โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดงบการเงินดูความร่ำรวย แมนฯ ยูฯ ทีมที่จะถูกซื้อด้วยสถิติ “ดีลใหญ่สุดของวงการกีฬา”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ต.ค. 2566 เวลา 12.45 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. 2566 เวลา 16.32 น.
สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด/ Oli SCARFF / AFP

ถึงแม้ไม่ได้ครองถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกมาหลายปี ส่วนแชมป์ยุโรปนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่สิ่งที่ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเหนือกว่าใครในบรรดาสโมสรฟุตบอลอังกฤษก็คือ ความร่ำรวยมั่งคั่ง

และไม่ใช่แค่ร่ำรวยเหนือกว่าใครในสหราชอาณาจักร แต่ยังเป็นสโมสรฟุตบอลที่รวยอันดับต้น ๆ ของโลก ในช่วงที่ผลงานในสนามยังดีหรือไม่เพลี่ยงพล้ำมากนัก ตำแหน่ง “สโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก” ก็อยู่ในมืออย่างต่อเนื่องแบบสวย ๆ

ตอนนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในสปอตไลต์ของข่าวธุรกิจ เพราะหลังจากที่ตระกูลเกลเซอร์ เศรษฐีอเมริกันที่เป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมดของสโมสรมานาน 17 ปีประกาศว่าต้องการขายกิจการสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มีข่าวว่ามีมหาเศรษฐีมากหน้าหลายตาสนใจเข้าซื้อ

มีข่าวว่าผู้ที่สนใจซื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีอยู่ 5 ราย ได้แก่ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ (Sir Jim Ratcliffe) มหาเศรษฐีชาวอังกฤษซึ่งเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง, กลุ่มธุรกิจไม่เปิดเผยชื่อจากสหรัฐอเมริกา, Qatar Sports Investments กลุ่มทุนจากกาตาร์ซึ่งเชื่อมโยงกับราชวงศ์, กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย และ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) นักธุรกิจจอมปั่นที่เข้าไปวงการไหนก็สร้างความปั่นป่วนที่นั่น

สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่าสองผู้ท้าชิงที่มีความจริงจังและมีความเป็นไปได้ที่จะคว้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปมากที่สุดก็คือ จิม แรตคลิฟฟ์ กับกลุ่มทุนจากกาตาร์

ตามรายงานของ Reuters อ้างคำบอกเล่าของแหล่งข่าวว่า ตระกูลเกลเซอร์ต้องการขายในราคาสูงถึง 7,000 ล้านปอนด์

และ Reuters คาดว่า ดีลนี้จะเป็นดีลใหญ่ที่สุดเท่าที่วงการกีฬาเคยมีมา

การยื่นเสนอราคาซื้อจะหมดเขตในเวลา 22.00 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 ตามเวลาอังกฤษ ซึ่งตรงกับช่วงเช้ามืดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ตามเวลาประเทศไทย

ก่อนที่เราจะได้ทราบกันว่าใครจะเป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คนใหม่ จะเป็นคนที่ถูกใจแฟน ๆ ปีศาจแดงหรือไม่ “ประชาชาติธุรกิจ” ขอชวนเปิดงบการเงิน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูว่าสโมสรนี้มีความร่ำรวย ความปัง มีจุดแข็งและโอกาสทางธุรกิจอย่างไรบ้าง ที่ทำให้บรรดาผู้มั่งคั่งหมายปองอยากได้ไปครอบครอง

รายได้ปีละมากกว่า 500 ล้านปอนด์ แต่รายจ่ายก็สูง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบ่งที่มาของรายได้ออกเป็น 3 ส่วน คือ Commercial เช่น ขายของที่ระลึก ค่าสปอนเซอร์, Broadcasting ส่วนแบ่งลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด และ Matchday รายได้จากตั๋วให้เข้าชมการแข่งขัน รวมถึงการขายอาหารเครื่องดื่มในสนาม

ผลประกอบการของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใน 5 ปีงบการเงินล่าสุด
(หมายเหตุ : ประชาชาติธุรกิจค้นจากงบการเงินที่สโมสรเผยแพร่อย่างเป็นทางการ)

-ปีงบการเงิน 2022 (1 กรกฎาคม 2021-30 มิถุนายน 2022) รายได้ 583 ล้านปอนด์ ขาดทุน 115.5 ล้านปอนด์

-ปีงบการเงิน 2021 (1 กรกฎาคม 2020-30 มิถุนายน 2021) รายได้ 494 ล้านปอนด์ ขาดทุน 92 ล้านปอนด์

-ปีงบการเงิน 2020 (1 กรกฎาคม 2019-30 มิถุนายน 2020) รายได้ 509 ล้านปอนด์ ขาดทุน 23 ล้านปอนด์

-ปีงบการเงิน 2019 (1 กรกฎาคม 2018-30 มิถุนายน 2019) รายได้ 627 ล้านปอนด์ กำไร 19 ล้านปอนด์

-ปีงบการเงิน 2018 (1 กรกฎาคม 2017-30 มิถุนายน 2018) รายได้ 590 ล้านปอนด์ ขาดทุน 38 ล้านปอนด์

