โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อฟาสต์แฟชั่นทำโลกเดือด โอกาสสิ่งทอไทยสร้างความยั่งยืน เส้นใยธรรมชาติมูลค่าแสนล้านบาท

เดลินิวส์

อัพเดต 12 มี.ค. 2568 เวลา 11.30 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 23.00 น. • เดลินิวส์
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมีภารกิจเดินทางเยือนกรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 3-8 มีนาคม 2568 เพื่อเข้าร่วมงาน ITB Berlin 2025 เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว และพบปะนักธุรกิจชั้นนำทางอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ โดยหนึ่งในนั้น คือ “อุตสาหกรรมด้านแฟชั่น”

จึงเป็นโอกาสดีในการขับเคลื่อนนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เพราะอุตสาหกรรมแฟชั่น มีรายได้สูงถึง 3.9 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกสินค้าแฟชั่นถึง 2 แสนล้านบาท และทำให้เกิดการจ้างงานราว 7.5 แสนคน

ดร.วุฒิไกร ศิริผล อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เสนอว่า นายกรัฐมนตรีควรใช้โอกาสนี้ในการหากลุ่มตลาดที่มีความสนใจในสินค้าแฟชั่น และศึกษาถึงความต้องการเฉพาะ หรือเทรนด์ที่ตลาดกลุ่มนั้น ๆ ให้ความนิยม ให้ดำเนินการส่งออกสินค้าที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ ควรมองหาความร่วมมือทางด้านการค้า ในลักษณะของการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการในประเทศเยอรมนี หรือประเทศอื่น ๆ ให้ร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย เพราะประเทศเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนองค์ความรู้ทั้งด้านการออกแบบดีไซน์ การใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงความพร้อมด้านเครื่องจักร

จุดแข็งแฟชั่นไทย “แรงงานฝีมือ”

ดร.วุฒิไกรชวนย้อนมองกลับไปยังบริบทของอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เคยมีจุดแข็งจากการเป็นฐานโรงงานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค และร่วมทุนกับต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ฯลฯ เพราะประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านฝีมือแรงงาน และค่าแรงที่เหมาะสมแก่การลงทุน จนกลายเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ กระทั่งในปี 2546 นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในเวลานั้น มีโครงการ “กรุงเทพฯเมืองแฟชั่น” ใช้งบประมาณ 1.8 พันล้านบาท หวังให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) กลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในระดับภูมิภาค และยกระดับไปสู่ระดับโลก

สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเพียงภาพฝัน ก่อนที่รัฐบาลของนายทักษิณ จะสิ้นสุดลงจากการรัฐประหาร และก่อนที่บริษัทข้ามชาติต่าง ๆ จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีปัจจัยด้านค่าแรงถูกกว่าประเทศไทย อย่างประเทศเวียดนาม ฯลฯ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ จำนวนกว่า 6 แสนล้านบาท ในปี 2549 เหลือเพียงราว 1.6 แสนล้านบาท ในปี 2566 และนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นไทย ผ่านนโยบายซอฟต์พาวเวอร์

อัตลักษณ์ความเป็นไทย สอดรับกับกระแสแฟชั่นโลก

ดร.วุฒิไกร ยังให้ภาพต่อไปอีกว่าเทรนด์แฟชั่นของโลกในเวลานี้ ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพราะอุตสาห
กรรมฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion) ที่เน้นการผลิตเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็วและต้นทุนในการผลิตต่ำ ทำให้เสื้อผ้าเหล่านี้ราคาไม่แพง แต่ในทางกลับกันมักสร้างผลกระทบด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมโลกมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และยังดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำเป็นจำนวนมากเพื่อป้อนวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิต

