ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ช้างศึกสายเลือดใหม่ กับภารกิจไล่ล่าแชมป์เป็นของขวัญปีใหม่ 2568
ช่วงนี้นอกจากจะเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2567 ต้อนรับปีใหม่ 2568 แล้ว
ในวงการฟุตบอลยังมีการแข่งขันครั้งสำคัญที่สุดในระดับภูมิภาคอยู่ด้วย นั่นคือ การแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียนครั้งที่ 15 (2024 ASEAN Championship) ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ASEAN Mitsubishi Electric Cup 2024 ระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 และด้วยจังหวะเวลาที่พอเหมาะพอเจาะกับเทศกาลเช่นนี้จึงทำให้กลายเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของแต่ละประเทศ
ชาติใดเป็นผู้คว้าชัยในทัวร์นาเมนต์นี้ไปได้ก็เท่ากับมอบของขวัญปีใหม่ชิ้นใหญ่ให้กับคนในชาติ
แต่ในทางกลับกัน หากล้มเหลวก็มีแววว่าการฉลองส่งท้ายปลายปีคงมีกร่อยไปเหมือนกัน
สําหรับ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ด้วยผู้เล่นสายเลือดใหม่ โดยเรียกผู้เล่นที่มีอายุยี่สิบต้นๆ เข้ามาเป็นจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็นเสกสรรค์ ราตรี (21 ปี), โจนาธาน เข็มดี (22 ปี), ธีรศักดิ์ เผยพิมาย (22 ปี), ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา (22 ปี), เจมส์ เบเรสฟอร์ด (22 ปี)
ผสมเข้ากับนักเตะซีเนียร์มากประสบการณ์ อย่างเช่น พรรษา เหมวิบูลย์ (34 ปี), พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี (32 ปี), ศุภนันท์ บุรีรัตน์ (อายุ 31 ปี)
บวกกับนักเตะที่ผ่านเกมทีมชาติมาแล้วอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็น วีระเทพ ป้อมพันธุ์ (28 ปี), วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ (27 ปี), สุภโชค สารชาติ (26 ปี) ฯลฯ
ทำให้ทีมชาติไทยชุดนี้มีค่าเฉลี่ยอายุกลางๆ คือ 26 ปี ทว่า มีตัวหลักเป็นสตาร์หน้าใหม่วัยกำลังห้าวทั้งนั้น เช่น นิโคลัส มิคเกลสัน (25 ปี), เอกนิษฐ์ ปัญญา (25 ปี), เบน เดวิส (24 ปี), วิลเลียม ไวเดอร์เฌอ (23 ปี), พาตริก กุสตาฟส์สัน (23 ปี) เป็นต้น
ช้างศึกชุดนี้นำทีมโดย “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และมาซาทาดะ อิชิอิ ผู้จัดการทีมชาวญี่ปุ่น ลงทำการแข่งขันรอบแรกปรากฏว่าคว้าชัยไป 4 นัดรวด ทำได้ 18 ประตู จากการยิงของนักเตะถึง 9 คน
นัดแรกบุกไปถล่มติมอร์-เลสเตที่เวียดนาม 10:0 นัดต่อมาเปิดบ้านเฉือนชนะมาเลเซียไป 1:0 ก่อนจะบินลงใต้ไปกำราบสิงคโปร์ถึงถิ่น 4:2 และปิดท้ายด้วยการเปิดสนามราชมังคลากีฬาสถานเอาชนะกัมพูชาไปแบบไม่น่าประทับใจเท่าใดนัก 3:2 คว้า 12 คะแนนเต็ม
ครองจ่าฝูงกลุ่ม A ทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ เจอกับฟิลิปปินส์ ในวันที่ 27 และ 30 ธันวาคม 2567 ณ กรุงมะนิลา และกรุงเทพฯ ตามลำดับ
สําหรับนักเตะที่ได้รับการจับตามองที่สุดคงหนีไม่พ้น “แบงค์” ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา หัวหอกดาวรุ่งชาว อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ที่เพิ่งกลับมาจากการผจญภัยในยุโรปพร้อมกับพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยฝีเท้าที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดหลังการลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของสโมสรโอเอช ลูเวิน (OH Leuven) ในจูปีแลร์โปรลีก (Jupiler Pro League) ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของเบลเยียมอยู่ปีกว่า ลงสนามรวมทั้งสิ้น 16 นัด ทำได้ 1 ประตู ก่อนยกเลิกสัญญาและเดินทางกลับมาตุภูมิเร็วกว่ากำหนด และคืนสู่เหย้าที่บุรีรัมย์ยูไนเต็ดในปีนี้เอง