เปิดงบการเงิน แมนฯ ยูฯ

อย่างที่เราทราบกันว่าในปี 2020-2022 ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผลประกอบการในปีการเงิน 2020-2022 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

รายงานที่จัดทำโดย KPMGเผยแพร่เมื่อปี 2021 ระบุว่า ในฤดูกาลแข่งขัน 2019-2020 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้รายได้จากการดำเนินงาน (operating revenue) หดหายมากที่สุดเป็นอันดับ 7 ในบรรดาสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ในยุโรป โดยรายได้ลดลง 18.5% กำไรลดลง 47.9% จากปีงบการเงินก่อนเกิดโควิด-19

สำหรับปีการเงิน 2023 (1 กรกฎาคม 2022-30 มิถุนายน 2023) ฝ่ายบริหารสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดว่าจะทำรายได้ 610 ล้านปอนด์ และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 140 ล้านปอนด์

ซึ่งหากยก EBITDA ขึ้นมาโชว์แบบนี้ ก็คาดได้ว่าเบ็ดเสร็จแล้วน่าจะยังไม่มีกำไร คงยังขาดทุนเหมือนปีที่ผ่านมา

มูลค่าสโมสรสูงอันดับต้น ๆ ของโลก

ถึงแม้จะขาดทุนมาหลายปี แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งการประเมินมูลค่าที่ว่านี้จะประเมินจากหลายองค์ประกอบ อย่างเช่น มูลค่าแบรนด์สโมสรนั้น ๆ ทรัพย์สินและหนี้สินที่สโมสรมี รวมไปถึงมูลค่าของนักเตะในทีม

นิตยสารฟอร์บส (Forbes) ประเมินแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลที่มูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ในปี 2022 ด้วยมูลค่า 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,700 ล้านปอนด์ (คำนวณ ณ เดือนพฤษภาคม 2022) ส่วนในปี 2021 ฟอร์บสประเมินว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีมูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก

ก่อนหน้านั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงอันดับ 1 ของโลกในปี 2017 และ 2018 ด้วยมูลค่า 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 4,123 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

ยิ่งถ้าย้อนไปดูในยุคที่อยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และยังไม่ห่างหายจากความสำเร็จในสนาม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครองตำแหน่งสโมสรฟุตบอลที่มูลค่าสูงที่สุดในโลกติดต่อกันตั้งแต่ปี 2007 ถึงปี 2012 ก่อนเสียบัลลังก์ให้ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ในช่วงปี 2013-2016 แล้วทวงตำแหน่งคืนมาได้ในปี 2017-2018 ก่อนจะเสียตำแหน่งไปอีกครั้งในปี 2019 และจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถทวงตำแหน่งกลับคืนมาได้อีก

ทำไมใคร ๆ ก็อยากครอบครอง

ในรายงานของ Reutersมีความเห็นน่าสนใจของ แอนดี้ คูร์รี (Andy Currie) หุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทที่ปรึกษาและบริการทางการเงิน Alantra ในสหราชอาณาจักร ที่อธิบายถึงดีลนี้ว่า สำหรับผู้ซื้อที่มีศักยภาพ สโมสรฟุตบอลอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็น trophy assets หรือสินทรัพย์หายากเป็นพิเศษ ที่มีแรงผลักดันคือ ความรู้สึกพิเศษเฉพาะตัวของการได้ครอบครอง เป็นเหตุผลคล้ายกับการที่นักสะสมยอมจ่ายเงินจำนวนมากซื้อภาพวาด

“ผมมีลูกค้าที่ซื้องานศิลปะโดยเชื่อว่ามันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่การจ่ายเงินหลายสิบล้านสำหรับงานศิลปะนั้นไม่ได้มีเหตุผลเรื่องกำไรและขาดทุนเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของผู้ซื้อกับแบรนด์ และการที่ผู้ซื้ออยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์นั้นแค่ไหนมากกว่า”

ความเห็นของ แอนดี้ คูร์รี ระบุเหตุผลในด้านการให้คุณค่าทางความรู้สึก แต่เหตุผลทางธุรกิจน่าจะมีน้ำหนักมากกว่า หรืออย่างน้อยก็ไม่น้อยไปกว่ากัน

มัลคอล์ม เกลเซอร์ (Malcolm Glazer) ซื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2005 ด้วยเงิน 790 ล้านปอนด์ หรือ 947 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเวลานั้น

17 ปีกว่าที่ผ่านมาตระกูลเกลเซอร์ได้กำไรไปเกินจะนับ และราคา 7,000 ล้านปอนด์ที่พวกเขาต้องการจะขายในเวลานี้คิดเป็นเกือบ 900% ของราคาที่ซื้อมา แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว ราคาที่ขายได้จริงอาจไม่ถึงตัวเลขที่พวกเขาอยากได้ แต่มันก็เป็นกำไรมากกว่า 500% แน่ ๆ

ตัวเลขบ่งชี้ชัดว่าสโมสรฟุตบอลแห่งนี้เป็นโอกาสในการทำเงิน

แม้ขาดทุนบ่อย แต่แบรนด์แข็งแกร่ง มีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก

