเสียไปด้วย หากข้าวแพร่ออกไป เช่นนี้ใครจะอยากแต่งกับคนในหมู่บ้านอีก

ชายชราผู้นำหมู่บ้านจึงต้องทำตาม แม้หลี่เฉินกับจางเหลียนจะข้อร้องเช่นไรก็ไม่เป็นผล อีกทั้งยังโดนขู่ว่าจะไล่ครอบครัวของหลี่เฉินออกไปด้วย หากทั้งสองยังขัดขวาง สุดท้ายหลี่ลี่จูจึงต้องออกจากหมู่บ้านหลี่ไป

หลี่เฉินกับจางเหลียนนั้นคิดจะให้หลี่ลี่จูไปอยู่กับญาติตามที่คิดไว้ แต่ญาติของจางเหลียนที่รู้ข่าวแล้วนั้น ก็ไม่คิดจะรับตัวหลี่ลี่จูมาอยู่ด้วยอีก หลี่เฉินกับจางเหลียนจึงตัดสินใจ สร้างกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่งให้หลี่ลี่จูอยู่แทน ห่างจากตัวหมู่บ้านหลี่ ไกลขึ้นไปบนเขตภูเขา และทั้งสองนั้นจะคอยขึ้นไปดูแลหลี่ลี่จูอยู่ตลอด จนชาวบ้านในหมู่บ้านที่รู้เรื่อง ต่างก็เอาแต่พูดเหน็บแนม ต่อว่าทั้งสองคนอยู่ตลอดเวลา

o (╰ ‿ ╯) o

บทที่สอง

[บทที่สอง]

วันเวลาผ่านไปจนถึงกำหนดวันที่หลี่ลี่จูมารดาของเขานั้นเจ็บท้องคลอด หลี่เฉินกับจางเหลียนได้จ่ายเงินพาหญิงชรา ที่เป็นหมอตำแยในหมู่บ้านให้ขึ้นมาทำคลอดให้ แต่เพราะเรื่องที่มารดาของเขาท้องก่อนแต่ง ทำให้หญิงชรานั้นไม่ยอมมา หลี่เฉินต้องเอ่ยว่าจะจ่ายเงินเพิ่มให้ หญิงชราจึงยอมมาในที่สุด

หลี่ลี่จูนั้นเจ็บท้องคลอดอยู่ไม่นานเท่าไร เขาก็คลอดเด็กชายซวงเอ๋อร์ออกมา คือหลี่ลั่วนั่นเอง หญิงชราที่จัดการงานของตนเรียบร้อยและกำลังเก็บของอยู่นั้น คิดว่ามารดาของเขานั้นเหนื่อย และจนหลับสนิทไปแล้ว ขณะเก็บของเจ้าตัวจึงเอ่ยบน และด่าหลี่ลี่จูออกมาโดยไม่เกรงกลัว อีกทั้งยังด่าไปถึงหลี่เฉินและจางเหลียน บิดามารดาของหลี่ลี่จูอีกด้วย

หลี่ลี่จูที่เพียงแต่หลับตาลงเฉย ๆ แต่ไม่ได้หลับอย่างที่หญิงชราคิด จึงได้ยินคำด่าทั้งหมดนั้นที่เจ้าตัวเอ่ยออกมา ยิ่งฟังก็ได้แต่ร้องไห้น้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ จนกระทั่งหญิงชราเก็บของเสร็จ และเดินออกจากห้องไป จากนั้นหลี่ลี่จูถึงได้ส่งเสียงสะอื้นออกมาเบา ๆ หลังจากนั้นมารดาของเขาก็ร้องไห้จนหลับไป

หลี่เฉินกับจางเหลียนที่อุ้มหลี่ลั่วอยู่ด้านนอกนั้น ไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวนี้ ทั้งสองนั้นดูเหมือนจะเห่อหลานมากจนไม่ได้สังเกตสิ่งใด เพราะเด็กน้อยหลี่ลั่วนั้นตัวขาวอวบ แม้หน้าตาจะยับย่นดังทารกแรกคลอด แต่ก็มองออกว่าโตขึ้นต้องหน้าตางดงามและน่ารักมากเหมือนหลี่ลี่จูเป็นแน่

หลังจากนั้นหลายวันต่อมา จางเหลียนก็ยังคงอยู่ที่กระท่อมกับมารดาของเขา ตกกลางคืนก็นอนหลับอยู่ในกระท่อมบนภูเขาเพิ่มอีกคน ไม่ได้กลับลงไปบ้านหลี่กับหลี่เฉิน เพื่ออยู่ดูแลหลี่ลี่จูที่พึ่งคลอด ร่างกายยังไม่แข็งแรง และอยู่ดูแลทารกตัวน้อยหลี่ลั่ว

หลี่ลี่จูที่นอนอยู่บนเตียงในห้อง หันมองมารดาของตนที่อุ้มหลานอยู่ด้านนอก มองเจ้าตัวเอ่ยหยอกล้อกับเด็กน้อยอยู่เงียบ ๆ จางเหลียนนั้นเริ่มสังเกตเห็น ว่าหลายวันนี้หลี่ลี่จูนั้นเอาแต่เงียบ และเอาแต่นอนอยู่ในห้อง แต่คิดว่าหลี่ลี่จูนั้นยังคงเหนื่อยจากการคลอดหลี่ลั่วอยู่ จึงปล่อยให้นอนพัก ไม่ได้เอ่ยถามอันใด และไม่ได้เข้าไปกวนอันใดมาก

จนเวลาผ่านไปหลายวัน หลี่ลี่จูนั้นแข็งแรงขึ้นแล้ว จึงเอ่ยออกมาประโยกแรกคือบอกให้จางเหลียนนั้นกลับหมู่บ้านไป แต่จางเหลียนเอ่ยว่าตนจะอยู่ดูแลเจ้าตัว จนกว่าจะหมดช่วงอยู่ไฟก่อนจึงค่อยกลับหมู่บ้าน หลี่ลี่จูที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก จนเวลาผ่านไปอีกหลายวัน จางเหลียนที่รู้สึกว่าหลี่ลี่จูนั้นแปลกไปมาก ครั้งที่หลี่เฉินมายังกระท่อม เพื่อเอาอาหารขึ้นมาให้ จึงเอ่ยบอกให้เขาตามหญิงตำแย่มาดูอาการหลี่ลี่จูหน่อย

และเป็นอีกครั้งที่หญิงชราแอบเอ่ยด่าครอบครัวหลี่ของเขาอีกครั้ง หลังจากหญิงชรากลับไปกับหลี่เฉิน หลี่ลี่จูก็เอ่ยไล่จางเหลียน ห้ามไม่ให้นำอะไรมาให้ และไม่ให้ทั้งสองคนขึ้นมาหาตนที่กระท่อมอีก ไม่อย่างนั้นตนจะพาลูกหนีไปอยู่ที่อื่น จางเหลียนที่เห็นท่าทางจริงจังของหลี่ลี่จู ก็ได้แต่เดินกลับหมู่บ้าน พอเดินมาถึงหมู่บ้านก็พบกับหลี่เฉินที่ไปส่งหญิงชรา จางเหลียนเอ่ยบอกคำพูดของหลี่ลี่จูให้เขารู้

ช่วงแรกนั้นทั้งสองยังนำของและอาหารขึ้นไปวางไว้หน้ากระท่อม โดยไม่ให้หลี่ลี่จูเห็น แต่ขณะที่ทั้งสองแอบดู รอดูให้หลี่ลี่จูหยิบของไป แต่เจ้าตัวกลับทิ้งของไว้ทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายนั้นหลี่ลี่จูเอ่ยตะโกนออกมาว่าตนจะพาลูกหนี หากยังมีของพวกนี้มาวางอีก แม้ทั้งสองจะเป็นห่วงมากขนาดไหน แต่ก็ได้แต่ทำตามคำของหลี่ลี่จู

ด้านมารดาของเขานั้น แม้จะเสียใจกับสิ่งที่เอ่ยไป แต่เพราะเขาไม่อยากให้บิดามารดาทั้งสองถูกต่อว่าเพราะตนอีกอีกต่อไป จึงต้องทำเช่นนี้

