โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Worth reading! แนะนำ 5 วรรณกรรมภาษาอังกฤษสุดคลาสสิก ย้อนเวลาสู่โลก Bridgerton

Dek-D.com

เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2567 เวลา 08.18 น. • DEK-D.com
แนะนำ 5 วรรณกรรมคลาสสิก พร้อมสำรวจสังคมอังกฤษในยุคศตวรรษที่ 19 ตามรอยซีรีส์ Bridgerton

สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนนน~~ ตอนนี้ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ Bridgerton กำลังมาแรงสุดๆ ใครที่ไปเดินร้านหนังสือจะเห็นอยู่บน Top Shelf กันเลยทีเดียว สำหรับบทความในวันนี้ พี่ธันอยากพาน้องๆ ที่กำลังอินกับซีรีส์ ย้อนเวลาไปสู่ประเทศอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ผ่านวรรณกรรมสุดคลาสสิกถึง 5 เรื่องด้วยกันขอบอกว่าแต่ละเล่มเนี่ยทั้งปกสวยน่าอ่าน เนื้อเรื่องก็โดดเด่นและเหมือนพาเราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกเลยครับ!

ก่อนอื่นขอเล่าความเป็นมาสั้นๆ เกี่ยวกับประเทศอังกฤษในยุคนี้สักนิด ในช่วงปี 1800s หรือ ศตวรรษที่ 19 ประกอบไปด้วยสองยุคหลักๆ ด้วยกัน นั่นก็คือ 1.ยุคจอร์เจียน (Georgian era, 1714-1837) และ 2.ยุควิกตอเรียน(Victorian era, 1837-1901) สำหรับในซีรีส์ Bridgerton จะเป็นเรื่องราวในยุครีเจนซี(Regency era, 1811-1820) ซึ่งเป็นยุคสมัยย่อยของ Georgian era นั่นเอง นับแบบทางการแล้วยุครีเจนซีมีอายุเพียง 9 ปีเท่านั้น หรือบางคนก็อาจนับเวลาของยุคนี้ตั้งแต่ปี 1795-1837

แล้วทำไมถึงเรียกว่ารีเจนซีล่ะ? ก็เพราะว่าในยุคนี้เองรัฐสภาอังกฤษได้ผ่านร่างกฎหมายที่อนุญาตให้ ‘King George IV’ ได้ขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนบิดาของเขา ‘King George III’ซึ่งไม่สามารถดำรงฐานะกษัตริย์ต่อได้เนื่องจากมีอาการป่วยทางจิตนั่นเองครับ

ยุควิกตอเรียน (Victorian era)ก็เป็นอีกหนึ่งยุคสำคัญในศตวรรษที่ 19 โดยชื่อของยุคก็มาจาก ‘Queen Victoria’ ที่ครองราชย์ในช่วงเวลาดังกล่าว ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution)ทำให้อังกฤษกลายมาเป็นมหาอำนาจโลกทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ มีการขยายอาณานิคมไปทั่วทุกมุมโลก และความรู้แขนงต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์และศิลปะก็เติบโตไม่แพ้กัน แต่ภายใต้ความเฟื่องฟูนี้ก็มีปัญหาทางสังคมมากมาย เช่น ความยากจน มลพิษ การใช้แรงงานเด็ก และการกดขี่ผู้หญิง เป็นต้น ️

เมื่อไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่มีทีวี หรือ โทรศัพท์มือถือ ช่องทางที่ทำให้ผู้คนในยุคนั้นได้รับรู้และตระหนักเกี่ยวกับปัญหาและสะท้อนสภาพสังคมต่างๆ ก็คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก "สื่อสิ่งพิมพ์"อย่างเช่นวรรณกรรมนั่นเองครับ ว่าแต่นักเขียนแต่ละคนมีความคิดอย่างไรกับสังคมในยุคนั้น ถ่ายทอดผ่านวรรณกรรมอย่างไร ฉากหลังจะสวยหรูเหมือนในหนัง/ซีรีส์มั้ยนะ? ตามไปเปิดนวนิยายรักเล่มแรกของวันนี้กันเลยครับ

[ คำเตือน: บทความนี้มีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนนะครับ ]

