รู้กฎหมาย ไม่รู้เรื่อง “พลังงาน” นโยบายย้อนยุคของ “พีระพันธุ์”
รู้กฎหมาย ไม่รู้เรื่อง “พลังงาน” นโยบายย้อนยุคของ “พีระพันธุ์”
วันที่ 4 ม.ค. 2568 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า เป็นคนร่างกฎหมายกำกับกิจการน้ำมันและก๊าซด้วยตัวอง เพื่อ “รื้อ ลด ปลด สร้าง” โครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นับตั้งแต่พีระพันธ์ุมาเป็นรัฐมนตรี คนในกระทรวงพลังงานก็เกิดความรู้สึกอึดอัดใจกับแนวทางการทำงานของท่านที่ใช้กฎหมายมากำกับนโยบายด้านพลังงาน โดยปราศจากความรู้และประสบการณ์ อีกทั้งไม่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนรอบข้าง หรือแม้แต่จากข้าราชการในกระทรวงพลังงานเอง พีระพันธุ์ ใช้แนวความคิดคร่ำครึของโลกพลังงานเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน มากำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ ที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เสรี ทำให้ทิศทางพลังงานไทยถอยหลังเข้าคลอง
เป็นนโยบายที่สวยหรู เลือกใช้คำพูดที่โดนใจประชาชนอย่างเช่น ทลายการผูดขาด ลดราคาน้ำมัน ใครฟังแล้วก็ชอบใจ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เป็นแค่การสร้างภาพมากลบคำถามของสังคมว่า เป็นรัฐมนตรีมาปีกว่า มีผลงานอะไรบ้างขอหยิบยกประเด็นที่พีระพันธุ์ ดันทุรังเสนอเป็นนโยบาย ทำให้ประชาชนคนที่ไม่อยู่ในวงการพลังงานสับสนกันเป็นอย่างมาก และจะส่งผลกระทบในเชิงโครงสร้างของพลังงานประเทศ อีกทั้งยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศนโยบายแรก คือ การสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง Strategic Petroleum Reserve (SPR) ที่คุณพีระพันธุ์ จะเพิ่มการสำรองน้ำมันในปัจจุบันจาก 30 วัน เป็น 90 วัน ซึ่งไปลอกเลียนแบบจากประเทศมหาอำนาจ
ตัวเลข 90 วันมาจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) ได้วางกรอบนโยบายการสำรองน้ำมันของประเทศสมาชิก ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศมหาอำนาจต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน เป็นต้นที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเก็บสำรองน้ำมันโดยให้ผู้ประกอบการเป็นผู้จัดเก็บสำรองตามกฎหมาย ประมาณ 25-30 วันอยู่แล้ว และสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย ได้มีการศึกษาเรื่องการสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง..พบว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องกักเก็บสำรองน้ำมันถึง 90 วัน
เนื่องจากการเก็บสำรองน้ำมันจะต้องมีต้นทุนในการจัดซื้อน้ำมันเข้ามาในประเทศ และต้นทุนสถานที่กักเก็บ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยไม่มีสถานที่กักเก็บน้ำมันสำรองดังกล่าวมีคำถามในเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ว่า จะไปตกอยู่กับใครหากภาครัฐจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตามนโยบายเอง จะมีคำถามว่า ภาครัฐจะนำเงินงบประมาณส่วนไหนมาดำเนินการ ซึ่งที่สุดแล้วก็ต้องกลับมาใช้ภาษีของประชาชนในการดำเนินการในเรื่องนี้ใช่หรือไม่สุดท้ายต้นทุนที่เกิดขึ้นจะไปเป็นภาระของประชาชนในที่สุด นโยบายที่ 2 คือ โครงสร้างราคาน้ำมันในรูปแบบของ Cost plus พีระพันธุ์ มีนโยบายการเปลี่ยนโครงสร้างราคาน้ำมันจากเดิมเป็นแบบ cost plus โดยมุ่งเน้นให้โรงกลั่น(ผู้ผลิต)แจ้งต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบที่แท้จริง ซึ่งโดยปกติโรงกลั่นแต่ละโรงจะมีความสามารถในการแข่งขันทีแตกต่างกัน เช่น ขนาดกำลังการผลิต, เทคโนโลยี่ที่ใช้ในขบวนการผลิต, พื้นที่/สถานที่ตั้ง หรือการจัดส่ง เป็นต้น