หลังจากนั้นหลี่ลี่จูก็อาศัยอยู่กับลูกชายของตนสองคน และเมื่อไม่มีหลี่เฉินกับจางเหลียนคอยนำของต่าง ๆ มาให้อีก แม้ซวงเอ๋อร์ที่พึ่งคลอดลูกนั้น เดือนสองเดือนแรกจะห้ามออกไปต้องลม แต่มารดาของเขาก็ต้องลุกออกมาหุงหาอาหารเอง เพราะต้องลมเย็นอีกทั้งต้องทำงานต่าง ๆ ทำให้ร่างกายของมารดานั้นไม่ดีตั้งแต่นั้นมา

หลี่ลี่จูที่ร่างกายอ่อนแอนั้น เลี้ยงดูหลี่ลั่วตัวคนเดียวมาจนกระทั่งหลี่ลั่วอายุได้ห้าขวบ ร่างกายของเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป และหลี่ลี่จูที่ป่วยหนักเรื้อรังมานาน ก็ได้จากไปเมื่อสามวันก่อนหน้า ด้านเด็กน้อยหลี่ลั่วนั้นไม่รู้ว่ามารดาของตนนั้นได้จากไปแล้ว เด็กน้อยคิดว่ามารดาแค่เหนื่อย และนอนพักนานเหมือนเช่นทุกครั้ง เด็กน้อยจึงดูแลตนเองอยู่เงียบ ๆ ไม่รบกวนมารดาที่พักผ่อน แม้เด็กน้อยหลี่ลั่วที่อายุห้าขวบนั้นจะพอหาของกินให้ตนเองได้ แต่หากไม่มีหลี่ลี่จูมารดาของเขา ที่เป็นคนออกไปหาของกินเข้ามาในบ้าน สุดท้ายอาหารก็หมดไป ทำให้เด็กน้อยหิวโหย ขาดอาหารจนล้มลงสิ้นใจอยู่ในห้องครัว

พอเรื่องราวถึงตรงนี้ หลี่ลั่วก็รู้แล้วว่ากลิ่นเหม็นที่เขาได้กลิ่นอยู่นั้นมันคืออะไร อีกทั้งความรู้สึกหิว ที่ตัวเขากำลังรู้สึกอยู่อีกด้วย

แม้จะไม่ค่อยมีแรงมากนัก แต่หลี่ลั่วก็ก้าวเท้าเล็ก ๆ ของเขา รีบวิ่งเข้าไปอีกด้านของกระท่อม ไปยังห้องนอนที่ในความทรงจำนั้น มารดาของเขาหลี่ลี่จูได้นอนสิ้นใจอยู่

“อื้อ… มะไหว ๆ” เมื่อเข้าไปใกล้มากขึ้น กลิ่นเหม็นนั้นก็ยิ่งเข้มขึ้น พอเขาเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องนอนออก จมูกเล็ก ๆ ของเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จนต้องรีบดันปิดและวิ่งห่างออกมา

“ฮือ… เข้าปายไม่ด้าย แย้วต้องทามยังไง” หลี่ลั่วในร่างใหม่เล็กจ้อยนั้นได้แต่สิ้นหวัง เขาทิ้งตัวลงพื้น และกำลังจะปล่อยโห่ออกมา

ดูเหมือนว่าร่างของมารดาเขาหลี่ลี่จูนั้นเริ่มเน่าเปื่อยไปแล้ว แล้วร่างเล็ก ๆ ของเขาจะจัดการกับศพได้อย่างไรกัน เขายังต้องอยู่ที่กระท่อมนี้ต่อ จะปล่อยไว้อย่างนั้นได้อย่างไร กระท่อมแห่งนี้มีเพียงห้องนอนเดียว แล้วคืนนี้เข้าจะนอนที่ไหน

“งือ… แย้วยังหิวมากด้วย”

