บะหมี่ซอง 2 หมื่นล้านแข่งเดือด ‘มาม่า-ยำยำ’ ถล่มราคา ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อ
บะหมี่ซอง 2 หมื่นล้านแข่งเดือด
‘มาม่า-ยำยำ’ถล่มราคา ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อ
ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง รายได้ตามไม่ทันรายจ่าย เพื่อนพึ่งพายามยาก คงจะหนีไม่พ้น ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ หรือที่คนไทยเรียกติดปากกันว่า ‘มาม่า’ ที่มักจะเป็นอาหารยอดนิยม จนมีการนำยอดขายในแต่ละปีมาเป็นตัวชี้วัดถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับปี 2567 หลังหันหลัง แลหน้า มีแต่เสียงสะท้อน“เศรษฐกิจไทยโตต่ำ กำลังซื้อทรุดหนัก” จึงประเมินกันว่าปี 2567 กราฟยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปน่าจะเติบโตสูงขึ้น แม้ว่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยเริ่มเห็นสัญญาณถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็ตาม
พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” กล่าวว่า ถึงแม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอตัว แต่ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยในรอบ 6 เดือนของปี 2567 ถือว่าดีกว่าที่คาด โต 8% โดยมาม่ามียอดขายประมาณ 5,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 6% ได้แรงกระตุ้นจากการส่งเสริมการตลาด เนื่องจากตลาดบะหมี่มีการแข่งขันดุเดือด ทุกยี่ห้อแข่งจัดโปรโมชั่นและออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อแย่งชิงแชร์ในตลาด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนเริ่มนิ่ง ทำให้แต่ละยี่ห้อกลับมาทำการตลาดมากขึ้น แต่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคเพราะมีทางเลือกมากขึ้น
“อย่างไรก็ตาม ยอดขายของมาม่าที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้สะท้อนถึงกำลังซื้อหรือเศรษฐกิจโดยภาพรวมว่าดีหรือไม่ดี เนื่องจากไม่ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี มาม่าก็ยังขายได้ เพราะเป็นสินค้าที่คนยังต้องเลือกซื้อติดไว้ในบ้าน มันไม่ได้สะท้อนว่าคนไม่มีเงินแล้วมากิน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่า ตอนนี้เงินในกระเป๋าคนน้อยลงเรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะคนมีค่าใช้จ่ายเยอะขึ้น จากแรงจูงใจใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุขของตัวเองเยอะขึ้น คาดว่าครึ่งปีหลังนี้ กำลังซื้อในตลาดน่าจะทรงตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก มองว่าตลอดทั้งปีนี้จะเติบโต 4-5% และคงรอดูผลจากเงินดิจิทัลวอลเล็ตด้วย” พันธ์กล่าว
“พันธ์” กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีมูลค่าอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งมาม่ายังครองส่วนแบ่งการตลาดมากสุดประมาณ 48-49% รองลงมาเป็นยำยำกับไวไว จากนั้นเป็นนิชชิน และบะหมี่นำเข้า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2567 เรามองว่าตลาดน่าจะทรงตัว แต่พอเข้าเดือนเมษายน มีการบริโภคมากขึ้น ผลจากการที่แต่ละยี่ห้อแข่งจัดแคมเปญ ลดราคา เลยทำให้ตลาดคึกคักขึ้น
“ช่วงครึ่งปีหลังมาม่าจะมีออกสินค้าใหม่ ทำแคมเปญ สนับสนุนการขาย จัดโปรโมชั่นลดราคาอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าใหม่ที่จะออกมีทั้งสินค้าราคาปกติและสินค้าพรีเมียม ซึ่งตอนนี้ในส่วนของมาม่าโอเค เติบโตค่อนข้างดี มียอดขายอยู่ที่ 2,400 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10% ของตลาด” พันธ์กล่าว
ยังขยายความว่า ก่อนหน้านี้มาม่าออกสินค้าใหม่ มี “มาม่าคัพ” ซีรีส์ FUSION ในถ้วยเดียวมี 2 รสชาติ ได้แก่ รสเป็ดพะโล้และรสต้มแซ่บ กับรสต้มแซ่บและรสกะเพราแซ่บ แบบแห้ง สไตล์อีสาน ด้าน “มาม่าโอเค” ล่าสุดออก 2 รสชาติใหม่ “ทาโกะยากิ” และ “พะแนงเนื้อ” ซึ่งการเปิดตัว 2 รสชาติใหม่ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท จัดแคมเปญการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมถึงนำศิลปินอย่าง “อิ้งค์-วรันธร เปานิล” เป็นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด
