โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปดรามาเดือดวงการสื่อ! สับเละ ปอนด์ออนนิวส์ ก่อนเจ้าตัวแถลงขอโทษ

แนวหน้า

เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

เมื่อยอดวิวบนโซเชียลมีเดียสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงิน วงการสื่อสารมวลชนกำลังเผชิญกับปัญหาที่ไม่ได้มาจากคู่แข่งที่เป็นสำนักข่าวด้วยกันเอง แต่มาจาก "ครีเอเตอร์" หรือ "อินฟลูเอนเซอร์สายเล่าข่าว" สิ่งนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มันถูกจุดประเด็นให้ร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้งผ่านกรณีดราม่าล่าสุดของเพจและช่อง TikTok ชื่อดังอย่าง "Pondonnews" ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามระดับโครงสร้างว่า ในระบบนิเวศสื่อปัจจุบัน ขอบเขตระหว่างการ "อัปเดตข่าวสาร" กับการ "ละเมิดลิขสิทธิ์และชุบมือเปิบ" อยู่ตรงไหน? และเหตุใดผู้คนในยุคนี้จึงเลือกที่จะเชื่อใจ "คนเล่าข่าว" มากกว่า "องค์กรข่าวต้นทาง"

Pondonnews คือใคร และ "คอนเทนต์ตัดสลับ" คืออะไร

"ปอนด์" หรือเจ้าของช่อง Pondonnews คือหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์สายข่าวที่ทรงอิทธิพลในหมู่ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Facebook Reels ด้วยยอดผู้ติดตามจำนวน 3.7 ล้าน (ช่องทาง tiktok)

จุดเด่นของช่อง Pondonnews คือการหยิบจับประเด็นร้อนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ดราม่าโซเชียล หรือแม้แต่ข่าวเศรษฐกิจการเมือง มาย่อยให้กลายเป็นข้อมูลที่เสพง่าย ภายในเวลา 1-3 นาที

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการผลิตคอนเทนต์ที่นำมาสู่ปัญหาในครั้งนี้ คือเทคนิคการตัดต่อวิดีโอแบบ "ตัดสลับ" ที่อินฟลูเอนเซอร์สายข่าวจำนวนมาก รวมถึง Pondonnews ที่มักจะใช้วิธีการนำฟุตเทจ วิดีโอข่าว คลิปการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว หรือคลิปบทสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่สำนักข่าวหลักเป็นผู้ผลิต ไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในคลิปของตนเอง

วิธีการคือการนำวิดีโอต้นฉบับมาเล่น แล้วสลับด้วยภาพใบหน้าของตัวเองที่กำลังบรรยาย แสดงความคิดเห็น หรือรีแอคชั่นต่อเหตุการณ์นั้นๆ แม้ในมุมหนึ่ง นี่คือการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอย่างเต็มที่ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การกระทำเช่นนี้ทำให้ผู้ชมจำนวนมากที่เลื่อนฟีดผ่านๆ เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าตัวอินฟลูเอนเซอร์คือผู้ที่ลงพื้นที่ไปทำข่าว หรือเป็นผู้สัมภาษณ์แหล่งข่าวนั้นด้วยตนเอง ซึ่งไม่มีการให้เครดิตถึงเจ้าของผลงานตัวจริง

ไทม์ไลน์ดราม่าเดือด จากคลิป "เนวิน" สู่เสียงระบายของคนข่าว

ชนวนเหตุที่ทำให้ความอดทนของคนทำงานสื่อสิ้นสุด เกิดจากกรณีที่เพจ "ปอนด์ออนนิวส์" (Pondonnews) ได้นำคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานกลุ่มเพื่อนเนวิน และประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นฟุตเทจลิขสิทธิ์ของค่ายมือถือชื่อดัง มาทำการตัดต่อใหม่ในลักษณะ "ตัดสลับ" (Reaction) โดยนำภาพใบหน้าของตนเองเข้าไปแทรกประกอบการบรรยาย พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ชมจำนวนมากเข้าใจผิด คิดว่าตัวอินฟลูเอนเซอร์เป็นผู้ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวระดับบิ๊กด้วยตัวเอง