นอกจากนี้ การจะทำให้สินค้าฟาสต์แฟชั่น มีราคาที่ถูกลงได้ ส่วนหนึ่งย่อมต้องมาจากการลดต้นทุนในการผลิต บริษัทข้ามชาติต่าง ๆ จึงต้องไปสร้างโรงงานในประเทศที่มีค่าแรงต่ำ และตอกย้ำด้วยการกดค่าแรงของลูกจ้างให้ต่ำที่สุด บวกกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน รวมไปถึงการใช้แรงงานเด็ก ทั้งยังไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงาน เหล่านี้คือผลพวงที่ทำให้เทรนด์แฟชั่นของโลก ได้กลับมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนด้วย

อุตสาหกรรมไทยตอบโจทย์ Sustaina-bility

เมื่อมองกลับมายังประเทศไทย ดร.วุฒิไกร ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังว่า นักวิชาการจากประเทศอังกฤษ และฟินแลนด์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากที่จะตอบโจทย์เทรนด์แฟชั่นของโลกสมัยใหม่เรื่อง Sustainability เพราะมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพวกงานหัตถกรรมเสื้อผ้าที่เป็นงาน
คราฟต์ มีการใช้เส้นใยผ้าแบบรีไซเคิล (Recycle) การย้อมสีเสื้อผ้าที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ ด้วยเหตุที่ต้นทุนทางด้านงานหัตถกรรมเหล่านี้ยังคงเหลืออยู่ในประเทศไทย ขณะที่ในโซนยุโรป หรือสแกนดิเนเวีย ได้ค่อย ๆ เลือนหายไปแล้ว

สิ่งทอไทยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง

ส่วนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมโรงงานก็มีกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสวัสดิภาพแรงงาน ไม่มีข่าวละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เมื่อเทียบกับโรงงานในบางประเทศ สิ่งเหล่านี้ย่อมกลายเป็นจุดแข็งของวงการอุตสาหกรรมแฟชั่นสิ่งทอของประเทศไทย

“ไทยจึงไม่สามารถแข่งกับโลกด้วยจุดขายเรื่องการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำอีกแล้ว จึงต้องนำเอาเอกลักษณ์ ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมของความเป็นไทยไปสู้ แล้วนำมาปรุงให้มีความเป็นโมเดิร์นร่วมสมัย เหมือนแฟชั่นฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฯลฯ เปรียบเสมือนอาหารไทย ที่นำไปปรุงให้ฝรั่งกินได้ด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยมีจุดขายเรื่องดีไซน์ การออกแบบ ที่จะนำไปผลิตเป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง

รัฐบาลเน้นส่งเสริมตลอดห่วงโซ่สิ่งทอ

บริบทการผลิตแฟชั่นสิ่งทอของประเทศไทยมีจุดแข็งทั้ง 3 ประเภท คือ ประเภทหัตถกรรม หรือที่เรียกว่างานคราฟต์ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก-กลาง (SMEs) และประเภทอุตสาหกรรมโรงงาน จึงมีข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาต่อทั้ง 3 ประเภท ในรูปแบบที่แตกต่างกัน

1.ประเภทหัตถกรรม หากจะส่งเสริมงานคราฟต์ให้ไปสู่ตลาดโลก รัฐบาลควรมองหากลุ่มตลาดในประเทศต่าง ๆ และศึกษาความต้องการเฉพาะว่าต้องการการดีไซน์ ประเภทเนื้อผ้า ฯลฯ แบบใด กล่าวกันอย่างถึงที่สุด รูปแบบการดีไซน์ของผ้าไทยในทุกวันนี้ ยังไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มประเทศในตะวันตกจะให้ความนิยมมากนัก

2.กลุ่มSMEs ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เน้นขายดีไซน์ มีจุดเด่นด้านสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม เน้นสินค้าคุณภาพสูงเพื่อตอบโจทย์แฟชั่น รัฐบาลควรส่งเสริมให้กลุ่มนี้เข้าถึงตลาดและการลงทุนได้มากขึ้น เพราะมีสินค้าที่อยู่ในช่วงกลาง-สูง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ดี

3.อุตสาหกรรม สิ่งที่รัฐบาลควรสนับสนุน คือการส่งเสริมเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่จะทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนก็ต่ำลง ต่อมาคือการส่งเสริมเรื่ององค์ความรู้ในการออกแบบ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...