ซึ่งแม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการช่วงชิงตำแหน่งตัวจริงในทีมโอเอช ลูเวินได้ก็ตาม แต่ประสบการณ์ที่เบลเยียมก็ช่วยยกระดับฝีเท้าขึ้นมาจนกลายเป็นแกนหลักของทีมชาติชุดใหญ่ได้
ศุภณัฏฐ์ได้รับการจับตามองจากผู้ชมและสื่อมวลชนสายฟุตบอลทั่วทั้งอาเซียน จากการโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยหรูด้วยการทำ 3 ประตูในรอบแรก และคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันแต่ละนัด (Man of the Match) ได้ติดต่อกันใน 3 นัดแรกที่เจอกับติมอร์-เลสเต มาเลเซีย และสิงคโปร์
โดยล่าสุด มีบทความที่กล่าวถึงเขาเรื่อง “Suphanat Mueanta has gone from teenage prodigy to Thailand’s main man at just 22” เผยแพร่ใน ESPN สื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของโลก
ผู้เขียนบทความนี้ก็คือกาเบรียล ตัน (Gabriel Tan) บรรณาธิการชาวสิงคโปร์ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการฟุตบอลมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาเซียนและเอเชีย ทางลิงก์ https://www.espn.com/soccer/story/_/id/43054952/suphanat-mueanta-gone-teenage-prodigy-thailand-main-man-just-22
กาเบรียล ตัน มองว่าศุภณัฏฐ์ได้ก้าวจากดาวรุ่งเปี่ยมพรสวรรค์ไปสู่การเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยได้แล้วทั้งๆ ที่มีอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น
ซึ่งแม้ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ก็ตามแต่ศุภณัฏฐ์ก็กลายเป็นนักเตะที่ทรงอิทธิพลที่สุดของทีมชาติไทยที่กำลังลุ้นคว้าแชมป์อาเซียนสมัยที่ 8 และสร้างสถิติแชมป์ 3 สมัยติดต่อกันได้เป็นชาติแรกในภูมิภาค
นอกจากนี้ ศุภณัฏฐ์ยังจ่อตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดประจำทัวร์นาเมนต์ด้วยจำนวน 3 ประตู เป็นรองแค่ชาวาล อานัวร์ (Shawal Anuar) ของสิงคโปร์ที่ยิงไป 4 ประตู และมีโอกาสคว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำทัวร์นาเมนต์หรือ “MVP” (Most Valuable Player award) มากที่สุดในบรรดาผู้เล่นทั้งหมดอีกด้วย
ศุภณัฏฐ์เป็นผู้เล่นพรสวรรค์สูงที่ฉายแววมาตั้งแต่เด็กๆ เขาติดทีมชาติไทยมาแล้วทุกชุด ตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี 19 ปี 23 ปี จนมาถึงทีมชาติชุดใหญ่ พร้อมทั้งทำสถิติการยิงประตูถล่มทลาย ในรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี
เขาลงสนาม 16 นัดทำได้ 19 ประตู รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี 9 นัด 13 ประตู รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 11 นัด 11 ประตู และทีมชาติชุดใหญ่ 29 นัด 14 ประตู
จะเห็นได้ว่าเขาซัลโวประตูคู่แข่งแบบกระจุยกระจายมาอย่างต่อเนื่องตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จำนวนประตูที่ทำได้เท่านั้น แต่เขายังทำสถิติในเรื่องของอายุอีกด้วย
ศุภณัฏฐ์ในวัย 15 ปีเป็นผู้เล่นซึ่งครองสถิติอายุน้อยที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก
รวมทั้งยังเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดซึ่งทำประตูในไทยลีกได้ นอกจากนั้นยังทำสถิติเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในการแข่งขันฟุตบอลเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก (AFC Champions League) ด้วยวัย 16 ปี 8 เดือน เมื่อฤดูกาล 2019
ประสบการณ์ปีกว่าในยุโรปกับการลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของโอเอช ลูเวินในลีก 14 นัด ฟุตบอลถ้วยอีก 2 นัด และเป็นคนไทยคนแรกที่ทำประตูได้ในลีกสูงสุดของเบลเยียมในนัดที่เจอกับ KAS EUPEN ในวันอังคารที่ 26 ธันวาคม 2566 หรือเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมาพอดี ณ สนามคิงพาวเวอร์สเตเดียม ที่เดนดรีฟ (Den Dreef) ซึ่งลูเวินเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 3:0
โดยลูกสุดท้ายเป็นของศุภณัฏฐ์ที่เพิ่งเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 72 แล้วยิงปิดกล่องให้กับทีมในนาทีที่ 89
เป็นประตูประวัติศาสตร์ของคนไทยในเวทียุโรป (ดูคลิปประตูนี้ได้ที่ลิงก์ https://www.youtube.com/watch?v=H1iPLZDwofA และดูสถิติของเกมนัดนี้ได้ที่ลิงก์ https://ohleuven.com/matches/oh-leuven-kas-eupen/)
กาเบรียล ตัน คิดว่าก้าวต่อไปของศุภณัฏฐ์คงไม่หยุดอยู่ที่บุรีรัมย์ แต่เป็นไปได้ว่าอาจเป็นเวทีเจลีกในญี่ปุ่น ตามรอยพี่ชาย “เช็ค” สุภโชค สารชาติ ที่เล่นให้กับทีมคอนซาโดเล ซัปโปโร
อย่างไรก็ตาม แม้ตันคิดว่าการย้ายไปเล่นในเจลีกของศุภณัฏฐ์เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่จากบทสัมภาษณ์ล่าสุดของเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในข่าว “ไม่แฟร์เลย! เนวินโอดปล่อย 3 แข้งไปทีมชาติแต่โดนบ่น โวปิดจ็อบแชมป์ไทยลีกมกราคมนี้” ที่กล่าวว่าอาจไม่ส่งเด็กไทยไปต่างประเทศอีก
โดยเนื้อข่าวระบุว่า “ตอนนี้ยังไม่มีส่งใครไปเพิ่ม ต้องกลับมาทบทวนแนวทางใหม่ หลังจากส่งศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นท็อป 3 ของประเทศ ที่มีความพร้อมไป ยังไม่ผ่าน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันยังมีข้อจำกัดและยังไปไม่ถึงตรงนั้น” ก็อาจทำให้การคาดการณ์ของกาเบรียล ตัน เป็นหมันไปก็ได้
แม้ทีมชาติไทยชุดนี้จะไม่ใช่ชุดที่ดีที่สุด เพราะอุดมไปด้วยผู้เล่นวัยหนุ่มเปี่ยมพรสวรรค์แต่ขาดประสบการณ์ โดยไม่มีทั้งชนาธิป สรงกระสินธ์ ธีราธร บุญมาทัน และธีรศิลป์ แดงดา ที่เคยเป็นแกนหลักในยุคก่อน
แต่ทว่า ทีมไทยก็ยังคงเป็นเต็งแชมป์ที่น่าเกรงขามและมีสตาร์หลายคนกำลังแจ้งเกิด อย่างเช่น ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ที่ก้าวขึ้นมาแทนรุ่นพี่อย่างเต็มตัว หากทีมไทยทำภารกิจไล่ล่าแชมป์ครั้งนี้ได้สำเร็จ
แน่นอนว่าศุภณัฏฐ์ก็คงคว้ารางวัล MVP ไปได้ด้วย พร้อมกับเสียงยกย่องชื่นชมไปถึงนักฟุตบอลคนอื่นๆ ทั้งหมดในทีม รวมทั้งอิชิอิผู้เป็นเฮดโค้ช และมาดามแป้งผู้เป็นนายกสมาคมฯ
ในระหว่างวันหยุดยาว ขณะที่คนส่วนใหญ่พักผ่อนนอนเอกเขนกและเฉลิมฉลองผ่อนคลายกันอยู่นี้ ทีมฟุตบอลตัวแทนของไทยก็กำลังขับเคี่ยวถึงขีดสุดกับประเทศต่างๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย ในภารกิจคว้าแชมป์อาเซียนมาครองให้ได้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่คนในชาติ ส่วนจะทำสำเร็จหรือไม่
อีกไม่กี่วันก็รู้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ช้างศึกสายเลือดใหม่ กับภารกิจไล่ล่าแชมป์เป็นของขวัญปีใหม่ 2568
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com