อย่าร้องไปเลย เด็กน้อย

“ฮึก เสียงคายอะ” จู่ ๆ ในหัวของเขานั้นกลับมีเสียงของชายชรา ดังขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ หลี่ลั่วนั้นตกใจกับเสียงในหัวนี้มาก จนเขาลืมร้องไห้ไป ทำให้น้ำตาที่กำลังเอ่อล้น จวนจะไหลลงมาของเขานั้นหยุดไปทันที

อยากรู้ว่าข้าเป็นใคร เจ้าก็ลองแตะที่กำไลไม้ บนข้อมือของเจ้าสิ

“ม่ายมีกำไยไม้นะ นี่งะ… หึ้ย! มีกำไยไม้อยู่จริงด้วย” เด็กน้อยเอ่ยออกมาอย่างตกใจ

หลี่ลั่วจำได้ว่าตอนตื่นขึ้นมา บนข้อมือทั้งสองข้างของร่างนี้นั้นว่างเปล่าไม่กำไลไม้ จึงยกข้อมือเล็กของตนขึ้นมามองอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าครั้งนี้ เขาเห็นว่าบนข้อมือขวาของตนนั้น มีกำไลไม้สีแดงเข้มวงหนึ่งใส่อยู่จริง ๆ

หลี่ลั่วจึงยื่นมืออีกข้างออกไป และแตะมันตามที่เสียงของชายชราในหัวเอ่ยบอก และทันทีมือเล็กนั้นสัมผัสลงบนกำไลไม้ รอบตัวของหลี่ลั่วก็เปลี่ยนไป

มีบ้านอิฐหลังเล็กหลังหนึ่ง ปรากฏขึ้นมาแทนกระท่อมไม้หลังเดิมของเขา อีกทั้งรอบบ้านที่เคยเป็นป่า ที่มีต้นไม้สูงมากมาย กลับกลายเป็นพื้นหญ้าสีเขียวขจี เต็มที่โล่งกว้างสุดลูกหูลูกตาแทน มีดอกไม้มากมายเบ่งบานแทรกอยู่ตามใบหญ้าสีเขียวนั้นเต็มไปหมด สีสันสดใสของมันทำให้ภาพที่หลี่ลั่วเห็นอยู่นั้น งดงามอย่างกับแดนสวรรค์

เดินเข้ามาในบ้านสิเด็กน้อย

o(╰ ‿ ╯)o

บทที่สาม

[บทที่สาม]

“อือ… จะเข้าไปดีม้ายเนี่ย”

หลี่ลั่วเอ่ยกับตัวเองออกมาเบา ๆ ความคิดเลวร้ายต่าง ๆ นานาตีกันในหัว แต่สุดท้ายเด็กน้อยก็ตัดสินใจก้าวเล็ก ๆ ของตัวเองเดินไปข้างหน้า เข้าไปตามคำเชิญชวนนั้น

แอ๊ด…

หลังใช้สองมือเล็กของตน ดันบานประตูไม้เข้าไป หลี่ลั่วก็มองเห็นชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่ง กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตรงโต๊ะไม้ที่อยู่กลางห้องโถง

“มาแล้วหรือเด็กน้อย” ชายชรานั้นส่งเสียงเอ่ยพูดออกมา เสียงที่ดังขึ้นนั้นไม่ได้เป็นเสียงที่ดังขึ้นในหัวของหลี่ลั่วอีกแล้ว

“คายอะ”

หลี่ลั่วเอ่ยออกมาอย่างสงสัย โดยที่ตากลมโตของเขาก็มองสำรวจรอบห้องโถงนี้ และชายชราไปด้วย แม้เส้นผมทั้งหมดนั้น จะกลายเป็นสีขาวโพลนไปหมดแล้ว แต่ใบหน้าของชายชรานั้นกลับดูไม่ค่อยแก่เท่าไร เขาแต่งกายด้วยชุดตัวยาวโบราณสีเขียวอ่อน เส้นผมยาวสีขาวของเจ้าตัวนั้นก็ถูกเก็บขึ้น และรวบไว้ด้วยปิ่นหยกสีขาวเช่นเดียวกันสีผมเจ้าตัว

