นักลงทุนจับตา 'เทคโนโลยี – AI' หัวใจใหม่ ขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจ
ผลสำรวจล่าสุดโดย “พีดับบลิวซี” เผยว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาเทคโนโลยีและ AI ในฐานะหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจในอนาคต
โดยกลุ่มเทคโนโลยีถูกยกให้เป็นภาคธุรกิจที่มีศักยภาพดึงดูดเงินลงทุนสูงสุดในช่วงสามปีข้างหน้า โดยนักลงทุนกว่า 90% เรียกร้องให้บริษัทที่ตนลงทุนเพิ่มงบประมาณด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยทางไซเบอร์
อีกทั้งผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลและนโยบายเกี่ยวกับ AI อย่างโปร่งใสมากกว่าเดิม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล
วางแผนเพิ่มงบลงทุน ‘เทคโนโลยี’
ผลสำรวจ 2025 Global Investor Survey โดย พีดับบลิวซี ระบุว่า นักลงทุนมากกว่าสามในห้า (61%) กล่าวว่า เทคโนโลยีมีแนวโน้มจะได้รับเงินลงทุนมากกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นถึงสองถึงสามเท่า โดยการบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งตามมาเป็นอันดับสองที่ 25% รองลงมาคือ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคที่ 24% และภาคการธนาคารและตลาดทุนที่ 19%
ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจำนวน 1,074 คนใน 26 ประเทศและอาณาเขต พบว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วในปัจจุบันทำให้นักลงทุนมากถึง 92% ต้องการเห็นบริษัทที่พวกเขาลงทุนเพิ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีให้ทันสมัย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในอนาคต
กระแสสนับสนุนการลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างท่วมท้นนี้เกิดขึ้นในขณะที่นักลงทุนเห็นว่าบริษัทต่าง ๆ เริ่มได้รับผลตอบแทนจากการนำ AI มาใช้ โดยในปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายงานว่าบริษัทที่ตนลงทุนมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานจาก AI (86%) เพิ่มผลกำไร (71%) และสร้างรายได้ (66%) อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ นักลงทุนมากกว่าสามในสี่ (78%) ยังระบุด้วยว่าพวกเขาจะเพิ่มการลงทุนอย่างน้อยในระดับปานกลางในบริษัทที่เดินหน้าปรับเปลี่ยนองค์กรโดยรวมด้วย AI
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ต้องการความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยมีเพียงสองในห้า (37%) ที่เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์และนโยบาย AI ได้เพียงพอแล้ว
คาดหวังผลตอบแทนจาก AI
คาซี อิสลาม หัวหน้าการตรวจสอบด้านกลยุทธ์และการเติบโตระดับโลกของ พีดับบลิวซี สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า นักลงทุนเริ่มเห็นหลักฐานที่จับต้องได้จากการดำเนินงานและผลประกอบการทางการเงินที่ดีขึ้นจากการนำ AI มาใช้
แม้พวกเขาจะเข้าใจว่าการได้รับผลตอบแทนจาก AI จำเป็นต้องมีการลงทุนเริ่มต้นล่วงหน้า แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังคือความมีวินัยในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประโยชน์ต่อการตัดสินใจ ระบบกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า AI สามารถช่วยปรับลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างรายได้ได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง
ขณะที่แม้จะมีความตื่นตัวและความกระตือรือร้นต่อการลงทุนในเทคโนโลยี แต่ความคาดหวังเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงจำกัดท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทาย โดยมีเพียง 28% ของนักลงทุนเท่านั้นที่คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นในระดับปานกลางถึงมากในปี 2569
เมื่อเจาะลึกลงไปในแต่ละภูมิภาค นักลงทุนเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการลงทุนในอีกสามปีข้างหน้า (67%) ตามมาด้วยอินเดีย (45%) สาธารณรัฐประชาชนจีน (32%) สหราชอาณาจักร (26%) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (26%)
แต่ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าดึงดูดที่สุดในการลงทุน กลุ่มนักลงทุนในสหรัฐฯ เองกลับมีความคาดหวังต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกน้อยกว่านักลงทุนในประเทศอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติที่ระมัดระวังและแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด
ทัศนคติที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมต่อการเติบโตนี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการประเมินความเสี่ยง โดยมากกว่าครึ่ง (55%) ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าบริษัทที่พวกเขาลงทุนหรือเฝ้าติดตามมีความเสี่ยงด้านไซเบอร์ในระดับสูงหรือสูงมาก และกว่าครึ่ง (53%) มองเห็นความเสี่ยงในด้านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ (44%) ความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค (43%) และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (42%) ก็เป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วยเช่นกัน
‘ยืดหยุ่น–โปร่งใส’ ปัจจัยสำคัญ
ความยืดหยุ่นทางธุรกิจและความโปร่งใสของ AI เป็นปัจจัยสำคัญ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน นักลงทุนให้การสนับสนุนบริษัทที่เสริมสร้างความยืดหยุ่น และใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เพื่อสร้างผลตอบแทนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ผลสำรวจพบว่า นักลงทุนสนับสนุนบริษัทที่เพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (88%) ความคล่องตัวของโมเดลธุรกิจ (73%) การปฏิบัติตามกฎระเบียบ (66%) และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (64%) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญ ๆ
นอกจากนี้ ความคล่องตัวของโมเดลธุรกิจยังถูกมองว่าเป็นเส้นทางสู่ทั้งความยืดหยุ่นและการเติบโต โดยสามในสี่ (74%) ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าบริษัทที่กล้าขยายโอกาสข้ามขอบเขตอุตสาหกรรมเดิมจะมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า ในขณะที่ 65% เห็นว่าบริษัทที่ไม่ปรับตัวจะเผชิญความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักมากขึ้น
ขณะเดียวกัน แรงผลักดันเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและการเติบโตยังขยายไปถึงเรื่องความยั่งยืน โดย 84% ของนักลงทุนกล่าวว่าบริษัทควรรักษาหรือเพิ่มการลงทุนเพื่อปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน 61% ระบุว่าตนเองจะเพิ่มการลงทุนอย่างน้อยในระดับปานกลางในบริษัทที่ใช้ข้อมูลด้านความยั่งยืนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลประกอบการ
รายงานของ พีดับบลิวซี ชี้ว่า นักลงทุนเรียกร้องข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ฝ่ายบริหารจะสร้างการเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยประเด็นที่ได้รับการเรียกร้องให้เปิดเผยมากที่สุด ได้แก่ กลยุทธ์นวัตกรรม (47%) ผลตอบแทนและการลดต้นทุนจาก AI (42%) การลงทุนใน AI (42%) จุดแข็งด้านการแข่งขัน (37%) และกลยุทธ์ด้านความยืดหยุ่น (29%)
ยกระดับความสามารถ ‘การแข่งขัน’
นาเดีย ปิการ์ด หัวหน้าการรายงานระดับโลกของ พีดับบลิวซี เยอรมนี กล่าวว่า นักลงทุนต้องการบอกกับภาคธุรกิจว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ยังคงเป็นทางสำคัญสู่การเติบโต แต่บริษัทควรมีความยืดหยุ่นและเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน
โดยพวกเขาพร้อมที่จะสนับสนุนบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน วัดผลได้จริง และมีแผนงานที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน
พิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พีดับบลิวซี ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยแนวโน้มการลงทุนสะท้อนความต้องการของทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ไม่เพียงแค่การปรับปรุงประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในการกำกับดูแล AI ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทที่กล้าปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนและเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมจะเป็นผู้ได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากนักลงทุนในยุคใหม่นี้