อนุทิน 2 รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ? ท่ามกลางคำถามความรับผิดชอบต่อวิกฤตราคาพลังงานและผลประโยชน์ทับซ้อน
ภาคประชาชน จับตา เสถียรภาพเกือบ 300 เสียงในสภาอาจดันนโยบายฉลุย หวั่น “ไม่ฟังเสียงทักท้วง” คาด ก่อนการแถลงนโยบาย ภาคประชาชนอาจมีข้อเสนอต่อเนื่อง เพื่อวัดใจรัฐบาลว่าฟังเสียงประชาชนหรือไม่
วันนี้ (19 มี.ค. 69) สมบูรณ์ คำแหง คณะทำงานสภาประชาชนภาคใต้ อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ให้สัมภาษณ์กับ The Active ภายหลังผลโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เป็น อนุทิน ชาญวีรกุล โดยระบุว่า ภาคประชาชนมีความกังวลกับรัฐบาลที่นำโดยนายอนุทินพอสมควร เพราะหากดูองคาพยพของความเป็นรัฐสภาตอนนี้ นายอนุทินคุมสภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ โดยอิงจากการที่รวมจำนวน สส. มาจัดตั้งรัฐบาลได้เกือบสามร้อยเสียง อีกทั้งปฏิเสธไม่ได้ว่านายอนุทินมีความสัมพันธ์ที่แนบชิดกับสมาชิกวุฒิสภาด้วย
ฉะนั้น ในการขับเคลื่อนนโยบายทางการเมืองหรือการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากสําหรับรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากในช่วงที่นายอนุทินเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย เคยตั้งเป้าไว้ว่าจะทําเรื่องใดบ้าง อาทิ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้อง การประมง รวมถึงเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ
“ถ้าไม่เจอกับภาวะสงคราม ปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามา ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นรัฐบาลที่น่าจะถูกจับตาพอสมควรในการบริหารประเทศนี้ แล้วน่าจะมีอํานาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จด้วย อาจจะไม่ใช่แค่รัฐสภา แต่อาจจะหมายถึงองค์กรอิสระ องค์กรการตรวจสอบต่าง ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีความใกล้ชิดกันอยู่ แล้วก็มีส่วนสำคัญที่ทําให้กลไกองค์กรอิสระเหล่านั้นมีอํานาจอยู่จนถึงปัจจุบัน”
สำหรับการเข้ามาเป็นรัฐบาลของอนุทินทั้ง 2 ครั้ง สมบูรณ์ มองว่าอาจเป็นความโชคร้ายของรัฐบาลอนุทิน เนื่องจากการเข้ามารอบแรกเป็นรัฐบาล 4 เดือน ก็เจอกับสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นผลบวกกับรัฐบาลอนุทิน แต่เมื่อมาถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน อาจส่งผลลบเนื่องจากผลกระทบกับเรื่องราคาน้ํามันที่กําลังพุ่งสูงขึ้น
“ภาพของการบริหารจัดการในช่วงที่เขารักษาการอยู่เป็นภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ประกอบกับเรื่องของคนในรัฐบาลเองน่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องของการค้าขายน้ํามันด้วย เนื่องจากมีการสอบถามจากกลุ่มต่าง ๆ จากผู้ประกอบการ จากประชาชน ก็พุ่งเป้าไปที่รัฐบาลโดยตรง”
สมบูรณ์ บอกอีกว่า อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาก่อนหน้านี้ อาจจะอ้างได้ว่าเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแบบเต็มตัวแล้ว จะทำให้รัฐบาลอนุทินมีความเป็นทางการมากขึ้น และอาจต้องแสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างชัดเจนขึ้นด้วย
จับตาเดินหน้า แลนด์บริดจ์ ?
