โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดความจริงสุดเจ็บปวดของ ‘LGBTQ+’ เกาหลีที่ 'ถูกกลั่นแกล้ง' ในรั้วโรงเรียน

Dek-D.com

อัพเดต 06 ก.ค. 2565 เวลา 03.48 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2565 เวลา 09.26 น. • DEK-D.com
ท่ามกลางเหยื่อมากมาย “LGBTQ+” คือกลุ่มคนที่ถูกทำร้ายแต่กลับไม่ถูกพูดถึงในเกาหลี

สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D! เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่คงเป็นแฟนๆ ของซีรีส์เกาหลี และอาจเคยสังเกตว่าหลายๆ เรื่องที่เดินสตอรี่ในโรงเรียน มักจะมาพร้อมการกลั่นแกล้งที่เรียกติดปากกันว่า ‘บูลลี่’ (Bullying) จริงอยู่ที่บทซีรีส์ถูกเขียนเพื่อเพิ่มความเข้มข้น แต่สิ่งที่สื่อเหล่านี้สะท้อนออกมาก็คือปัญหาการกลั่นแกล้งที่มีอยู่จริงและรุนแรงมากในสังคมเกาหลี

ท่ามกลางเหยื่อมากมาย หนึ่งในกลุ่มที่ถูกบูลลี่แต่ซีรีส์ไม่ค่อยตีแผ่ให้เห็นมากนัก นั่นก็คือเด็กที่เป็น “LGBTQ+” ในโรงเรียนนั่นเองค่ะ

ความหลากหลายทางเพศไม่ควรเป็นต้นเหตุแห่งความเกลียดชัง ยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่ควรมีใครบางคนตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยเพื่อชี้ชะตาคนอื่น แต่อะไรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เรื่องเหล่านี้ยังคงอยู่ในเกาหลี? ตามไปเปิดมุมมองและเบื้องหลังของความเจ็บปวดนี้กันค่ะ!

Content Warning: บทความนี้มีเนื้อหากล่าวถึงความรุนแรง,การทำร้ายร่างกาย, โรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย

……….

‘วังตา’ การกลั่นแกล้งรังแกที่อาจส่งผลถึงชีวิต

ก่อนจะเจาะปัญหาการถูกบูลลี่ของ LGBTQ+ เราขอเล่าภาพใหญ่ของปัญหาที่สั่งสมมานานในเกาหลีใต้กันก่อนค่ะ คำว่า “การกลั่นแกล้ง/รังแก” นี้มีคำเรียกในภาษาเกาหลีว่า“วังตา” (เขียนว่า 왕따)พบเจอได้บ่อยมากและความรุนแรงก็มีหลายระดับ ตั้งแต่การเมินเฉยไม่ให้เข้าร่วมกลุ่ม ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ เป็นการสร้างบาดแผลทั้งกายและใจ จนเหยื่อหลายคนอาจพาเข้าสู่วังวนของโรคซึมเศร้าได้

อ้างอิงจากงานวิจัยของคุณคิมจียุนและคุณโคยอง เรื่อง “Influence of Experiencing Bullying Victimization on Suicidal Ideation and Behaviors in Korean Adolescents” (อิทธิพลของการเจอประสบการณ์การเป็นการเหยื่อในการกลั่นแกล้งรังแกต่อแนวคิดและพฤติกรรมฆ่าตัวตายในเยาวชนเกาหลี) ในปี 2021 ยังชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์ตกเป็นเหยื่อจากการถูกรังแก มีอิทธิพลให้เหยื่อมีความคิดอยากฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้น และจะผลักดันไปสู่แผนการอย่างมีนัยสำคัญโดยความวิตกกังวลไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังเกี่ยวพันกับการวางแผนและการพยายามฆ่าตัวตายอีกด้วยค่ะ

ถ้าน้องๆ จินตนาการความรุนแรงของวังตาที่เกาหลีไม่ออก ลองมาดูกรณีตัวอย่างกันดีกว่าค่ะ ในปี 2012 น้องซึงมิน เด็กชายวัย 13 ปีตัดสินใจจบชีวิตของตนเนื้อความในจดหมายได้บรรยายถึงความทุกข์จากการถูกทุบตี รีดไถ เผาด้วยไฟแช็ก ไปจนถึงการถูกใช้ลวดพันรอบคอเป็นสายจูง// น่าหดหู่มากๆ ที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสถานศึกษา และผู้กระทำล้วนเป็นเยาวชน T_T

