“ศุภจี” หารือทูตสหรัฐ เคลียร์ปม Section 301 ดันดีล ART ยกระดับการค้าไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่3–6 พฤษภาคม 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชี้แจงการไต่สวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ (Section 301 of the Trade Act of 1974) นางศุภจีได้หารือกับนายฌอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569
ทั้งนี้ มาตรา 301 เป็นกลไกทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ใช้ตรวจสอบและตอบโต้ประเทศคู่ค้าในกรณีที่ถูกมองว่ามีการดำเนินนโยบายไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้มาตรการทางภาษีหรือข้อจำกัดทางการค้า โดยไทยอยู่ระหว่างการชี้แจงข้อมูลต่อฝ่ายสหรัฐฯ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (excess capacity) และมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ (forced labor)
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาจำกัดการใช้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีในวงกว้าง รัฐบาลสหรัฐฯ ได้หันมาใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้า ปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นการชั่วคราวกับสินค้านำเข้าทั่วโลก จนถึงวันที่23 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นไม่เกิน 150 วัน และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการค้าที่ใช้ควบคู่กับมาตรา 301 ในการกำหนดทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
นางศุภจี เปิดเผยว่า การหารือกับนายฌอน โอนีลล์ เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 190 ปี
โดยไทยได้ชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ อย่างรอบด้านในประเด็นมาตรา 301 ทั้งเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน และมาตรการด้านแรงงาน พร้อมย้ำว่าสินค้าส่งออกของไทยจำนวนมากอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนภาคการผลิตของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ไทยมีมาตรการด้านแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
พร้อมกันนี้ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย–สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) โดยมีความพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งผลักดันให้การเจรจามีความคืบหน้าและสามารถได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและตลาดของทั้งสองประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า ไทยได้เสนอให้สหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ และส่งเสริมการค้าระหว่างกันในลักษณะที่เกื้อกูลกันมากขึ้น
นอกจากนี้ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 มีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 พร้อมคณะนักธุรกิจไทยชั้นนำ โดยจะมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาสำคัญ รวมถึงการหารือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ อาทิ USABC และ USCC ซึ่งเป็นผู้ลงทุนหลักในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรทางธุรกิจในสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีแผนสร้างสมดุลทางการค้าผ่านการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบที่จำเป็นจากสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตรและพลังงาน เพื่อสะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความรับผิดชอบและเชื่อถือได้
“ไทยมองว่าสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และพร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น และเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาวอย่างยั่งยืน” นางศุภจี กล่าว
สำหรับภาพรวมการค้า ปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้า เช่น คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาทิ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
พณ.เร่งผู้ประกอบการไทยเช็กสิทธิ “CAPE” ขอคืนภาษี IEEPA หลังสหรัฐเปิดระบบลงทะเบียน