โห่ อย่างกับพวกเทพเซียนในหนังที่เคยดูเลย หรือว่าจะเป็นเซียนจริง ๆ

ชายชราที่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดเวลานั้น ไม่ได้เอ่ยตอบคำถามของหลี่ลั่ว เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้เจ้าตัวขึ้นอีกหน่อย เพราะเขารู้สึกแปลกใจกับสถานที่ และท่านั่งของชายชราเป็นอย่างมาก

เจ้าตัวนั้นนั่งนิ่งหลังเหยียดตรง มือทั้งสองข้างนั้นวางคว่ำไว้อยู่บนโต๊ะไม้ ฝ่ามือทั้งสองนิ่งสนิท ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย เมื่อก้มมองลงมา เท้าทั้งสองข้างของชายชรา ที่อยู่บนพื้นด้านล่างนั้นกางออกเล็กน้อย ขนานกับแขนทั้งสอง และเท้าทั้งก็อยู่นิ่งสนิทไม่ขยับเช่นเดียวกัน

คนแก่นั่งเกร็งตัวนิ่งอย่างนี้ ไม่เมื่อยแย่หรือ

“ทำไมมายม่ายพูดแย้วอะ” หลี่ลั่วเอ่ยถามชายชราออกมาอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ยังส่งเสียง บอกให้เขาเดินเข้ามาหาอยู่เลย แต่พอเขาเข้ามาแล้ว เจ้าตัวกลับเอาแต่เงียบไม่พูดอะไร ถึงใบหน้าจะยิ้มแย้มอยู่ แต่ทำแบบนี้มันก็ดูน่ากลัวอยู่นะ

“หึ ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที ข้ามีนามว่า เฟยอวี่ เป็นเจ้าของมิติที่เจ้ายืนอยู่แห่งนี้” ในที่สุดชายชราก็ยอมส่งเสียง เอ่ยพูดออกมา

“มิติ อย่างในหนังหยอ” หลี่ลั่วเอ่ยถามกลับไป เขาเคยดูหนังย้อนยุคมาบ้าง ส่วนใหญ่พวกตัวเอกนั้น จะมีมิติเป็นของตัวเอง มีทั้งมิติที่เก็บของ มิติที่เป็นเหมือนอีกดินแดนที่สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ มีตาน้ำวิเศษอะไรพวกนี้

“ข้าไม่เข้าใจว่า หนัง ที่เจ้าเอ่ยนั้นคืออันใด แต่มิติของข้านั้นคือพื้นที่ดินแดนที่แยกตัวออกมา สามารถอยู่อาศัยและทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างที่เจ้าทำข้างนอก แต่เวลาในมิตินั้นจะเร็วกว่ามาก และมีเพียงเจ้าของเท่านั้นที่เข้าออกได้”

“ฮือ แย้วทามไมเข้ามาด้าย ข้าเป็นเจ้าของหยอ แต่ท่านบอกว่ามิติของท่าน…” หลี่ลั่วที่ฟังจบแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร เด็กน้อยจึงเอ่ยถามชายชราออกมารัว ๆ

“มันเป็นของข้า แต่ข้าจะยกให้เจ้าเป็นเจ้าของอีกคน เพียงแต่เจ้าจะต้องช่วยทำอะไรอย่างหนึ่งให้ข้าก่อน”

หลังฟังจบหลี่ลั่วก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เขานั้นไม่ได้อยากได้มิติแห่งนี้ที่ชายชราบอกเลยแม้แต่น้อย พื้นที่รอบ ๆ มีแต่ต้นหญ้าทั้งนั้น ในบ้านอิฐนี่ก็ไม่มีของอะไรน่าสนใจเลย ของกินบนโต๊ะให้เขาก็ไม่มี แม้แต่กาน้ำชาที่คนในโลกนี้น่าจะมีติดไว้บนโต๊ะทุกบ้าน เขาก็ไม่เห็นเลยสักนิดเดียว

“ม่ายเห็นจะอยากด้ายเลย ปายดีกว่า” หลังเอ่ยจบหลี่ลั่วก็หันหลัง เดินไปทางประตูทันที