1. Pride and Prejudice (1813) – Jane Austen

นวนิยายรักสุดคลาสสิกตลอดกาล เขียนโดย Jane Austenเกี่ยวกับเรื่องราวของ Elizabeth Bennetหญิงสาวไหวพริบดี ฉลาด และกล้าหาญ กับ Mr. Darcyชายหนุ่มที่ร่ำรวย หลังจากพบกันครั้งแรก ทั้งสองก็เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดและไม่ลงรอยกันด้วยบุที่ต่างกัน Elizabeth มองว่า Darcy นั้นเป็นคนหยิ่งยโส ในมุมกลับกัน Darcy เองก็มองว่าครอบครัวของ Elizabeth นั้นด้อยกว่า ถ้าจะให้ใช้ศัพท์สายนิยายขอบอกว่าเรื่องนี้เป็นแนว Enemies to lovers ผสมกับ Grumpy x Sunshineที่กลมกล่อมมาก แต่ว่าสองพระนางจะรักกันได้ยังไง ต้องลองไปอ่านกันนน~

นอกจากเนื้อเรื่องสนุกแล้ว นิยายเรื่องนี้ยังสะท้อนสังคมยุครีเจนซีต่างๆ ด้วยนะ เริ่มด้วยธีมหลักของเรื่องเลย นั่นก็คือประเด็นชนชั้นทางสังคมและบทบาททางเพศ โดย Jane Austen เขียนนิยายเรื่องนี้เพื่อตีแผ่ปัญหาที่คุณค่าของผู้หญิงนั้นถูกวัดด้วยเรื่องของ ‘การแต่งงาน’ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อความมั่นคงในชีวิต เศรษฐกิจ หรือสถานะทางสังคม อีกธีมสำคัญคือ “ทิฐิ” (Pride)และ “อคติ” (Prejudice) ที่ฝังลึกทำให้ตัวละครหลักอย่าง Elizabeth เข้าใจผิดกับ Mr. Darcy แต่ในตอนท้ายแล้วเธอก็ได้เรียนรู้และยอมรับในความผิดพลาดนั้น และตระหนักว่าแท้จริงแล้ว “ความสุขเกิดจากการลดทิฐิและอคติของตนเอง โดยการตัดสินผู้อื่นจากการกระทำและลักษณะนิสัยที่แท้จริง ไม่ใช่จากสถานะทางสังคม”

ขอทิ้งท้ายด้วยประโยคแรกของนิยาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประโยคเริ่มต้นที่โด่งดังที่สุดในวงการวรรณกรรม เพราะสามารถสรุปพล็อตเรื่องไว้ได้อย่างกระชับ พร้อมกับสะท้อนให้เห็นภาพสถานะทางสังคมของผู้หญิงในต้นยุค 1800s อย่างชัดเจน

“It is a truth universally acknowledged, that a single man in possession of a good fortune, must be in want of a wife.”

“เป็นความจริงที่ยอมรับกันทั่วสากลโลกว่า ชายโสดผู้เป็นเจ้าของสินสมบัติอันมั่งคั่งย่อมอยู่ในฐานะที่ต้องการภรรยา”

2. Emma (1815 ) – Jane Austen

อีกนิยายเรื่องดังของ Austenที่ถูกทำมาเป็นภาพยนตร์ในปี 2020 นำแสดงโดยนักแสดงสาวชื่อดังอย่าง Anya Taylor-Joyโดยเนื้อเรื่องจะพาไปตามติดชีวิตของตัวละครหลัก Emma Woodhouseหญิงสาวชั้นสูงที่ถึงแม้จะมีเจตนาดี แต่เธอนั้นชอบจัดการชีวิตรักของคนอื่นและจับคู่คนรู้จักของเธอให้ได้แต่งงานกัน เพราะเธอเชื่อว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษในการเข้าใจความต้องการของคนอื่น เธอจึงรับบทเป็นแม่สื่อ (Matchmaker)คอยชักใยให้คนรักกัน

Emma พยายามช่วยจับคู่เพื่อนสาวในหมู่บ้านกับชายหนุ่ม แต่กลับสร้างปัญหาต่างๆ โดยไม่รู้ตัว และระหว่างทางนั้นก็ทำให้ Emma ได้เรียนรู้ว่า “คนเราไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกในใจของใครได้และมันก็ไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่จะเข้าไปจัดการชีวิตของคนอื่น”จุดเปลี่ยนนี้ทำให้ Emma ได้รู้ว่าแม้ตัวเองอยากจะรับบทเป็นโค้ช แต่พอได้ลงสนามจริงแล้วเธอเองก็ไม่ได้เก่งเรื่องความสัมพันธ์ไปกว่าคนอื่นซะเลย แถมความรักที่เธอตามหานั้นแท้จริงแล้วก็อยู่ไม่ได้ไกลจากเธอด้วยซ้ำ ส่วนรักครั้งนี้จะ Happy Ending มั้ย ต้องไปลุ้นต่อในนิยายนะครับ~

ธีมของเรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องที่แล้ว เพราะได้สะท้อนค่านิยมการแต่งงานของผู้หญิงในยุคนี้ ซึ่งเป็นวิธีหลักที่จะช่วยอัปสถานะทางสังคมได้ และมีน้อยมากที่จะไต่เต้าบันไดทางสังคมจากความสามารถของตนเองภายใต้สังคมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy)ถึงแม้พวกเธอจะมีความสามารถมากมายแต่บทบาททางเพศก็ได้ตีกรอบความอิสระเอาไว้ โดยกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ทำได้ก็จะเกี่ยวข้องกับงานสังคม ดนตรี ศิลปะ และงานการกุศลในหมู่สตรีชั้นสูงเท่านั้น และการที่ Emma หมกมุ่นกับการจับคู่คนนั้นคนนี้เข้าด้วยกันก็เป็นเพราะว่านั่นอาจเป็นสิ่งที่หญิงสาวสามารถมีบทบาทได้มากที่สุดนั่นเองครับ

อีกอย่างคือใครที่ดู Bridgerton ซีซัน 3 จะเห็นว่า Eloise อ่านนิยายเรื่องนี้ด้วยนะ ต้องไปอ่านตามแล้วมั้ย??

3. Jane Eyre (1847) – Charlotte Brontë

ไปกันต่อกับ Jane Eyre ผลงานคลาสสิกจากปลายปากกาของ Charlotte Brontë หนึ่งในสามพี่น้องนักเขียนตระกูล Brontë รู้หรือไม่ว่าเค้าโครงของเรื่องก็มาจากชีวิตจริงของผู้เขียนนี่แหละครับ

Jane Eyreเป็นเด็กหญิงที่ต่อสู้กับชีวิตที่ยากลำบาก หลังจากพ่อแม่ของเธอลาลับจากโลกใบนี้ไป เด็กหญิงก็ต้องย้ายมาอาศัยอยู่กับน้าสาวใจร้ายพร้อมกับลูกๆ ที่คอยกลั่นแกล้งเธอตลอด ต่อมาความกล้าหาญและมุ่งมั่นของ Jane ก็เป็นเหตุให้เธอมีปัญหากับน้าของตัวเอง และถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งที่เลวร้ายไม่ต่างกัน

หลังเรียนจบเธอเริ่มงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่คฤหาสน์ของ Mr. Rochesterทั้งคู่ตกหลุมรักกัน ทว่าวันนึ่ง Jane กลับค้นพบความลับสุดดำมืดของนายจ้าง ที่ทำเอาเธอต้องหนีจากเขาไปให้ไกล และไปอาศัยอยู่กับบาทหลวงหนุ่มคนหนึ่งครับ ในที่สุดบาทหลวงก็ขอเธอแต่งงาน แต่ Jane ตัดสินใจกลับไปหา Mr. Rochester อีกครั้งเพราะเธอยังลืมเขาไม่ได้

ประเด็นหลักของนวนิยายเรื่องนี้ คือบทบาทของสตรีชนชั้นกลางในสมัยวิกตอเรียนที่ถูกลดทอนคุณค่าและกีดกันทางสังคม ไม่เพียงผู้หญิงขาดเสรีภาพทางการเงินจะถูกมองว่าด้อยกว่าผู้ชาย แต่สังคมยังคาดหวังให้พวกเธอต้องสงบเสงี่ยม เรียบร้อย ไม่ออกความเห็นอีกด้วย

แต่ Jane ปฏิเสธที่จะทำตามขนบธรรมเนียมนั้นครับ เธอไม่กลัวการพูดถึงความในใจของตน ไม่เกรงต่อการโต้แย้งกับผู้ที่สถานะสูงกว่า รวมถึงผู้ชายอย่าง Mr. Rochester (เขาตกหลุมรักเธอเพราะเหตุผลนี้แหละ) เรียกได้ว่า Charlotte คือหนึ่งในนักเขียนเฟมินิสต์กลุ่มแรกๆ ที่สอดแทรกจุดยืนลงไปในงานเขียนอันยอดเยี่ยมของเธอเองครับ

Note: รู้หรือไม่ว่านิยายและละครเรื่องดังอย่าง ‘รักเดียวของเจนจิรา’ถูกดัดแปลงมาจากบทประพันธ์เรื่อง Jane Eyre นั่นเองครับ

4. David Copperfield (1850) – Charles Dickens

อีกหนึ่งวรรณกรรมชิ้นเอกที่เกิดขึ้นในยุควิกตอเรียน เล่าเรื่องราวของ ‘David’เด็กชายกำพร้าพ่อที่ต่อสู้บนเส้นทางชีวิตที่ยากลำบาก นับตั้งแต่แม่ของเขาแต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงใจร้าย และตัวเขาเองถูกส่งอยู่โรงเรียนประจำ

