โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมสุขภาพจิต แนะสังเกต 5 สัญญาณเสี่ยงจิตเวชรุนแรง ชู SMI-V Scan สกัดเหตุอันตรายก่อนบานปลาย

สยามรัฐ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กรมสุขภาพจิต เน้นย้ำมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุกผ่านระบบ SMI-V Scan เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยงจิตเวชรุนแรงและป้องกันอุบัติการณ์ความรุนแรงในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดการรักษาอย่างต่อเนื่องหรือมีภาวะการใช้สารเสพติดร่วม พร้อมชี้แจงแนวทางตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการแจ้งเหตุและนำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงที

(20 ก.พ.69) นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ข่าวในช่วงนี้ที่ปรากฏกรณีบุคคลซึ่งสงสัยว่ามีอาการทางสุขภาพจิตร่วมกับการใช้สารเสพติด และแสดงพฤติกรรมที่สร้างความหวาดระแวงซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นใจด้านความปลอดภัยของประชาชน กรมสุขภาพจิตขอเน้นย้ำความสำคัญของการสังเกตอาการผ่านแนวทาง SMI-V Scan (Serious Mental Illness – Violence Scanning) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่ขาดการรักษาต่อเนื่องหรือมีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย

โดยประชาชนสามารถสังเกต 5 สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมาผิดปกติ พูดจาคนเดียว หงุดหงิดฉุนเฉียว เที่ยวหวาดระแวง ทั้งนี้ หากพบอาการดังกล่าวเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ประชาชนควรรีบแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อนำตัวส่งสถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้านเพื่อเข้ารับการประเมินเบื้องต้น ซึ่งหากเข้าข่าย “ภาวะอันตราย” หรือ “มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา” ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 การเข้าถึงมือแพทย์อย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความสูญเสียได้

ทั้งนี้ กลไกที่สำคัญคือครอบครัวและชุมชนมีบทบาทสำคัญในการสังเกต หากเป็นผู้มีประวัติข้างต้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องติดตามการรับประทานยา การพบแพทย์ตามนัด และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น การใช้สารเสพติดหรือการอดนอนสะสม พร้อมขอความร่วมมือสังคมไม่นำเสนอข้อมูลในลักษณะเหมารวมหรือตีตราผู้ป่วย เนื่องจากอาจทำให้หลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาและกระทบต่อความปลอดภัยในระยะยาว

นายแพทย์จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการสำคัญในการป้องกันการก่อความรุนแรง โดยผู้ป่วยจิตเวชที่มีปัญหาจากยาเสพติดมี 3 ด้านหลัก คือ มาตรการด้านกฎหมาย มาตรการด้านการบำบัดรักษา และมาตรการทางสังคมในด้านกฎหมาย หนึ่งในเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 คือการคุ้มครองป้องกันทั้งตัวผู้ป่วย คนรอบข้าง และสังคมไม่ให้ได้รับอันตราย รวมทั้งให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ แม้ผู้ป่วยจะขัดขืนหรือไม่ยินยอมก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่รัฐจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจใน พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 เพื่อนำไปปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ระบุชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ (เช่น ตำรวจ หรือฝ่ายปกครอง) เมื่อได้รับแจ้งเหตุหรือพบผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงตามมาตรา 22 จะต้องนำตัวบุคคลนั้นส่งสถานพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้นโดยไม่ชักช้า เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาในโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นและส่งตัวกลับสู่ครอบครัวแล้ว สมาชิกในครอบครัวรวมถึงผู้นำชุมชนต้องช่วยกันกำกับดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ได้รับการฟื้นฟูทางสังคม และป้องกันไม่ให้กลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ เพราะยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้อาการทางจิตกำเริบได้

ทั้งนี้ หากพบเหตุฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1669 ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง และหากต้องการปรึกษาหรือประเมินอาการทางจิตเวชเบื้องต้น สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อรับคำแนะนำและประสานความช่วยเหลือ เพื่อให้ชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...