ย้อนรอย 8 ซีรีส์ตระกูล 'School' ดราม่าตีแผ่ปัญหาในรั้วโรงเรียนเกาหลี

เปิดเบื้องหลังการบูลลี่ LGBTQ+ ในเกาหลี

ถ้าจะพูดถึงเหตุผลของการกลั่นแกล้งในเกาหลี ต้องบอกว่ามีหลายปัจจัยเลยค่ะ เรามาดูกันต่อเลยว่ามีสาเหตุหลักๆ จากอะไรบ้างนะ?

แนวคิดเป็นหนึ่งเดียว

ก่อนเกาหลีใต้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ขอเล่าย้อนประวัติศาสตร์ไปเมื่อปี 1950 สงครามเกาหลีได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปราวๆ 80% เรียกว่าส่งผลกระทบเต็มๆ กับเศรษฐกิจในประเทศนอกจากนี้เกาหลีเองก็ผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองมาไม่น้อย ดังนั้นภาครัฐจึงหาทางขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติ (เห็นได้เลยว่าเกาหลีนั้นมีความชาตินิยมสูงมากกก) ซึ่งความเป็นกลุ่มเป็นก้อนก็เป็นแนวคิดที่ดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันเลยค่ะ ประมาณว่าถ้ามีใครแตกแถว หรือทำอะไรแตกต่างจากขนบก็อาจถูกมองว่าแปลกแยกและไม่เข้าพวก

นอกจากนี้ยังมี “จริยธรรมหนักเบาสู้”ซึ่งน้องๆ อาจจะเห็นได้จากประโยค “คุณทำงานหนักมากเลย”(수고했어요: ซูโกเฮดซอโย หรือ 고생했어요: โคแซงเฮดซอโย) เพราะคนเกาหลีเชื่อว่าการทำงานหนักจะเป็นกุญแจนำไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝันได้ ทีนี้เมื่อใครๆ พากันขยัน การแข่งขันในเกาหลีจึงพุ่งสูง และเกิดเป็น “วัฒนธรรมปัลรีปัลรี (빨리 빨리)”ที่ต้องทำอะไรเร็วๆ ใครมือยาวสาวได้สาวเอาขึ้นมาอีก

"นักเรียนไม่ได้เห็นว่าเพื่อนของเขาคือ ‘เพื่อน’

แต่มองเป็นการแข่งขัน และเชื่อว่าจำเป็นต้องเอาชนะคนเหล่านั้นด้วย"

— ดร.แบ จูมี
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันให้คำปรึกษาเยาวชนเกาหลี

‘ความกดดันจากสังคมนำไปสู่การแข่งขัน’เมื่อทำตามที่สังคมคาดหวังไม่ได้ บางคนก็เลยเลือกจะกลั่นแกล้งเพื่อนที่อ่อนแอกว่าแทนแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน แต่มันก็เป็นการแสดงอำนาจทางสังคมแบบอื่นที่ทดแทนสิ่งที่พวกเขาขาดไปดังนั้นเด็กนักเรียนที่เป็น LGBTQ+ ที่นอกจากจะถูกมองว่าแปลกแยกจากคนอื่น พวกเขาก็อาจกลายเป็นสนามอารมณ์โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลักขงจื่อที่ฝังรากลึก

ปรัชญาของลัทธิขงจื่อฝังรากลึกอยู่ในเกาหลีมานานมากและรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคราชวงศ์โชซอนค่ะ แนวคิดหลักๆ จะเน้นเรื่องบทบาทหน้าที่ของคน อย่างเช่นบุตรมีหน้าที่สืบทอดวงศ์ตระกูล ดังนั้นกลุ่มเพศหลากหลายที่มีบุตรไม่ได้จึงถูกมองว่าน่ารังเกียจและอกตัญญูต่อพ่อแม่เมื่อมีความเชื่อแบบนี้จึงทำให้ฝ่ายผู้กระทำเข้าใจว่าตนกำลังแสดงความชอบธรรมด้วยการลงโทษหรือรังแกชาว LGBTQ+ นั่นเองค่ะ