หลังจากแม่ของเขาเสียชีวิต เขาถูกใช้แรงงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในลอนดอน เขาตัดสินใจหนีออกจากโรงงานเพื่อเดินทางไปหาAunt Betseyซึ่งช่วยดูแลส่งเสียด้านการศึกษาจนจบ จากนั้น David มุ่งหน้ากลับสู่ลอนดอนเพื่อเริ่มต้นชีวิตและพบปะคนใหม่ๆ ที่สร้างปัญหาบ้างหรือนำสิ่งดีๆ มาให้กับเขาบ้าง แต่สุดท้ายแล้วทุกคนล้วนมีผลต่อพัฒนาการของตัว David เอง

จะเห็นว่าหนึ่งในไอเดียหลักของเรื่องคือ การเลือกเส้นทางชีวิตเป็นสิ่งสำคัญแต่ที่ส่งผลมากเหมือนกันคือ “คนรอบตัว”ดังนั้นการมีครอบครัวและเพื่อนที่ดีจะช่วยนำพาเราไปเจอแต่สิ่งดีๆ แต่เมื่อไหร่ที่เราตัดสินใจพลาดไป ก็เรียนรู้กับประสบการณ์นั้นซะ เพราะทุกเหตุการณ์ล้วนทำให้เราเติบโตขึ้นครับ

5. North and South (1855) – Elizabeth Gaskell

มาถึงวรรณกรรมเรื่องสุดท้าย ซึ่งอาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนเรื่องอื่นๆ ในข้างต้น แต่รับรองว่าสนุกและให้แง่คิดที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยครับ โดยเรื่องนี้แอบคล้าย Pride and Prejudice อยู่เหมือนกัน ยิ่งถ้าใครชอบแนว Enemies to Lovers พระ-นางไม่ถูกกัน นิสัยต่างขั้ว ห้ามพลาดเลย!

เนื้อเรื่องย่อคือหลังจากที่คุณพ่อของนางเอก Margaretไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของคริสตจักรแห่งอังกฤษ เขาจึงพาภรรยาและลูกย้ายออกจากเมืองชนบทเล็กๆ ทางใต้ของอังกฤษ ไปอยู่ที่ Milton เมืองอุตสาหกรรมทางเหนือ ที่เต็มไปด้วยมลพิษและความยากจน และที่นั่น Margaret ก็ได้พบกับ John Thorntonหนุ่มเจ้าของโรงงาน…

Margaret รู้สึกเห็นใจคนงานในโรงงานของ John ที่ใช้ชีวิตยากลำบากและต้องต่อสู้เพื่อค่าแรงที่เป็นธรรม เป็นเหตุให้ทั้งคู่ไม่ลงรอยกัน ทว่าหลังจากใช้เวลาร่วมมากขึ้น เธอก็ค้นพบว่าตนอาจจะแค่เข้าใจเขาผิดไปเท่านั้นเองครับ

นอกจากนี้ยังสอดแทรกปัญหาทางสังคมอย่างลงตัว ทั้งเรื่องความแตกต่างระหว่างประเทศอังกฤษทางใต้ที่แทนสังคมชั้นสูง และ ทางเหนือที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมและชนชั้นแรงงาน เรื่องนี้ยังแทรกข้อคิดเกี่ยวกับความสำคัญของครอบครัวและเพื่อนรวมไปถึงการตัดสินคนจากประสบการณ์และอคติของตนเองด้วย

และนี่ก็คือตัวอย่างนวนิยายที่ไม่อยากให้พลาดครับ เพราะเนื้อเรื่องสนุกน่าติดตาม และยังพาเราย้อนเวลาไปสำรวจบริบทสังคมของอังกฤษในศตวรรษที่ 19 พร้อมกับให้ข้อคิดมาปรับใช้กับชีวิตปัจจุบันได้ พี่ธันไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมวรรณกรรมเหล่านี้ถึงคงความคลาสสิก และเป็นที่พูดถึงกันตลอดจนทุกวันนี้

แม้ว่าภาษาอังกฤษในเรื่องจะค่อนข้างเก่าและยากไปบ้าง แต่รับรองเลยว่าถ้าอ่านจบจะยกระดับสกิลภาษาอังกฤษ และได้คำศัพท์กับประโยคสวยๆ ไว้ใช้อีกเพียบ หรือถ้าใครอยากหาอ่านเวอร์ชันภาษาไทย ก็มีขายตามร้านหนังสือทั่วไปเช่นกันครับ~

…………

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...