“หยุดนะ! อย่าพึ่งไป” ชายชราที่เห็นเด็กน้อยเดินไปทางประตู กำลังจะจากไป ก็รีบส่งเสียงเอ่ยออกมาเสียงดังจนหลี่ลั่วนั้นแอบสะดุ้งเพราะตกใจ

แต่เมื่อหลี่ลั่วหันกลับไปมองทางโต๊ะไม้ ชายชรากลับยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อนเช่นเดิม มีเพียงใบหน้าของเจ้าตัวที่เปลี่ยนแปลงไป เหมือนพยายามจะรักษารอยยิ้มบนใบหน้าส่งให้เขา แต่ก็ไม่สามารถกลบล่องลอยรังสีความโกรธ ที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเจ้าตัวนั้นได้

แปลกจริง ๆ ด้วย ในเมื่อโกรธที่เขาจะไปขนาดนั้น แต่เหตุใดเจ้าตัวไม่ลุกขึ้นมาจับตัวเขาเอาไว้ แทนที่จะตะโกนห้ามเสียงดังอย่างเดียวเช่นนี้ ตาแก่คนนี้กับมิตินี่ต้องมีอะไรแน่นอน

“ม่ายหยุดหรอก” หลี่ลั่วที่เริ่มรู้สึกเหม่ง ๆ หันไปเอ่ยกับชายชราอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับ เพื่อจะเดินต่อ

“เดี๋ยวก่อน! จะ… เจ้ากำลังลำบากอยู่ไม่ใช่หรือ หากช่วยข้าเรื่องนี้ ข้าจะช่วยเหลือเจ้าทุกอย่างเอง” ชายชราที่เห็นเด็กน้อยกำลังจะก้าวขาผ่านประตูออกไป ก็รีบเอ่ยข้อเสนอใหม่ออกมาอีกครั้ง และข้อเสนอนี้ทำให้เด็กน้อยต้องหยุดคิด

อืม เอาอย่างไรดี ตอนนี้เขาก็ลำบากอย่างที่ตาแก่นี่บอกจริง ๆ ไหนต้องจัดการศพมารดา ไหนจะต้องหาอาหารดับความหิวโหยในท้องน้อย ๆ นี่อีก แต่ว่าตาแก่นี่ก็ดูแปลก ๆ อยู่นา

ชายชราที่นั่งอยู่นั้นเห็นเด็กน้อยเงียบไปนานจึงเริ่มใจไม่ดี เขารอมานานหลายพันหลายหมื่นปีแล้ว กว่าจะมาเจอหลี่ลั่ว หากเด็กน้อยคนนี้ไม่ยอมช่วยเขา เช่นนี้เขาต้องอยู่ที่นี่และรอคนต่อไปอีกกี่ร้อยปีกัน เขาทนไม่ไหวหรอก!

“ได้! ข้าจะทำพันธสัญญากับเจ้า จะยอมทำทุกอย่างที่เจ้าสั่ง เช่นนี้เป็นอย่างไร” ชายชราเฟยอวี่เอ่ยออกมาอย่างหมดหนทาง

การทำพันธสัญญาสำหรับเขานั้น มันเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะหากพันธสัญญาเสร็จสมบูรณ์ ตัวเขาจะกลายเป็นทาสของเด็กน้อยตรงหน้านี้ทันที แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีทางอื่นแล้ว เขาไม่ยอมรอไปอีกพันปีหรอกนะ

จะยอมทำทุกอย่างที่เขาสั่งเลยหรอ แบบนี้ค่อยน่าสนใจมากขึ้นหน่อย หลี่ลั่วที่ตอนนี้หันหลังให้ชายชราอยู่นั้นแอบยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบตกลงไป

“ก็ด้าย แย้วต้องทำฉานยายังไง”

“เจ้ายอมแล้วใช่หรือไม่ ดี ๆ เจ้าต้องทำเช่นนี้…”