ที่จริงแล้วหลักของขงจื่อไม่ได้แค่กระทบผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมไปถึงปัญหาการเหมารวมและแบ่งแยกบทบาททางเพศของเกาหลีอีกด้วย

มุมมองทางศาสนา

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านการนับถือศาสนาในระดับหนึ่ง มีตั้งแต่กลุ่มคนที่นับถือพุทธ, คริสต์ (นิกายคาทอลิคและโปรเตสแตนต์), ลัทธิขงจื่อ รวมถึงผู้ไม่นับถือศาสนา ทว่าท่ามกลางความหลากหลายนี้ มีกลุ่มคนนับถือศาสนาคริสต์อย่างเคร่งครัดบางกลุ่มมีความเชื่อว่า “การรักเพศเดียวกันเป็นบาป”

จู โจเซฟ ผู้ก่อตั้งองค์กรต่อต้านรักร่วมเพศเพื่อความเป็นปึกแผ่นของคริสต์ศาสนิกชน (Anti-Homosexuality Christian Solidarity organization) และเป็นนักเขียนของหนังสือพิมพ์ Christian Today รวมถึงมีบทบาทเป็นทูตพันธกิจแห่งวัฒนธรรมการแต่งงานของฮาเซ็ด (the Hesed Marriage Culture Mission) เคยถือป้ายประท้วงชาว LGBTQ+ ระหว่างงานโอลิมปิกฤดูหนาวประจำปี 2018 ว่า

“คนเกาหลีส่วนใหญ่ต่อต้านการรักร่วมเพศ
และการแต่งงานของเพศเดียวกันโดยสิ้นเชิง”

เหตุผลที่เขาออกมาประท้วงในครั้งนั้น เพราะทราบมาว่าในบรรดาคณะกรรมการโอลิมปิกฤดูหนาว มีคนที่เห็นด้วยกับความรักระหว่างเพศเดียวกันนั่นเองค่ะ (ปกติในองค์กรต่อต้านรักร่วมเพศฯ ของจู โจเซฟก็มักจะรวมตัวคัดค้านชุมชน LGBTQ+ เป็นประจำอยู่แล้ว โดยมองว่าเป็นการพยายามแก้ไขความรักที่ผิดไปจากแบบแผน)

นอกจากนี้ในทุกๆ ปีที่มีการจัดขบวนพาเหรดเพื่อเฉลิมฉลองPride Month (เดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ) อีกฟากหนึ่งก็จะมีขบวนต่อต้านนำทัพโดยกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ในศาสนา ออกมาถือป้ายและส่งเสียงตีกลองร้องด่าเหล่า LGBTQ+

…………

เปิดกว้างมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ยอมรับ

และถึงแม้ว่าแนวโน้มการยอมรับเพศหลากหลายในเกาหลีจะมีทีท่าดีกว่าแต่ก่อน เห็นได้จากหลังๆ มานี้มีซีรีส์วายที่ดึงเหล่าไอดอล K-POP มาเป็นนักแสดงมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงก็ยังไม่ได้ถูกยอมรับขนาดนั้นซะทีเดียวค่ะ และก็ยังมีเคสความเจ็บปวดจากการถูกรังแกออกมาอยู่เรื่อยๆ อย่างล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ศิลปินเกาหลีที่เปิดตัวต่อสาธารณะชนว่าเป็นเกย์อย่าง “ฮอลแลนด์”(Holland) หรือ“โคแทซอบ”(Go Tae Seob, 고태섭) ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์การถูกทำร้ายร่างกายจากคนแปลกหน้าเพียงเพราะเป็นเกย์

ฮอลแลนด์เล่าสิ่งที่เกิดลงใน Instagram ของตนว่า

"เมื่อคืนตอนผมเดินแถวๆ อิแทวอนกับผู้จัดการและเพื่อน จู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้าเดินเข้ามาตบหน้าผมสองครั้ง แล้วด่าว่าเป็น ‘เกย์สกปรก’ ตอนนี้ผมกำลังจะไปโรงพยาบาลพร้อมกับรอยแผลเป็นบนใบหน้า

