แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ บทพิสูจน์ช่องว่าง ซิตี้ยุคเป๊ป กับ ยูไนเต็ดไร้ตัวตน
แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ กับความจริงที่ไม่อาจมองข้าม
ศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ไม่ได้เป็นเพียงเกมแห่งศักดิ์ศรีของเมืองอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นกระจกสะท้อนความแตกต่างของสองสโมสรอย่างชัดเจน ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การนำของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่มีอัตลักษณ์แน่นอน กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังคงต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางความปั่นป่วนทั้งในและนอกสนาม
การพบกันครั้งที่ 198 ของสองทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ คือภาพแทนของ “ความต่อเนื่อง” ปะทะ “ความไม่แน่นอน” ฝั่งหนึ่งคือกุนซือชาวสเปนที่ยืนระยะคุมทีมเกือบทศวรรษ พร้อมพาทีมลุ้นแชมป์ทุกรายการ ขณะที่อีกฝั่ง ยูไนเต็ดต้องใช้งาน ไมเคิล คาร์ริค ในบทบาทกุนซือชั่วคราว ท่ามกลางฤดูกาลที่เต็มไปด้วยคำถาม เกมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องผลแพ้ชนะ แต่คือบทพิสูจน์ระหว่างทีมที่มีตัวตนชัดเจน กับทีมที่ยังตามหาทิศทางของตัวเอง
อัตลักษณ์ที่ชัดเจน คือเส้นแบ่งของสองแมนเชสเตอร์
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปลี่ยนผู้จัดการทีมมาแล้วหลายยุค ตั้งแต่กุนซือระดับแชมป์อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ไปจนถึงโค้ชรุ่นใหม่อย่าง รูเบน อโมริม แต่ไม่ว่าชื่อใดจะเข้ามา สิ่งที่ยังไม่เคยถูกตอบอย่างชัดเจนคือ ยูไนเต็ดควรเล่นฟุตบอลแบบใด และมีอัตลักษณ์แบบไหน
ในทางกลับกัน นับตั้งแต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รูปแบบการเล่นยังคงชัดเจน แม้มีการเปลี่ยนถ่ายนักเตะและทีมงานอย่างต่อเนื่อง ฟุตบอลครองบอลที่แม่นยำ การเคลื่อนที่เป็นระบบ และการเพรสซิ่งตั้งแต่แดนบน คือเครื่องหมายการค้าของซิตี้ในยุคเป๊ป
ฤดูกาลนี้ ยูไนเต็ดตกรอบบอลถ้วยตั้งแต่ช่วงต้น และตามหลังกลุ่มหัวตารางหลายคะแนน เป้าหมายหลักจึงเหลือเพียงการลุ้นจบท็อปไฟว์เพื่อกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ขณะที่ซิตี้ยังคงเดินหน้าไล่ล่าแชมป์ในทุกรายการอย่างต่อเนื่อง
ใช้เงินใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันสุดขั้ว
ชื่อของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถูกบันทึกไว้แล้วในฐานะผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเมื่อพิจารณาผลงานกับ บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค คำว่า “กุนซือที่ดีที่สุดในโลก” ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากฝีมือเป๊ปเพียงลำพัง แต่มีรากฐานจากโครงสร้างสโมสรที่แข็งแรง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร ตั้งแต่ยุคของ ซิกิ เบกิริสไตน์ จนถึงการส่งต่อแนวคิดให้ อูโก วีอานา ที่เข้ามาสานงานได้อย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่ปี 2016 เป๊ปมีเน็ตสเปนด์ราว 957 ล้านปอนด์ แต่สิ่งที่ซิตี้ได้รับกลับมาคือความสำเร็จในสนาม ด้วยผลงาน 18 โทรฟี รวมถึง พรีเมียร์ลีก 6 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 2023 แม้ประเด็นคดีการเงิน 115 ข้อกล่าวหายังรอคำตัดสิน แต่ในมุมฟุตบอลล้วน ๆ เป๊ปคือคนที่รู้ชัดว่าจะเปลี่ยนเม็ดเงินให้กลายเป็นถ้วยแชมป์ได้อย่างไร
ในขณะที่ฝั่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใช้เงินในตลาดนักเตะไม่น้อยไปกว่าคู่ปรับร่วมเมือง แต่กลับขาดทิศทางที่ชัดเจน การเปลี่ยนกุนซือและแนวคิดแทบทุกฤดูกาล ทำให้ทีมต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ผลงานในสนามไม่สอดคล้องกับงบประมาณที่ทุ่มลงไป
ดาร์บี้ที่ตอกย้ำ “ช่องว่าง” ระหว่างสองสโมสร
ศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จึงไม่ใช่แค่เกมแห่งศักดิ์ศรี แต่เป็นภาพสะท้อนช่องว่างของสองสโมสรที่ชัดเจนขึ้นทุกปี เป๊ปต้องเผชิญหน้ากับกุนซือยูไนเต็ดแทบทุกยุค ตั้งแต่ โชเซ่ มูรินโญ่, โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์, ราล์ฟ รังนิก, เอริก เทน ฮาก จนถึง รูเบน อโมริม แต่ยังไม่มีกุนซือรายใดสามารถยืนระยะท้าทายความเหนือกว่าของซิตี้ได้อย่างแท้จริง
สถิติบ่งชี้ชัด เป๊ปพาแมนฯ ซิตี้ ดวลยูไนเต็ดรวม 26 นัด คว้าชัยได้ถึง 14 ครั้ง แม้ปีศาจแดงจะเคยสร้างเซอร์ไพรส์ในนัดชิง เอฟเอ คัพ 2024 แต่เมื่อมองในภาพรวม ความได้เปรียบยังคงเทไปทางฝั่งสีฟ้าอย่างต่อเนื่อง
ตลอดยุคกวาร์ดิโอล่า ยูไนเต็ดไม่เคยจบอันดับในพรีเมียร์ลีกเหนือซิตี้ได้เลย และแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ หลายต่อหลายครั้ง ก็กลายเป็นเวทีตอกย้ำความแตกต่างด้านระบบ ความต่อเนื่อง และคุณภาพทีม ที่สะท้อนความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของสองฝั่งเมืองแมนเชสเตอร์