โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SCB EIC ชี้ติดตั้ง “โซลาร์รูฟท็อป” คืนทุนไวขึ้น รับมาตรการลดหย่อนภาษี-หนีไฟฟ้าแพง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 10.14 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 10.14 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 มีความสอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ จากประกาศพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ได้กำหนดมาตรการสำคัญเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือน และมาตรการสนับสนุนการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง

สำหรับมาตรการในภาคครัวเรือน กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย สามารถนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อหนึ่งระบบ โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571

ขณะที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาในกลุ่มรายได้ตามมาตรา 40(5)-(8) รวมถึงนิติบุคคล สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งต้องได้รับการรับรองมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว โดยมาตรการดังกล่าวมีผลในช่วงเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขสำคัญ อาทิ การใช้สิทธิลดหย่อนต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) รวมถึงไม่สามารถใช้สิทธิซ้ำซ้อนกับมาตรการอื่น

การออกมาตรการดังกล่าวส่งผลให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในระยะยาว เนื่องจากสามารถนำค่าใช้จ่ายบางส่วนไปขอคืนภาษีได้ ตัวอย่างเช่น การติดตั้งระบบขนาด 3 กิโลวัตต์ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 110,000–120,000 บาท และสามารถขอคืนภาษีได้ราว 5,000–25,000 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 5–20%

ขณะเดียวกัน แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะข้างหน้า โดยการประเมินของ SCB Economic Intelligence Center ระบุว่า หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-3 เดือน ราคา LNG เฉลี่ยในช่วงปี 2569-2573 จะอยู่ที่ประมาณ 9.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.82 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรง ราคา LNG อาจเพิ่มขึ้นเป็น 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และดันค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขึ้นสู่ระดับประมาณ 4 บาทต่อหน่วย

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสั้นลง โดยครัวเรือนทั่วไปที่ติดตั้งระบบขนาด 3 กิโลวัตต์ ซึ่งเดิมมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยประมาณ 8 ปี อาจลดลงเหลือ 7 ปี หรือ 6 ปี ในกรณีที่สถานการณ์พลังงานมีความตึงตัวมากขึ้น ขณะที่ระบบขนาดใหญ่จะมีระยะเวลาคืนทุนที่เร็วขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังมีข้อจำกัดในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การคัดเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งอาจต้องอาศัยทางเลือกด้านสินเชื่อและบริการแบบครบวงจรเพื่อช่วยลดอุปสรรคดังกล่าว

ในระยะต่อไป ภาครัฐอาจพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในวงกว้าง อาทิ การพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานผู้ให้บริการและอุปกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมกลไกการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคครัวเรือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจและเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...