รู้ทันไอ้เหลี่ยม ‘สทร.’
“ทักษิณชินวัตร” มีประวัติการ “โกงกิน” งบประมาณแผ่นดิน และการใช้อำนาจในตำแหน่งนายกฯไปแสวงหาประโยชน์เข้าตัวและครอบครัวยาวเป็นหางว่าว แต่ “สังคมไทย” ยังคงมีคนนับหน้าถือตา เพราะว่าเขามี 2 อย่าง คือ “เงิน” กับ “สมอง”
ทักษิณใช้เงินกับสมองสร้าง 2 สิ่ง ขึ้นมา คือ อำนาจต่อรอง(กับสื่อ กับผู้มีอำนาจเหนือกว่า) และ Agenda Setting การกำหนด “ประเด็น” ให้สังคมถกเถียง
ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือ พรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงยังสยบอยู่ใต้อุ้งเท้าของเขา เขาพร้อมจะชี้เป็นชี้ตายชี้ให้ได้เป็นรัฐมนตรี ชี้ให้ลงจากเก้าอี้ ชี้ให้มีสวัสดิการ ชี้ให้มีการแจก นี่คืออำนาจ ไม่ว่าเขาจะเป็น“คนนอก”หรือ “คนใน”ไม่ว่าเขาจะพลิกลิ้น แปลคำย่อสทร.ที่เขาเรียกตัวเอง ว่า “เสือกทุกเรื่อง”หรือ “สุดที่รัก”ก็ตาม
เพราะลูกสาวของทักษิณ อาจโง่จนไม่รู้ว่าตัวเองโง่จึงมีแต่ความหยิ่ง ยโส ลำพอง และเย้ยหยัน สังคมอยู่เนืองๆ การงานถ่ายโอนให้บริวารกับพ่อทำไป พ่อ-ทักษิณ ชินวัตร จึงพลีตัวเองเป็น “เป้า” แทนลูกสาว ด้วยการทำ Agenda Setting คือ ดึงสังคมมาสนใจตน มาเถียงกับตน แทนที่จะไปติดตาม ตรวจสอบ ซักถามและกดดันลูกสาว ซึ่งเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าอย่างแท้จริง
ล่าสุด ทักษิณกำหนด Agenda Setting ว่าด้วยการ “ซื้อหนี้”
1) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่อาคารหอประชุมอนุสรณ์ 100 ปี คุณย่าประสาท รักเลี้ยง มหาวิทยาลัยพิษณุโลก ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบปะกับมวลชนเสื้อแดงจากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ทั้งพิษณุโลก, พิจิตร, อุตรดิตถ์, กำแพงเพชร, ตาก, นครสวรรค์, อุทัยธานี และสุโขทัย โดยจัดโต๊ะจีน 180 โต๊ะรองรับคนร่วมงาน
ต่อมา นายทักษิณขึ้นเวทีปราศรัยว่า 17 ปีที่รอคอย วันนี้ได้กลับมาหาพี่น้องที่พิษณุโลก ขอบคุณหัวใจพี่น้องทุกคนที่เด็ดเดี่ยว อยากบอกพี่น้องทุกคนว่าวันนี้เราไม่ต้องไปต่อสู้อะไรแล้ว การเมืองวันนี้อยากเห็นทุกฝ่ายมองประเทศไทยเป็นหนึ่ง อยากบอกพี่เสื้อแดงทุกคนว่า ไม่ว่าจะถูกใส่ร้ายป้ายสีในอดีตอย่างไรก็แล้วแต่ ให้อภัย เพราะถือว่าตน ผู้ซึ่งรักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม อยากเห็นคนไทยทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
“ปัญหาหนี้สินครัวเรือนเยอะเหลือเกิน ทำอย่างไรจะให้หนี้คนไทยลดลงได้ ผมก็ได้คิดดังๆ ว่า ย้ำว่าแค่คิดดังๆ ยังไม่ได้ทำ เราคิดว่าต่อไปเราจะซื้อหนี้ทั้งหมดของประชาชนออกจากระบบธนาคารดีไหม แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน แล้วไม่ต้องชำระเต็มจำนวน มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ยกออกจากเครดิตบูโรให้หมด ให้เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำมาหากินใหม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินรัฐบาล
เพราะว่าผมสามารถที่จะให้เอกชนลงทุน วันนี้รัฐบาลเป็นหนี้เยอะ เราเข้ามาหนี้ก็บานตะไทแล้วจะขยับอะไรทีก็เป็นหนี้ไปหมด เราต้องสร้างหนี้ให้น้อยที่สุด แล้วก็สร้างโอกาสให้คนไทยมากที่สุด พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ต้องทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พูด นายกฯพูดพรรคเพื่อไทยพูด ทำแน่นอนแต่ทำวันนี้มันไม่เหมือนสมัยอยู่ไทยรักไทยเพราะพรรคเรามีขนาดเล็กลงมีรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงน้อยลงรัฐมนตรีผสมทำงานด้วยกันไม่คล่องตัว พยายามทั้งนวดทั้งบีบให้ช่วยทำงานหน่อย พ่อมหาจำเริญช่วยทำงานหน่อยเถอะ” นายทักษิณกล่าว
2) ทักษิณ ผู้เคยถวายฎีกา ยอมรับความผิดที่ศาลตัดสินว่าเขาโกง เขาใช้อำนาจโดยมิชอบ เขาหาประโยชน์จากการมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ยังคง “ฟอกตัวเอง”
กับมวลชนที่คลั่งไคล้เขา โดยไม่มี “ความสำนึก” ใดๆ ว่าเคยสารภาพต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ในฎีกาอย่างไร
จากนั้นจึงเล่นกับ “จุดเจ็บปวด” (pain point)ของผู้คน ที่เห็น “ทักษิณเป็นคนมีเงิน” จึงได้ออกตัวเรื่องการ “ซื้อหนี้” โดยไม่ต้องใช้เงินของรัฐเลย
3) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala - - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า แก้ปัญหาหนี้ผิดวิธี โดยบอกว่า…
“…ข่าวเกี่ยวกับอดีตนายกทักษิณ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2568
“นายทักษิณ กล่าวว่า วันนี้ประชาชนมีหนี้จำนวนมาก ซึ่งจะต้องยกหนี้ออกจากเครดิตบูโรให้ทั้งหมด โดยไม่ต้องชำระ เริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่รัฐแก้ปัญหาให้ โดยไม่ใช้เงินรัฐสักบาท จริงๆ พรรคเพื่อไทยจะออกเหรียญดิจิทัล แจกให้ประชาชน ซึ่งเหรียญจะอยู่ในระบบ แล้วรัฐบาลจะเติมเงินสนับสนุน แต่แบงก์ชาติบอกว่าใช้ไม่ได้ ต้องมีเงินทุนมาหนุนหลัง จึงยุติ เพราะกระเป๋าเงินดิจิทัลหลายคนมองไม่ออกนายทักษิณ ย้ำว่า ถ้าทำได้ (เงินดิจิทัล) จะช่วยให้ฟื้นเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันนี้ถ้าเทียบเป็นบ้าน ก็ต้องยอมรับว่า ฐานราก คานคอดิน มันพัง ส่วนเศรษฐกิจตกต่ำยุค “ต้มยำกุ้ง” เป็นแค่หลังคาพัง แต่เราก็ต้องซ่อม เพราะไม่สามารถสร้างหลังใหม่ได้ เพียงต้องใช้เทคโนโลยีมาซ่อมให้ทัน”
“ผมตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดที่จะออกเหรียญดิจิทัลแจกประชาชน เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น ถ้ามองผิวเผิน จะดูเหมือนสวยหรู จะดูคล้ายเป็นการใช้เทคโนโลยีเนรมิตเงิน ออกมาจากอากาศธาตุ จะเป็นมาตรการที่น่าตื่นเต้น ที่จะแก้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างหมดจด ประชาชนก็จะเอาเหรียญดิจิทัลที่ได้รับแจกไปชำระหนี้ที่ธนาคารพาณิชย์ และล้างประวัติที่เครดิตบูโร เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่