สำหรับสถานการณ์การส่งออก “พันธ์” อัพเดตในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดส่งออกมียอดขายเติบโตประมาณ 5-6% เนื่องจากติดเรื่องการขนส่งทางเรือที่ต้องรอรอบนาน ขณะเดียวกันยังมีแผนขยายตลาดต่างประเทศใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าที่ยุโรปจะขยายกำลังการผลิตเพิ่ม หลังตลาดมีดีมานด์รองรับค่อนข้างมาก รวมถึงจะขยายตลาดไปยังประเทศจีนโดยจะร่วมกับพาร์ตเนอร์ในประเทศจีน ค่อยๆ เจาะตลาดในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากตลาดบะหมี่ในจีนเป็นตลาดใหญ่และกว้างมาก นอกจากนี้การบริโภคของคนจีนในปัจจุบัน เทรนด์ไม่ค่อยชอบอาหารไทยมีจำนวนมากขึ้น จึงต้องขายความเป็นไทยเข้าไป ถึงเราจะเป็นตลาดเล็กในจีน ปัจจุบันมาม่าทำตลาดในประเทศ 70% และตลาดต่างประเทศ 30%
ฝั่ง“ยำยำ” ซึ่งเป็นสินค้าในเครืออายิโนะโมะโต๊ะ ล่าสุด“อิชิโระ ซะกะกุระ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศชัด “ยังไปได้ดี และมีการออกสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2567 นี้ ยำยำยังครองส่วนแบ่งในตลาดเป็นอันดับ 2 ในสัดส่วน 21% ของมูลค่าตลาดรวม 20,000 ล้านบาท”
ขณะที่ กิตติพศ ชาญภาวรกิจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท วันไทย อุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย“ยำยำ” กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังซื้อค่อนข้างทรงตัว ไม่หวือหวา ทำให้ยอดขายค่อนข้างช้า ต้องมีการจัดทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยร่วมกับห้างและไฮเปอร์มาร์เก็ตในการทำโปรโมชั่นต่างๆ เช่น ลดราคา เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายให้ดีขึ้นมากบ้างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2566 โดยปี 2567 นี้ ยำยำตั้งเป้ามียอดขายเติบโตประมาณ 3-5% แต่ยังกังวลว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เนื่องจากกำลังซื้อไม่ค่อยดีและตลาดมีการแข่งขันที่ดุเดือด
“ยอดขายไตรมาสแรกของปี 2567 ที่เพิ่งปิดยอดขายไป มียอดขายช้า แต่ไม่ถึงกับติดลบ แต่ก็ไม่โต เราเองก็แปลกใจว่าทำไมตลาดไม่กระตุ้น ทั้งที่มีการแข่งออกสินค้าใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเรามีออกรสชาติก๋วยเตี๋ยวเรือหมูทรงเครื่อง ทั้งนี้คาดหวังว่าปลายปีนี้ที่จะมีโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตออกมา จะทำให้กำลังซื้อคักคักมากขึ้น แต่ก็ยังกังวลว่าคนจะไปซื้อสินค้าอื่น ไม่มาซื้อบะหมี่ แต่เรามีแผนจะทำโปรโมชั่นมารับโครงการ ถ้าหากสามารถออกมาได้จริง” นายกิตติพศกล่าว
ฟาก บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้ปลุกปั้นสินค้ายี่ห้อ“ซื่อสัตย์” กล่าวว่า สำหรับบะหมี่ซื่อสัตย์ในปี 2567 จะมีการขยายช่องทางการจำหน่ายมากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ซื่อสัตย์ ว่ารสชาติอร่อย ประหยัด โดยเรามีจุดมุ่งหมายให้ซื่อสัตย์เป็นแบรนด์ “ท็อป ออฟ มายด์” ขณะเดียวกันจะออกสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดมากขึ้นในส่วนของบะหมี่พรีเมียม ทั้งรูปแบบซองและถ้วยคัพ และขยายการส่งออกเพิ่ม เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน ยุโรป เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เป็นต้น ซึ่งบะหมี่ซื่อสัตย์ เราทำตลาดมาได้ 10 กว่าปีแล้ว ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 2% และเริ่มเป็นที่รู้จัก มียอดขายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี แม้จะไม่หวือหวามากนักเมื่อเทียบกับรายใหญ่ในตลาด
แค่ครึ่งแรกของปี ยังดุเดือดขนาดนี้ จึงน่าจับตาสมรภูมิการแข่งขันในครึ่งหลัง “ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” สนามรบจะร้อนแรงขนาดไหน!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บะหมี่ซอง 2 หมื่นล้านแข่งเดือด ‘มาม่า-ยำยำ’ ถล่มราคา ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th