TPS ไฟเขียวปันผล 0.12 บาท โชว์แบ็กล็อก 1.8 พันล้าน ลั่นปี 69 รายได้พุ่งนิวไฮ
นายบุญสม กิจเกษตรสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะแพรคทิเคิลโซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TPS เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 83.94 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ดำเนินการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.08 บาท เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568
ทั้งนี้ ส่งผลให้ยังคงเหลือเงินปันผลที่บริษัทจะต้องจ่ายเพิ่มเติมอีกในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 50.36 ล้านบาท โดยได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 27 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569
"บริษัทต้องขอขอบพระคุณผู้ถือหุ้นทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในทีมผู้บริหาร ซึ่งสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 138.79 ล้านบาท และสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง" นายบุญสม กล่าว
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทมีความพร้อมในการเร่งพัฒนาธุรกิจใหม่ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มทดลองใช้งานภายในองค์กรและเริ่มนำเสนอต่อลูกค้าแล้ว ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Smart Health บริษัทเตรียมนำเสนอโซลูชันดังกล่าวให้แก่ลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาลและสถานพยาบาล เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น
ส่วนกลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจำหน่ายและวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การให้บริการดูแลและบำรุงรักษาระบบภายหลังการขาย งานวิศวกรรมโยธาด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโทรคมนาคม ตลอดจนบริการด้านไอทีอื่น ๆ นั้น ยังคงมีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบริการดูแลและบำรุงรักษาระบบที่ยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TPS กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทและบริษัทย่อยพร้อมเดินหน้าเข้าร่วมประมูลงานใหม่ ๆ ทั้งจากโครงการของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ซึ่งปัจจุบันมีตุนไว้แล้วกว่า 1,896 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในแต่ละไตรมาส พร้อมกันนี้ บริษัทยังมีความมั่นใจว่าภาพรวมรายได้ในปีนี้จะสามารถเติบโตในระดับ 15-20% จากปีที่ผ่านมา และสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้อีกครั้ง