“แนวคิดนี้เข้าใจไปว่า รัฐสามารถเอื้อมมือเข้าไปสนับสนุนแก้ปัญหาได้ โดยไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาท แต่ถ้ามองอย่างเข้าใจระบบการเงิน จะต้องมองให้ลึกซึ้งกว่าแค่ผิวเผิน การแจกเหรียญดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนนำไปชำระหนี้นั้น ถ้าเป็นเหรียญที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี ในฐานะส่วนตัว แบบนี้ไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาทแต่คาดเดาได้ว่า ธนาคารพาณิชย์จะไม่เชื่อเครดิตในเหรียญดังกล่าว ยกเว้นเหรียญที่ออกโดยครอบครัวของนายกรัฐมนตรีเองซึ่งเป็นผู้มีฐานะ
“แต่จะให้ความเชื่อถือได้ ก็ต่อเมื่อมีกลไกตามกฎหมายที่ธนาคารพาณิชย์จะสามารถบังคับให้คณะรัฐมนตรีผู้ออกเหรียญ จะต้องควักกระเป๋าชำระเงินตามเหรียญเหล่านั้น เมื่อครบกำหนด
“ส่วนกรณีเป็นการแจกเหรียญดิจิทัล ที่ออกโดยรัฐบาลไทย เพื่อให้ประชาชนนำไปชำระหนี้นั้น ขอเรียนว่า มีสภาพไม่ต่างจากการเพิ่มหนี้สาธารณะ
“อธิบายแบบง่ายๆ คือ โอนหนี้ธนาคารพาณิชย์ของประชาชนที่มีปัญหาไม่สามารถคืนหนี้ มาเป็นหนี้ของประชาชนผู้เสียภาษีทั้งประเทศ
“ผมจึงจะขอแนะนำ อย่ามองนโยบายแต่เพียงผิวเผินจะต้องมองให้ทะลุถึงแก่น
“เมื่อทำเช่นนี้ จะเห็นได้ง่ายกว่า ข้อเสนอแนวคิดนี้เพียงแต่ย้ายปัญหา จากที่แห่งหนึ่ง เอาไปวางไว้อีกแห่งหนึ่ง
“เพียงแต่ย้ายปัญหา จากประชาชนกลุ่มเล็ก ที่เป็น NPL ไปเป็นภาระของคนทั้งประเทศ ยาวไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน” นายธีระชัยระบุ
วิเคราะห์ :จะเห็นเลยว่า ไม่ว่าทักษิณพูดอะไร จะมีคน “งับต่อ”
คนงับต่อมี 2 แบบ คือ คนที่ทักษิณกับพวกชุบเลี้ยงไว้ หรืออยากได้รับการอุปถัมภ์จากทักษิณ ก็จะขยายผลในเชิงบวกอวยยศ อวยสมอง ให้เข้าหูเข้าตาทักษิณ
กับคนงับแบบวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ ตลอดจนจิกด่าซึ่ง “ความเป็นทักษิณ” นั้น “หนา” พอที่จะทนทานได้ ไม่ใส่ใจ แค่ใช้คนกลุ่มนี้ดึงเวลา-เวที แห่งการวิเคราะห์วิจารณ์ จากการ “เล่นงานลูกสาว” มาอยู่ที่ตัวเองแทน แล้วทุกอย่างก็ดำเนินต่อไป
อะไรที่อยากให้พรรคร่วมรองมือรองตีน ก็เล่นบทตวาดเสียทีหนึ่ง หรือไม่ก็ให้มีการตรวจสอบ “แผล” ของพรรคร่วม ประเดี๋ยวก็แล่นมาหา มาเคล้าแข้งเคล้าขาเลียแล้วเลียอีก
ดูพฤติกรรมของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยดูกระไร ยังไม่รวม “พระเตมีย์ใบ” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติอีก 1 คน
ทักษิณจึงเป็น “คนคุมเกม” ฝ่ายรัฐบาลดีลกับฝ่ายค้าน และหาหนทาง “ต่อรองกับอำนาจเหนือกว่า” อยู่เสมอ!!