โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล’ องค์การเภสัชฯฉกความได้เปรียบเดินเครื่อง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลอดระยะเวลา 60 ปี องค์การเภสัชกรรม(อภ.) หรือ GPO ได้ดำเนินภารกิจด้านการวิจัย พัฒนา ผลิต และจัดหายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีศักยภาพการผลิตยามากกว่า 1 แสนล้านเม็ดต่อปี สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศได้มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางยาของประเทศไทย

ทิศทางแห่งอนาคต อภ.กำลังเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ยกระดับสู่การเป็น Global Innovation Gateway หรือ ประตูเชื่อมโยงนวัตกรรมยาระดับโลก โดยพัฒนาจากการผลิตยาเม็ดแบบเดิมไปสู่กลุ่มยาชีววัตถุที่ทันสมัย และเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง หรือ ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยเซลล์บำบัด ยีนบำบัด เพื่อให้เท่าทันเทรนด์โลกที่กำลังมุ่งไปสู่การรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะเจาะจงต่อบุคคล

เดินเครื่องวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ในวาระครบรอบ 60 ปี อภ.ประกาศทิศทางการยกระดับจากผู้ผลิตยาภายในประเทศ สู่ Global Innovation Gateway เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคของยาชีววัตถุและการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) ประกอบด้วย การรักษาด้วยเซลล์บำบัด ยีนบำบัด

และผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการเภสัชกรรมในระดับภูมิภาค เพราะหากไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ไทยอาจต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในนวัตกรรมที่อภ.กำลังวิจัย คือ "วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล (Personalized Cancer Vaccine)" ซึ่งเป็นการฉีกกฎการรักษาแบบเดิมที่ใช้สารเคมีครอบคลุมทุกคน มาเป็นการรักษาที่ออกแบบมาเพื่อคนไข้คนนั้นโดยเฉพาะ กระบวนการเริ่มต้นจากการที่แพทย์ตรวจรหัสพันธุกรรมหรือยีนของคนไข้และเซลล์มะเร็ง จากนั้นจึงสกัดข้อมูลความจำเพาะเจาะจงส่งมาให้องค์การเภสัชกรรมผลิตยาที่ตรงกับ "ลำดับพันธุกรรม" ของมะเร็งในบุคคลนั้น

แล้วใช้ไวรัสตัวที่อภ.มีศักยภาพในการเลี้ยงได้จากการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่และ โควิดที่ เป็นตัวนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์มะเร็ง วิธีการนี้ช่วยลดผลข้างเคียงที่มักเกิดจากการทำคีโมเทอราปีแบบเดิม และให้ประสิทธิภาพการรักษาที่ตรงเป้า

ความได้เปรียบของอภ.ในการก้าวสู่สนามการผลิตวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล คือ การต่อยอดจากความชำนาญเดิมในการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนโควิด-19 โดยอภ. มีศักยภาพในการ "เลี้ยงไวรัส” ให้รอดและมีความแข็งแรง โดยเป็นไวรัสที่ไม่เกิดโทษกับคน และจำเพาะเจาะจงกับเซลล์ที่เป็นมะเร็ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการนำไวรัสมาเป็นพาหะ (Vector) เพื่อนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์เป้าหมายในร่างกายคนไข้

ขณะนี้ผ่านขั้นตอน proof of concept เรียบร้อยแล้ว คือ มีความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีอย่างมาก และอยู่ในขั้นตอนเจรจาธุรกิจ โดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมีองค์ความรู้ และอภ.มีความชำนาญในการใช้เลี้ยงไวรัส ก็นำสองส่วนนี้มาผนวกเข้าด้วยกัน จากนั้นก็เริ่มผลิตและวิจัยได้ทันที

เป้าทำราคาให้คนไทยเข้าถึงมากขึ้น

“การพัฒนาวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล เป็นการนำยีนของคนไข้มาสกัด เพื่อผลิตยารักษาที่ตรงเป้าหมายกับมะเร็งของบุคคลนั้นโดยเฉพาะ แล้วใช้ไวรัสเป็นตัวนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์มะเร็ง ทำให้รักษาได้ตรงเป้า ช่วยลดผลข้างเคียงและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้มากกว่าวิธีการแบบเดิม โดย อภ.ใช้ความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงไวรัสมาประยุกต์ใช้”

อีกทั้ง ปัจจุบัน อภ. ไม่เพียงแต่พัฒนาวิจัยนี้เอง แต่ยังรับจ้างผลิตให้กับบริษัทนวัตกรรมจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เพื่อนำไปใช้ในงานวิจัย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงมาตรฐานการผลิตที่เป็นยอมรับในระดับสากล

สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ของอภ. อยู่ตรงที่ต้องทำให้ "นวัตกรรมราคาแพง" กลายเป็น "สวัสดิการที่เข้าถึงได้" พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า ปัจจุบันการรักษาด้วยวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลในโรงพยาบาลเอกชนมีราคาราว 4 ล้านบาทต่อเคส แต่ด้วยการสร้าง Economy of Scale หรือการผลิตในระดับอุตสาหกรรมขององค์การฯ