ชายชรารีบเอ่ยบอกวิธีทำสัญญาให้หลี่ลั่วฟัง โดยเด็กน้อยนั้นต้องใช้เลือดของตัวเองเขียนเป็นสัญญาขึ้นมา จากนั้นต้องใช้เลือดของเขาหยดลงไป หลังเลือดของพวกเขานั้นจะรวมตัวกัน เฟยอวี่จะต้องเอ่ยยอมรับสัญญาที่เขียนด้วยเลือดของเขากับหลี่ลั่วออกมา สัญญาจึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์

หลังฟังจบหลี่ลั่วก็เดินหาของมีคมในบ้านหลังนี้ แต่หาจนทั่วแล้ว แม้แต่เข็มเล็มเดียวก็ไม่เจอ เขาจึงต้องไปแงะดึงลิ่มไม้ปลายแหลมเล็ก ๆ อันหนึ่งออกมาจากประตู เขาเอ่ยถามชายชราว่าให้เขียนที่ไหน เพราะในที่นี้ไม่มีกระดาษ ชายชราเอ่ยตอบว่าให้เขานั้นเขียนลงไปบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเจ้าตัว

หลี่ลั่วกลั่นใจแทงลิ่มไม้ลงบนปลายนิ้ว จนมีหยดเลือดสีแดงสดไหลออกมา แต่พอเขาจะต้องเขียนลงไปนั้น เขากลับต้องชะงักไป ไม่ใช่ว่าเขียนไม่ได้ แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเขียนว่าอย่างไร

“ไม่ต้องกังวล เขียนสิ่งที่เจ้าต้องการลงไปก็พอแล้ว”

“อ่อ…ด้ายเยย”

สุดท้ายหลี่ลั่วนั้นใช้นิ้วเล็ก ๆ ของตนวาดลงบนโต๊ะไม้ เขียนออกมาได้ประโยคหนึ่งคือ “เจ้าต้องทำตามทุกอย่างที่หลี่ลั่วสั่ง” หลังจากเขียนเสร็จแล้วนั้น ชายชราก็สั่งให้หลี่ลั่วใช้ลิ่มไม้อันเดิมนั้นแทงลงบนฝ่ามือของตนที่วางอยู่บนโต๊ะให้เลือดไหลออกมา หลี่ลั่วทำตามคำของชายชรา แทงลิ่มไม้ในมือลงไป เขามั่นใจว่าตนนั้นแทงลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เลือดของชายชราที่ไหลออกมา มันกลับมากมายกว่าที่เขาคิดไว้

หยดเลือดสีแดงของชายชรานั้นอย่างกับมีชีวิต มันเคลื่อนที่ไหลไปรวบกับหยดเลือดของเขาที่อยู่บนโต๊ะ หลังเห็นว่าเลือดของเขาทั้งสองนั้นหลอมรวมกันแล้ว ก็เหลือเพียงให้ชายชรานั้นเอ่ยยอมรับสัญญาออกมา

“ข้านามเฟยอวี่ ยอมรับสัญญาเลือดนี้”

ฟึบ!

เมื่อชายชราเฟยอวี่พูดจบ ประโยคที่เขาเขียนไว้บนโต๊ะนั้นก็ส่องแสงขึ้น ก่อนจะเลือนหายไป

“เรียบร้อยแย้วหยอ”

“ใช่ นับจากนี้ข้าจะต้องตามทุกอย่างที่เจ้าสั่ง ไม่เช่นนั้นโลหิตจะทะลักออกจากทวารทั้งห้า จนข้าสิ้นใจตาย”

“แหะ ๆ เลือดไหยจนตาย คงจะทรมานมากเยย” หลี่ลั่วที่ได้ยิน ก็เอ่ยออกมาอย่างกลัว ๆ

“หึ ใช่แล้วทรมานมาก” เฟยอวี่ที่เห็นสีหน้าของเด็กน้อยที่ซีดขาว หลังได้ยินเขาเอ่ยก็หลุดขำออกมา

“เอาหล่ะ ทีนี้ถึงตาเจ้า ช่วยข้าออกไปแล้วเด็กน้อย”

o (╰ ‿ ╯) o

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...