Citigroup ดาวน์เกรด “หุ้นยุโรป” ครั้งแรกในรอบปี เพิ่มน้ำหนักหุ้นญี่ปุ่น
Citigroup ดาวน์เกรด "หุ้นยุโรป" ครั้งแรกในรอบปี เหลือ “เป็นกลาง” (neutral) ปมความตึงเครียดกรีนแลนด์ และเพิ่มน้ำหนักหุ้นญี่ปุ่นเป็น “มากกว่าตลาด” (overweight)
วันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 10.03 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup Inc.) ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในหุ้นยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี โดยให้เหตุผลว่าความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและสหรัฐที่ย่ำแย่ลง จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันแผนเข้ายึดครองกรีนแลนด์ ได้บั่นทอนมุมมองการลงทุนในระยะใกล้
บีตา แมนธีย์ นักกลยุทธ์ของซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า “การยกระดับความตึงเครียดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกครั้งล่าสุด และความไม่แน่นอนด้านภาษีศุลกากร ได้กระทบต่อเหตุผลในการลงทุนในหุ้นยุโรปในระยะสั้น” และส่งผลลบต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในภูมิภาคนี้
ซิตี้กรุ๊ปปรับลดน้ำหนักหุ้นยุโรป (ไม่รวมสหราชอาณาจักร) ลงมาอยู่ที่ระดับ “เป็นกลาง” (neutral) ในการจัดสรรการลงทุนทั่วโลก เนื่องจากมุมมองการลงทุนระยะสั้นที่อ่อนแอลง ขณะเดียวกัน ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นญี่ปุ่นเป็น “มากกว่าตลาด” (overweight) จากเดิมที่ระดับเป็นกลาง
หุ้นยุโรปซึ่งทำผลงานเหนือกว่าหุ้นสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา ร่วงลงในวันจันทร์ หลังทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีใหม่ต่อประเทศที่สนับสนุนกรีนแลนด์ โดยสหภาพยุโรปกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ ซึ่งรวมถึงการเรียกเก็บภาษีกับสินค้าสหรัฐมูลค่า 108,000 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้แมนธีย์ถือเป็นหนึ่งในนักกลยุทธ์วอลล์สตรีทรายแรก ๆ ที่ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นยุโรปเป็นมากกว่าตลาดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ในช่วงที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังหลีกเลี่ยงตลาดยุโรป โดยดัชนี Stoxx Europe 600 ปรับขึ้นแล้ว 17% นับตั้งแต่นั้น
อย่างไรก็ดีปฏิกิริยาของตลาดในครั้งนี้อาจเป็นเพียงระยะสั้น จนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านภาษีรอบล่าสุด ขณะที่แนวคิดการลงทุนแบบ “TACO trade” ที่ยังแพร่หลายในหมู่นักลงทุน อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการปรับฐานซ้ำรอยหลังเหตุการณ์ “Liberation Day”
ในระยะนี้ นักกลยุทธ์ของซิตี้กรุ๊ปมองว่าตลาดเกิดใหม่และตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีความคุ้มค่าด้านความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยระบุว่า “แม้เป้าหมายของเรายังชี้ว่าดัชนี Stoxx 600 มีโอกาสปรับขึ้นภายในสิ้นปี 2569 แต่เรามองว่ามีตลาดอื่นที่ให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่น่าสนใจกว่า”
ทีมของแมนธีย์ระบุว่า หุ้นญี่ปุ่นได้เข้ามาแทนที่ยุโรปในฐานะตลาดที่ได้รับคำแนะนำมากกว่าตลาดในพอร์ตการลงทุน โดยมองว่าตลาดญี่ปุ่นมีปัจจัยหนุนระยะยาวต่อกำไรและมูลค่าหุ้น จากภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาและปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ
อ้างอิง : bloomberg.com