สมบูรณ์ ยังให้ความเห็นเรื่องแผนการพัฒนาเขตพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ว่า พรรคภูมิใจไทย คือพรรคเดียวที่เสนอกฎหมาย 2 ฉบับ นั่นหมายความว่าเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นที่จะเดินหน้านโยบายนี้
โดยเป็นที่รับรู้กันอยู่ว่าความพยายามในการผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้ ก็เพื่อนําไปสู่การผลักดันให้เกิดโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ที่จะทําร่วมกันสองจังหวัด ก็คือที่ระนองและชุมพร ให้สามารถทําได้ง่ายขึ้น
“สิ่งที่เรากังวลก็คือว่าพอรัฐบาลเขามีอํานาจเยอะขึ้น เขามีเสถียรภาพเยอะขึ้น เราเกรงว่าเขาจะไม่ฟังเสียงทักท้วงของภาคประชาชน นั่นหมายความว่าถ้ายกตัวอย่างเรื่องกฎหมาย SEC ซึ่งเราเองก็ทักท้วงไปว่ามันไม่ควรเป็นกฎหมายที่ไปลอกมาจาก EEC ทั้งฉบับ”
หากดูรายละเอียดสาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ ที่อาจจะนําไปสู่การยกฐานทรัพยากรให้กับทุนต่างชาติอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะเรื่องของที่ดิน รวมถึงเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์เมกะโปรเจกต์ เราพยายามสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมากระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นด้วยการศึกษาโครงการ ซึ่งทําไปแล้ว 4 โครงการย่อย เรื่องท่าเรือน้ําลึกที่ระนอง ท่าเรือนำลึกที่ชุมพร มอเตอร์เวย์ และเส้นทางรถไฟที่มีการอนุมัติงบฯ ศึกษาไป แล้วกระบวนการเหล่านี้มีปัญหา จึงมีความพยายามที่จะบอกว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ได้สนใจเรื่องการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่อย่างเต็มที่เท่าไร อีกทั้งในกระบวนการศึกษาก็ยังผิวเผินอยู่
ซึ่งหากรัฐบาลอนุทินจะดำเนินโครงการเหล่านี้ อาจต้องย้อนกลับไปดูข้อเสมอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เพิ่งยื่นให้รัฐบาลชุดรักษาการ เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ข้อเสนอก็คือจะต้องกลับไปทบทวนสิ่งเหล่านี้ว่ามีความผิดพลาดอะไร อย่างไร อาจต้องทบทวนกระบวนการศึกษาใหม่
และสอง เสนอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องกลับมาดูโครงการนี้ทั้งระบบ ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นการดูแบบแยกโครงการ แต่การที่ระนองชุมพรถูกวางให้เป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่จําเป็นที่จะต้องทํา SEA หรือไม่ ?
“ถ้าเทียบกับนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เมื่อ 3-4 ที่แล้ว ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่จะมีนิคมอุตสาหกรรม เนื้อที่ประมาณ 2-3 หมื่นไร่ เขายังต้องทำ SEA ก็คือต้องศึกษาผลกระทบในเชิงยุทธศาสตร์ ถ้าโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่กว่าอีกหลายเท่าจะต้องทําอะไรมากไปกว่านี้ไหม ?”
สำหรับบทบาทของภาคประชาชนหลังจากนี้ สมบูรณ์ ระบุว่ายังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเคลื่อนไหว เนื่องจากเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี และสิ่งที่ต้องติดตามด่วนหลังจากนี้ คือตัวนโยบายที่กำลังจะร่างเพื่อที่จะแถลงในรัฐสภา ซึ่งในด้านของภาคประชาชนคงต้องรอติดตามว่าในการแถลงมีนโยบายใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ขับเคลื่อนกันอย่างไรบ้าง แต่คาดว่ามีการตั้งร่างนโยบายบางส่วนไว้แล้ว
“แต่ละกลุ่มที่ติดตามอาจจะคาดการณ์เบื้องต้นว่าประเด็นที่ตัวเองผลักดันจะถูกใส่ไปเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งในส่วนของภาคประชาคมภาคใต้ เชื่อว่าอย่างไรเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ หรือ SEC น่าจะเป็นนโยบายที่เขาขับเคลื่อนต่อแน่ ๆ”
นอกจากนี้ ระหว่างทางก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาล คาดว่าภาคประชาสังคมหลายกลุ่มน่าจะทยอยออกข้อเสนอนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาว่าควรและไม่ควรทำเรื่องอะไรบ้าง และนี่จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลอนุทินจะฟังเสียงประชาชนหรือไม่