เหตุการณ์นี้เป็นสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่นักข่าวภาคสนาม เรื่องราวถูกจุดประเด็นให้ร้อนแรงขึ้นเมื่อผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Kullaya Krajangkul อดีตผู้สื่อข่าว ได้โพสต์ระบายความในใจและตั้งคำถามถึงพฤติกรรมการ "หากินง่ายๆ" เช่นนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากของการทำข่าวที่ต้องทนแดดทนฝน ใช้ทักษะเจาะลึกข้อมูล แต่ผลงานกลับถูกนำไป "ตัดสลับ" เพื่อเรียกยอดวิวหลักล้าน โดยปราศจากการให้เครดิตที่ชัดเจนและไม่ให้เกียรติคนทำงานหน้างาน

สถานการณ์ยิ่งร้อนระอุ เมื่อ ต๊ะ-นารากร ติยายน ผู้ประกาศข่าวรุ่นใหญ่ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ฟาดฟันถึงพฤติกรรมนี้อย่างดุเดือด พร้อมเผยเหตุผลลึกๆ ว่าทำไมคนทำงานข่าวตัวจริงอย่างเธอ ถึงปฏิเสธที่จะเปิดช่องข่าวของตัวเองในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้

"นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันไม่ทำช่องข่าวของตัวเอง เพราะฉันไม่อยากขโมยงานของใคร นักข่าวเป็นอาชีพที่งานหนักรายได้น้อย ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง บางข่าวกว่าจะได้มาต้องรอเป็นวันๆ แต่ทุกวันนี้มีคนที่ไม่ได้เติบโตจากสำนักข่าว ไม่มีรุ่นพี่ในวงการช่วยสอนเรื่องมารยาท ไม่เข้าใจจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่มีความละอายที่แอบลักงานของคนอื่นมาแอบอ้างเป็นของตัวเอง แต่มีโทรศัพท์มือถือ มีแอพตัดต่อฟรี ก็สามารถสร้างตัวเป็น influencer" — นารากร ติยายน

คำวิจารณ์ของต๊ะ นาราตอกย้ำให้เห็นภาพความแตกต่างของ "นักข่าว" กับ "อินฟลูเอนเซอร์" ที่ใช้เพียงมือถือและแอปฯ ตัดต่อ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้

คุณระวี ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) และสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนผ่านโซเชียลมีเดีย โดยท้วงติงถึงพฤติกรรมดังกล่าวว่าไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเสียมารยาททางวิชาชีพ แต่ยังเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาอย่างชัดเจน การนำทรัพย์สินทางปัญญาที่องค์กรสื่อลงทุนไปสร้างรายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง ถือเป็นการกระทำที่เอาเปรียบและเป็นการ "ชุบมือเปิบ" ที่ทำลายระบบโครงสร้างของสื่ออย่างรุนแรง

กระแสสังคมตีกลับและการแถลงขอโทษ

ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ปอนด์ เจ้าของเพจ Pondonnews ได้เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านหน้าเพจเฟสบุ๊ค ยอมรับความผิดพลาดในการทำคอนเทนต์ พร้อมน้อมรับคำวิจารณ์และกล่าวคำขอโทษต่อผู้สื่อข่าว

“ในเหตุการณ์นี้ผมน้อมรับ ยอมรับ และขอโทษพี่ๆนักข่าว พี่ๆผู้สื่อข่าว รวมไปถึงช่องข่าวหรือทีมผู้ผลิตอีกครั้ง และตัวผมยืนยันว่าไม่มีเจตนาทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับพี่ๆนักข่าวหรือผู้สื่อข่าวใดๆ รวมไปถึงช่องข่าวและทีมผู้ผลิตหรือผู้รับสารอื่นๆ”

ทั้งยังให้คำมั่นสัญญาว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอ แก้ไขวิธีการให้เครดิตแหล่งที่มาของคลิปอย่างชัดเจน และยุติการทำคลิปในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

"เมื่อคนเชื่ออินฟลูฯ มากกว่านักข่าว" ภาพสะท้อนจากโครงสร้าง

กรณีของ Pondonnews ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่เป็นโรคที่กำลังกัดกินวงการสื่อสารมวลชน หากเราวิเคราะห์ลึกลงไปผ่านมุมมองของคุณระวี ตะวันธรงค์ กับข้อมูลงานวิจัยจะพบว่าปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบายที่ซับซ้อนและน่ากังวลอย่างยิ่ง