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ธุรกิจการกลั่นมีความเสี่ยงมากมาย เช่น stock น้ำมัน และความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น ค่าขนส่งโดยเฉพาะในปัจจุบันโรงกลั่นในภูมิภาคมีกำลังการผลิตที่เกินความต้องการใช้น้ำมัน จึงทำให้ในบางช่วงเวลาโรงกลั่นประสบปัญหาขาดทุนได้หลายพันล้านบาท ดังนั้นโครงสร้างราคาน้ำมันแบบ cost plus เท่ากับโอนความเสี่ยงของโรงกลั่นไปให้กับประชาชนแบกรับแทน โดยอ้างเรื่องการลดความผันผวนของการปรับราคาขายหน้าปั๊มเป็นเดือนละครั้งแทนการลดภาระน้ำมันแพงตามที่โฆษณาไว้ ในฐานะผู้ผลิต หากภาครัฐบังคับใช้นโยบายราคาแบบ cost plus ก็จะไม่เกิดการแข่งขันที่แท้จริง ไม่มีแรงจูงใจในธุรกิจการกลั่นให้เกิดการแข่งขัน “ที่บอกว่า ราคาน้ำมันของประเทศไทยแพง เพราะอ้างอิงราคาน้ำมันของตลาดโลก ท่านไม่สามารถเนรมิตให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยต่ำกว่าประเทศอื่นได้ เพราะต้นทุนการนำเข้าเนื้อน้ำมันของทุกประเทศใกล้เคียงกัน โดยในส่วนที่แตกต่างกันจะเป็นเรื่องของภาษีของแต่ละประเทศ” อีกหนึ่งคือ นโยบายการลดค่าการตลาด ที่จะส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันเร่งลดต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หยุดการพัฒนาสถานีบริการ เช่น ไม่พัฒนาพื้นที่ในปั๊ม ขาดการบริการที่ดี หรือไม่รักษามาตรฐาน ห้องน้ำให้ประชาชน เพราะผู้ประกอบการต้องตัดค่าใช้จ่ายดังกล่าวลง ชดเชยกับค่าการตลาดที่ลดลง
นอกจากนี้ การลดค่าการตลาดจะทำให้บริษัทผู้ค้าน้ำมันต่างชาติถอนตัวจากการทำธุรกิจในประเทศไทย เพราะไม่สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้ก่อนที่จะประกาศใช้กฎหมายใหม่ อยากให้ “พีระพันธุ์” ช่วยกำกับดูแลกฎหมายปัจจุบันที่ประกาศใช้ให้มีประสิทธิภาพเสียก่อนที่จะออกกฎหมายอื่นๆ เช่น ในเรื่องการกำกับดูแลกฎหมาย ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีผู้ค้าน้ำมันสีเขียว ที่แปลงร่างจาก ผู้ค้ามาตรา 7 เป็นผู้ค้ามาตรา 10 เพื่อหลบเลี่ยงการเก็บสำรองน้ำมันตามกฎหมายบทบาทของรัฐมนตรีพลังงานควรทำให้เกิดการแข่งขันที่เสมอภาค ให้ผู้ค้าน้ำมันสีเขียวมีการเก็บสำรองน้ำมันตามกฎหมาย ไม่ควรให้มีการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เอาเปรียบผู้ค้าน้ำมันรายอื่นๆ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และเพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุดหากจะแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงอย่างจริงจัง พีระพันธ์จะต้องไปทบทวนดูเรื่องการเก็บภาษี ควรหยุดเพ้อเจ้อ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสับสน ช้าราชการอึดอัดจากการกำกับดูแลตามนโยบายของรัฐมนตรีพีระพันธุ์ที่ไม่มีความรู้ทางด้านพลังงาน เพียงแต่ท่านจะใช้ความรู้ทางด้านกฎหมายเพื่อสร้างภาพทำให้ตนเองเป็นฮีโร่ เท่านั้น