โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด “35 บจ.” ราคา “พุ่งแรง” รอบ 11 เดือนปี 68 ชู 5 หุ้นน่าเก็บอนาคตสดใส

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 05 ธ.ค. 2568 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” รายงานข้อมูลอ้างอิงจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ทาง SET Index ปรับตัวลดลง โดย ณ วันที่ 28 พ.ย. 2568 ปิดที่ระดับ 1,256.69 จุด ลดลง 143.52 จุด หรือคิดเป็น 10.25% เมื่อเทียบกับระดับปิด ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2567 ที่ระดับ 1,400.21 จุด

ทั้งนี้ การสำรวจราคาหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดแห่งประเทศไทย (SET) พบว่า มี 35 บริษัท ที่ราคาปรับตัวขึ้นมากกว่า 10% ในช่วงดังกล่าว โดยกลุ่มหลักทรัพย์ที่ปรับตัวสูงมีทั้งบริษัทที่เป็นเป้าหมายเก็งกำไรตามปัจจัยเฉพาะตัว และบริษัทที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นชัดเจน อาทิ

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 1.11 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 0.64 บาท ส่งผลให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.47 บาท หรือคิดเป็น 73.44%

บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 4.52 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 3.38 บาท ส่งผลให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.14 บาท หรือคิดเป็น 33.73%

ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 27.50 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 21.00 บาท ส่งผลให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.50 บาท หรือคิดเป็น 30.95%

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 7.15 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 5.55 บาท ส่งผลให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.60 บาท หรือคิดเป็น 28.83%

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 7.65 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 6.10 บาท ส่งผลให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.55 บาท หรือคิดเป็น 25.41%

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) หรือ TOP โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 35.00 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 28.25 บาท ส่งให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.75 บาท หรือคิดเป็น 23.89%

บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ KCAR โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 5.3 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 4.54 บาท ส่งให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.76 บาท หรือคิดเป็น 16.74%

บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIZ โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 3.96 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 3.42 บาท ส่งให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.54 บาท หรือคิดเป็น 15.79%,

บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 3.04 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 2.68 บาท ส่งให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.36 บาท หรือคิดเป็น 13.43%,

บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 28 พ.ย. 68 ปิดที่ระดับ 2.98 บาท ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค. 67 ราคาปิดที่ระดับ 2.66 บาท ส่งให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.32 บาท หรือคิดเป็น 12.03%

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ราคาหุ้นในช่วง 11 เดือนแรกที่ผ่านมา พบว่ามีหลักทรัพย์บางกลุ่มปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง สะท้อนแรงเก็งกำไรและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในปัจจัยเฉพาะตัวของบริษัทนั้น ๆ ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ประเมินว่า หุ้นบางแห่งยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะ TFG, KTB, BCPG, BAM และ TOP ซึ่งได้รับการประเมินแนวโน้มธุรกิจและผลประกอบการที่สดใส ทั้งจากปัจจัยเชิงพื้นฐาน การฟื้นตัวของรายได้ และโอกาสในการขยายตัวของตลาด ส่งผลให้นักลงทุนยังคงมีมุมมองบวกต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าว

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TFG คาดว่าแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2569 จะสดใส โดยธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 30% พร้อมตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 850 แห่งภายในสิ้นปี และปัจจุบันบริษัทได้จัดหาที่ดินเพื่อพัฒนาสาขาแล้วประมาณ 720 แห่ง

นอกจากนี้ TFG มีแผนเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของเครือ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาธุรกิจปศุสัตว์ และสนับสนุนการขยายอัตรากำไรของธุรกิจค้าปลีกในระยะสั้น โดยอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 8% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากราคาปศุสัตว์ที่ปรับลดกลับสู่ภาวะปกติ และปริมาณการผลิตที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อ KTB มากขึ้น โดยประเมินว่าในช่วง 2 ปีข้างหน้า KTB จะสามารถรักษาระดับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่เหนือ 10% อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทรายงานปรับสมมติฐาน Sustainable ROE จากเดิม 8% เป็น 10% และกำหนดมูลค่าเหมาะสมใหม่สำหรับปี 2569 อยู่ที่ 32 บาท ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังมีอัพไซด์ประมาณ 17.4%

นอกจากนี้ KTB ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.43 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ประมาณ 1.6%

สำหรับประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ ได้แก่ คาดการณ์ GDP ไทยปี 2568 เติบโต 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน, แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะปรับตัวลดลงทั้งเมื่อเทียบปีต่อปีและไตรมาสต่อไตรมาส และ KTB อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนบริหารสินทรัพย์ (JVAMC)

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2568–2569 ขึ้น 4.3% และ 0.8% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนผลประกอบการปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าคาด และแนวโน้มการตั้งสำรองที่คาดว่าจะผ่อนคลายลงในไตรมาส 4/2568 โดยประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2569 อยู่ที่ 47,954 ล้านบาท เติบโต 9.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS นักวิเคราะห์ประเมินว่า BCPG แนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 4/2568 ยังมีทิศทางเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.) รายได้จาก Capacity Payment ของโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐอเมริกา ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 29 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-วัน เป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-วัน, 2.) ปริมาณน้ำในเขื่อน Namsan 3 ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และ 3.) ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Monsoon ที่คาดว่าจะพลิกกลับมาเป็นบวก ภายใต้สมมติฐานอัตราการเดินเครื่อง (CUF) ที่ 50–60%

อย่างไรก็ดี กำไรไตรมาสดังกล่าวคาดว่าจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล

บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อ BAM โดยประเมินว่าผลการดำเนินงานของบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องในงวดไตรมาส 4/2568 ซึ่งรายได้จากการเรียกเก็บเงินมีแนวโน้มขยายตัวตามปัจจัยฤดูกาล

นอกจากนี้ BAM ยังมีโอกาสเพิ่มพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPA) และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธุรกิจไฟแนนซ์ สามารถร่วมทุนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนบริหารหนี้เสีย (JVAMC)

ฝ่ายวิจัยระบุว่า BAM เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่มีความพร้อมมากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีบริษัทร่วมทุนกับธนาคารออมสิน ได้แก่ Ari AMC สำหรับรับซื้อหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกัน และ Arun AMC ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับธนาคารกสิกรไทย (KBANK) สำหรับรับซื้อหนี้เสียที่มีหลักประกัน โดยคาดว่าความคืบหน้าเกี่ยวกับ JVAMC จะเกิดขึ้นเพิ่มเติมภายในปี 2569

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สำหรับธุรกิจตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันของ TOP บริษัทคาดว่าค่าการกลั่น (crack spread) ที่อยู่ในระดับแข็งแกร่งในปัจจุบัน จะยังคงทรงตัวในระดับสูงอย่างน้อยจนถึงไตรมาส 1/2569 โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณสำรองน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ และอุปสงค์การใช้พลังงานความร้อนที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว ซึ่งช่วยชดเชยอุปทานที่ทยอยกลับเข้าสู่ตลาดหลังการปิดซ่อมบำรุงช่วงปลายปี

อย่างไรก็ดี บริษัทประเมินว่าธุรกิจยังคงได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากการปิดโรงกลั่นอย่างต่อเนื่องในประเทศแถบตะวันตกในปี 2569

สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี ทั้งสายอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์ บริษัทคาดว่าจะเผชิญความท้าทายจากอุปทานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดในปี 2569 ส่งผลให้ภาวะอุปทานส่วนเกิน (oversupply) ยังคงกดดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (petrochemical product price spread)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...