จุดแข็งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เราสามารถวิเคราะห์เองได้ง่าย ๆ ก็คือ ฟุตบอลเป็น soft power ที่ทรงพลังที่สุดในโลก ไม่มีทางเสื่อมพลังและมนต์ขลังลงในเวลาอันใกล้หรือแม้แต่อีกสี่ห้าชั่วอายุคน

นั่นหมายความว่า ใครได้ครอบครองสโมสรฟุตบอลย่อมมีโอกาสทำเงินไปอีกยาว ๆ หากไม่อยากขายเอากำไรก็ส่งต่อเป็นมรดกชั้นดีไปให้ลูกหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสโมสรฟุตบอลที่มีแฟนบอลมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเป็นแบรนด์ที่มีพลังทางการตลาดอย่างสูง ย่อมมีทางหาเงิน-เก็บกินผลประโยชน์ได้ไปอีกนาน

ส่วนในภาพรวมของวงการฟุตบอล ก็มีความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่บอกว่า ความต้องการซื้อสโมสรในพรีเมียร์ลีกกำลังเติบโต ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากรายรับที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทั่วโลก ศักยภาพในการพัฒนาสนามใหม่พร้อมขายสิทธิ์การตั้งชื่อสนามให้กับแบรนด์ต่าง ๆ และโอกาสในการทำข้อตกลงกับสปอนเซอร์ทั่วโลก

ในงบการเงินปี 2022 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประเมินจุดแข็งของตัวเองไว้หลายข้อ ข้อแรกคือ การเป็นหนึ่งในทีมกีฬาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

ข้อที่สอง คือ การเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกและมีผู้สนับสนุนจำนวนมากทั่วโลก ด้วยจำนวนผู้ติดตาม 1,100 ล้านคน

“ฐานผู้ติดตามของเรานั้นกว้างและหลากหลาย อยู่เหนือวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ ภาษา กลุ่มทางสังคมและประชากรศาสตร์ และเราเชื่อว่าความแข็งแกร่งของแบรนด์ของเรานั้นไปไกลกว่าโลกกีฬา”

ข้อถัดมา คือ มีความสามารถในการสร้างรายได้จากแบรนด์ได้อย่างประสบความสำเร็จ “ด้วยความนิยมและคุณภาพของแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก ทำให้เราเป็นพันธมิตรทางการตลาดที่น่าสนใจสำหรับบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก ชุมชนผู้ติดตามของเราแข็งแกร่งในประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging market) ซึ่งช่วยให้เราสามารถนำเสนอสื่อและช่วยสร้างการเติบโตแก่พันธมิตรของเราในตลาดเหล่านี้”

ซึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ตระหนักว่าต้องรักษาและพัฒนาแบรนด์และชื่อเสียงของสโมสรอยู่เสมอ เพื่อการเติบโตทางธุรกิจ

“หากเราไม่สามารถรักษาและพัฒนาปรับปรุงแบรนด์กับชื่อเสียงของเรา โดยเฉพาะในตลาดใหม่ ๆ หรือหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้แบรนด์และชื่อเสียงของเราเสียหาย ความสามารถในการขยายฐานผู้ติดตาม ผู้สนับสนุน และพันธมิตรทางการค้า หรือการขายผลิตภัณฑ์ของเราในเชิงปริมาณ อาจอ่อนแอได้”

อีกข้อที่น่าสนใจ คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มองตนเองว่า มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการตลาดที่ดี ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ในหมวด Commercial ได้ดี

และยังมีข้อที่พูดถึงการมีสื่อที่แข็งแกร่งของตัวเอง ซึ่งความแข็งแกร่งนั้นก็เชื่อมโยงโดยตรงกับจำนวนผู้สนับสนุนและติดตามสโมสร อย่างที่ระบุไว้ในข้อต้น ๆ แล้ว

ในโลกของฟุตบอล เราอาจจะได้เห็นในข่าวว่าแฟน ๆ ในท้องถิ่นยังคาดหวังอยากให้ทีมฟุตบอลเป็นทีมของท้องถิ่น ไม่ขึ้นอยู่กับธุรกิจมากนัก แต่ในยุคนี้ก็ต้องยอมรับว่า ทีมกีฬาของคนท้องถิ่นแบบนั้นเหลือน้อยเต็มที

และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เดินอยู่แถวหน้าของบรรดาสโมสรฟุตบอลที่เป็นธุรกิจเต็มตัวมานานหลายปีแล้วซึ่งก็เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า การเป็นสโมสรใหญ่ที่มีเงินมากกว่าย่อมมีโอกาสสร้างความสำเร็จในสนามได้มากกว่าทีมเล็กที่มีเงินน้อย ดังนั้น การบาลานซ์ระหว่างฟุตบอลกับธุรกิจให้ไปด้วยกันได้ดี จึงเป็นความท้าทายของผู้บริหารที่ต้องรับผิดชอบทั้งต่อความคาดหวังของแฟน ๆ และต่อความคาดหวังของเจ้าของ-ผู้ถือหุ้นไปในเวลาเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...