จึงตั้งเป้าหมายที่จะลดราคาต้นทุนการรักษาลงมาให้เหลือเพียงประมาณ 500,000 บาทต่อเคส แม้ตัวเลขนี้อาจดูสูงเมื่อเทียบกับการรักษาปัจจุบันที่อยู่ที่ 2-3 แสนบาทต่อเคส แต่ประสิทธิภาพการรักษา คุณภาพชีวิต และผลตอบแทนโดยรวมที่ดีขึ้น

ร่วมศิริราช พัฒนาสเต็มเซลล์ข้อเข่าเสื่อม

นอกจากนี้ อภ. ยังหาพาร์ทเนอร์ชิปทั้งในและต่างประเทศ อย่างเช่น ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสเต็มเซลล์ เพื่อรักษาอาการเข่าเสื่อม ซึ่งจะช่วยให้คนไข้ไม่ต้องรับการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งองค์การฯมีศักยภาพในการผลิตได้อยู่แล้ว ที่ผ่านได้ทำในระดับการทดลองไพลอตสเกล (Pilot Scale)

เหลือเพียงการขึ้นทะเบียนมาตรฐานโรงงานผลิตด้านนี้โดยเฉพาะกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ที่ได้ออกเกณฑ์เรื่องนี้มาเมื่อปี 2568 เท่านั้น คาดว่าต้นปี 2570 น่าจะแล้วเสร็จ ก็จะสามารถผลิตในนามของอภ. รวมถึง การวิจัยเรื่องเอ็กโซโซม (Exosome) สำหรับการดูแลผิวพรรณและความงาม ทำเป็นเครื่องสำอาง สกินบูสเตอร์ และการพัฒนาเทคโนโลยี mRNA กับเครือข่ายวิจัยระดับโลก เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งและอื่นๆ

“ความก้าวหน้าของ ATMPsได้รับการสนับสนุนจากกฎระเบียบใหม่ของ อย. ที่จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้าน ATMPs ขึ้นมา ซึ่งอาจช่วยย่นระยะเวลาการวิจัยและพัฒนาจาก 5 ปี ให้เหลือเพียง 3 ปี เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนได้เร็วที่สุด”พญ.มิ่งขวัญกล่าว

กระจายความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน

ขณะที่โรงงานผลิตยารังสิต เฟส 2 คาดว่าจะเปิดดำเนินการในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งในมิติของความมั่นคงทางยาและการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ อภ. ได้ปรับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่พึ่งพาวัตถุดิบจากสหรัฐอเมริกาและอินเดียเป็นหลัก ปัจจุบันได้ขยายฐานคู่ค้าไปยังยุโรปและจีน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าในภาวะวิกฤติคนไทยจะไม่ขาดแคลนยา เนื่องจากปัจจุบันนั้นโลกปัจจุบันไม่ใช่ยุคโลกาภิวัตน์อีกต่อไป แต่เป็นยุคหลังโลกาภิวัตน์

กำจัดตับอักเสบซี-ยาเอดส์แบบฉีด

ท้ายที่สุด พญ.มิ่งขวัญ ย้ำว่า องค์การฯ องค์การฯไม่เพียงมุ่งผลิตยาเท่านั้น แต่ยังสร้างรากฐานเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาวัตถุดิบยา (API) ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งปัจจุบันไทยยังต้องนำเข้า API มากกว่า 95% ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน ได้แก่ การพัฒนา GPO-L-One สำหรับผู้ป่วยโลหิตจางธาลัสซีเมีย ที่ช่วยลดราคายาจากเม็ดละ 60 บาท เหลือเพียง 3.50 บาท และช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐได้กว่า 2,260 ล้านบาทต่อปี

โรคตับอักเสบซี (Hepatitis C) ซึ่งอภ. สามารถผลิตยารักษาที่มีประสิทธิภาพสูง หายขาดได้มากกว่า 95% ในราคาต้นทุนที่ลดลงจากหลักหมื่นเหลือเพียง 8,000 บาทต่อราย โดยมีการตั้งเป้าหมายร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ว่าจะกำจัดโรคตับอักเสบซีให้หมดไปจากประเทศไทยภายในเวลา 3 ปี

รวมถึง เรื่องยารักษาและป้องกันโรคเอดส์ใหม่ กำลังพัฒนาจากยาที่ต้องกินทุกวันเป็นยาฉีดเดือนละครั้ง คาดว่าน่าจะประมาณ 2-3 ปีจะแล้วเสร็จ และมียาช่วยเลิกบุหรี่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่อภ.ผลิตและจำหน่ายรายแรกในประเทศไทย และได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2567

การดำเนินงานทั้งหมดนี้สะท้อนถึง องค์การเภสัชกรรมในยุคใหม่ไม่ใช่เพียงโรงงานผลิตยาเม็ด แต่คือกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง ให้เกิดความมั่นคงทางยาของประเทศและความเท่าเทียมในสังคม ก้าวสู่การเป็นประตูเชื่อมโยงนวัตกรรมยาระดับโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...