นี่คืออาชญากรรมจากความเกลียดชังชัดๆ เลย การที่เปิดเผยต่อสาธารณชนว่าเป็นเกย์ ไม่ควรเป็นเหตุผลในการก่อความรุนแรงกับ LGBTQ+ คนอื่นๆ ผู้สูงอายุ ผู้หญิง รวมถึงชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มบนโลกใบนี้ และนี่ก็ปี 2022 แล้วแต่ยังมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่เลย มันแสดงให้เห็นเรื่องจริงอันน่าเศร้าของสิทธินุษยชนในกลุ่ม LGBTQ+
ผมแจ้งความกับตำรวจแล้ว หวังว่าคดีจะคลี่คลายไปด้วยดี และสิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลย ผมหวังว่าโลกของเราจะเต็มไปด้วยความรักและความหวังมากกว่าความเกลียดชังและความรุนแรงครับ”

ย้อนไปสมัยเรียน ฮอลแลนด์ก็เคยเป็นเหยื่อการถูกกลั่นแกล้งเพราะ come out กับเพื่อนๆ ว่าเป็นเกย์ เค้าเคยถูกรังแกสารพัด และมีครั้งนึงถูกเพื่อนใช้เน็กไทมัดคอแล้วจับตัวเขาลากไปทั่วสนามหญ้า ส่วนคนที่เห็นเหตุการณ์ก็ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่กลับยืนหัวเราะเฉยๆ ซะงั้น

เหตุการณ์ครั้งนั้นเจ็บปวดจนฮอลแลนด์เคยคิดอยากจบชีวิตตัวเองเลยทีเดียวค่ะ แต่ท่ามกลางความโหดร้ายก็มีเพื่อนบางคนเข้ามาให้กำลังใจจนเขาลุกขึ้นสู้ต่อได้

‘เกย์เกาหลี’ กับชีวิตที่ต้องแบกความกดดัน และความเกลียดชังจากสังคม

ความเจ็บปวดของ LGBTQ+ เกาหลีที่ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน

นักเรียน LGBTQ+ ในเกาหลีส่วนใหญ่มักจะปกปิดตัวตนเพื่อไม่ให้ถูกหมางเมินหรือกลั่นแกล้ง เพราะความเข้าใจต่อเรื่องนี้ในหมู่เด็กมัธยมเกาหลียังคงเบาบาง แม้แต่หลักสูตรเพศศึกษาในประเทศก็ยังพยายามกำหนดบทบาททางเพศและไม่เคยกล่าวถึงความหลากหลายทางเพศเลยค่ะ

ในงานวิจัยปี 2019 เรื่อง “การวิเคราะห์เปรียบเทียบการรับรู้ของครูชาวเกาหลีและชาวอเมริกันที่คาดหวังเกี่ยวกับประเด็น LGBTQ” (A comparative analysis of Korean and American prospective teachers' perceptions of LGBTQ issues) แสดงให้เห็นว่าแม้แต่อาจารย์เกาหลีใต้ส่วนใหญ่ก็ยังมีมุมมองด้านลบเกี่ยวเพศหลากหลายด้วยดังนั้นนักเรียนที่ถูกรังแกจึงไม่รู้จะขอคำปรึกษาจากไหน เพราะถ้าหากบอกไปแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาอาจเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์รสนิยมทางเพศแทนก็เป็นได้

ผู้เข้าร่วมงานวิจัยท่านหนึ่ง ได้แชร์ประสบการณ์สมัยมัธยมว่า เมื่อก่อนในคาบโฮมรูมที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนพูดคุยปรึกษากับคุณครู เพื่อนผู้ชายคนนึงจึงได้บอกกับครูว่า ‘ตนเองมีความรู้สึกรักเพื่อนผู้ชายห้องเดียวกัน’ หลังจากเผยไปครูคนนั้นก็ทุบตีเพื่อนของอย่างรุนแรง ตอนนั้นเขาถึงเข้าใจทันทีว่าการปรึกษาในชั่วโมงโฮมรูมนั้นหมายถึง “พูดอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการเรียน แต่ไม่ใช่เรื่องรสนิยมทางเพศที่แตกต่าง”

. . . . . . .