คุณระวี ได้เน้นย้ำ "ข่าวไม่ได้เกิดขึ้นฟรีๆ" องค์กรสื่อต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล ตั้งแต่เงินเดือนนักข่าว ช่างภาพ ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ ความเสี่ยงทางกฎหมาย ไปจนถึงกระบวนการบรรณาธิการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ข่าวที่ถูกต้องและรอบด้าน

ในทางกลับกัน "คนเล่าข่าว" บนโซเชียลมีเดียมีต้นทุนในการหาข่าวที่แทบจะเท่ากับศูนย์ พวกเขาทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้รวบรวม" และ "ผู้แสดงความคิดเห็น ดังนั้นโครงสร้างเศรษฐกิจสื่อจึงบิดเบี้ยว คนลงทุนลงแรงไม่ได้ผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ส่วนคนที่หยิบฉวยไปตกแต่งใหม่กลับมีได้จากสปอนเซอร์และยอดโฆษณาไปเต็มๆ หากปล่อยให้ภาวะเช่นนี้ดำเนินต่อไป องค์กรสื่อต้นน้ำอาจล้มหายตายจาก เพราะขาดทุนทรัพย์ในการหล่อเลี้ยง

ทำไมคนถึงเทใจให้ "คนเล่าข่าว"

คำถามสำคัญคือ ทำไมผู้บริโภคจึงเลือกที่จะดูข่าวจากอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าบัญชีทางการของสำนักข่าว? รายงานทิศทางสื่อดิจิทัลประจำปี 2023 และ 2024 (Digital News Report) โดย Reuters Institute for the Study of Journalism มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ให้คำตอบถึงพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารของคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นการหาข่าวจากเว็บไซต์หรือโทรทัศน์อีกต่อไป แต่ค้นหาผ่าน TikTok หรือ Instagram

รายงานระบุชัดเจนว่า บนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ผู้ใช้ "ให้ความสนใจและเชื่อถือบุคคล (Personalities/Influencers) มากกว่าแบรนด์สำนักข่าวหลัก" อินฟลูเอนเซอร์มีความสามารถในการย่อยข้อมูลข่าวสารที่แห้งแล้ง ซับซ้อน หรือเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค ให้กลายเป็นความบันเทิงเชิงสาระ (Edutainment) ที่จับต้องได้

อีกปัจจัยคือ ภาวะหลีกหนีข่าวสาร (News Avoidance) เนื่องจากผู้คนเหนื่อยล้ากับความตึงเครียดและรูปแบบที่เป็นทางการของสื่อหลัก จึงหันไปเสพข่าวจากอินฟลูเอนเซอร์ที่นำเสนอด้วยอารมณ์ร่วมและเป็นกันเองมากกว่า ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่าการสร้าง "ความสัมพันธ์แบบกึ่งเพื่อน" (Parasocial Relationship) ทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันและเกิดความไว้วางใจในบุคคล จนเลือกที่จะให้เครดิตและเชื่อถือ "คนเล่าข่าวที่สนุกสนาน" มากกว่า "นักข่าวต้นทางที่ลงพื้นที่ไปหาความจริง" แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกคัดลอกมาก็ตาม

ปรับตัวหรือสูญพันธุ์

ดราม่าของ Pondonnews จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญของวงการสื่อสารมวลชนไทย การเรียกร้องจริยธรรมและการขู่ฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและเป็นไปได้ยากในยุคที่คอนเทนต์ถูกผลิตซ้ำซ้อน

คำถามที่สื่อหลักต้องกลับมาทบทวนคือ องค์กรจะปรับตัวอย่างไร? สำนักข่าวอาจจำเป็นต้องปลดล็อกรูปแบบการนำเสนอที่สร้าง Personal Branding ให้กับนักข่าวภาคสนามให้กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีตัวตนและจับต้องได้บนโลกออนไลน์ ก่อนที่สื่อหลักจะเสียทั้งคนดูและรายได้ไปมากกว่านี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

- ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร

- ระวี ฉะ! เบื้องหลัง Influencer สายสรุปข่าว ชุบมือเปิบสร้างรายได้หลักแสน

- ขอโทษจากใจ! ปอนด์ Pondonnews ยอมรับผิดปมดรามาคอนเทนต์ จากนี้ให้เครดิตต้นฉบับชัดเจน

********************

https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/digital-news-report/2023

https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/digital-news-report/202

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...