มาต่อกันที่ ‘อีจี’ที่ได้เล่าประสบการณ์การถูกรังแกในโรงเรียนเพราะเป็นเกย์ให้กับทาง Human Rights Watch องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ว่าอาจารย์ของเขาพูดถึงความสกปรกของการรักเพศเดียวกันอย่างโหดร้าย

"สัตว์ป่าคงจะได้รับการรับรองไปด้วย

ถ้าหากการแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกกฎหมาย”

. . . . . . .

ทางด้าน 'จินพูรึน' เลสเบี้ยนในคอมมูนิตี้ได้เผยความเจ็บปวดสมัยมัธยมเช่นกัน ท่ามกลางสังคมในโรงเรียนที่รับรู้ว่าเธอเป็นเลสเบี้ยน เธอต้องถูกคุกคามและด่าทอในเชิงว่า “น่ารังเกียจ” และ “สกปรก” ทุกข์แค่ไหนอาจารย์ก็ช่วยเหลือไม่ได้ เพราะแม้แต่อาจารย์เองยังมอง LGBTQ+ ในแง่ลบไม่ต่างกัน

นอกจากนี้เธอยังเล่าว่า มีเพื่อนคนนึงที่ come out ว่าเป็นเลสเบี้ยนเหมือนกัน แต่หลังจากนั้นก็ถูกกลั่นแกล้งจนต้องดร็อปเรียน และสุดท้ายก็เลือกลาออกจากโรงเรียนไปในที่สุด

ภายหลังจากเรียนจบมัธยมปลาย พูรึนจึงพยายามรวบรวมข้อมูลและทำบล็อกเพื่อสนับสนุนเด็กๆ ที่มีความหลากหลายทางเพศซึ่งอาจเจอเหตุการณ์ร้ายๆ เช่นเดียวกัน แต่กลับมีมีคนมาเขียนแสดงความคิดเห็นว่า

“ฉันจะฉีกเธอให้ตาย ฉันจะใช้กรรไกรฉีกเธอให้เป็นชิ้นๆ”

. . . . . . .

“พวกคนรักเพศเดียวกันสมควรถูกยิงตาย!”

คิมโดฮยอน ชายข้ามเพศวัย 26 ปียังคงจดจำสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นพูดได้ดี รวมถึงอาจารย์ของเขาที่เคยบอกไว้ว่า “โลกต้องมีหยินและหยาง เป็นเหตุผลที่โลกต้องแบ่งเป็นชายและหญิง”

แม้จะผ่านมาหลายปีแต่คำพูดเหล่านั้นยังคงฝังลึกไม่ไปไหน และโดฮยอนก็ได้บอกว่า “หลังจากเรียนจบสอบเข้ามหา’ลัยได้ ผมก็พยายามลบอดีตที่เจ็บปวดและตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเด็กทั้งหมด”

ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการร่างข้อเสนอเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิของ LGBTQ+ ตามกฎหมาย แต่คนกลุ่มอนุรักษ์นิยมในเกาหลีก็คงคัดค้านแบบหัวชนฝา หรือต่อให้มีผู้สนับสนุนข้อเสนอนี้มากขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติยอมร่างพรบ. ที่จะดึงคนกลุ่ม LGBTQ+ ให้ขึ้นมาเท่าเทียมกับสังคมอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้พวกเขายังคงต่อสู้กันต่อไปแม้ว่าอาจเสี่ยงต่อการถูกขับไล่และทารุณกรรม

หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วต้องบอกเลยว่าแต่ละเคสน่าเห็นใจมากๆ เลยค่ะ และเชื่อว่าอาจไม่ใช่แค่ในเกาหลีเท่านั้น เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ได้รับบาดแผลทางจิตใจจากการถูกกลั่นแกล้งด้วยเหตุผลเรื่องรสนิยมหรืออัตลักษณ์ทางเพศ พี่พันตาก็หวังว่าบทความนี้จะทำให้น้องๆ ชาว Dek-D ได้เปิดมุมมองและเข้าใจประเด็นนี้มากขึ้นนะคะ ^^

********************

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...