ความลับ!
หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวครับ
เมื่อมีคนจำพวกแพ้แล้วพาลอยู่เยอะ ก็จำต้องอธิบายเรื่องราว เพื่อไม่ให้อาชญากรทางการเมือง เอาเรื่องผิดๆ ไปใส่หัวมวลชน ขยายความเข้าใจผิดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เพียงเพื่อให้บรรลุความต้องการของตนเอง โดยไม่สนใจข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง
ยังอยู่ที่เรื่อง บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ครับ
ต้องอธิบายกันต่อไปว่า การเลือกตั้งที่ใช้บัตรเลือกตั้งมี บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด นั้นไม่อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จนต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ
ที่จริงก็น่าผิดหวังครับ นักการเมืองคุณภาพมีความรู้ด้านกฎหมายแน่นเปรี๊ยะบางคน นักการเมืองรุ่นใหม่ นักวิชาการมีชื่อเสียงคับประเทศ เช่น ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ยืนกระต่ายขาเดียว
ผิด!
กกต.ต้องรับผิดชอบ
ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเข้าถึงบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในหีบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าไปดูได้ แม้แต่ กกต.เองก็ไปทำอะไรโดยพลการไม่ได้
พวกนี้ตีความกฎหมายแข็งทื่อ ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะสอดเจตนารมณ์ของกฎหมายเข้าไป นั่นเพราะธงของเขา อยากเห็นรัฐบาลสีส้ม มากกว่า น้ำเงิน
เพราะเชื่อว่าส้มจะเข้าไปเปลี่่ยนแปลง
แต่ข้อเท็จจริงขณะนี้ แค่ "แก้วตา-ธิษะณา ชุณหะวัณ" เพียงคนเดียว พรรคส้มทั้งพรรคยังแทบรับมือไม่ได้
ครับ…มาว่ากันเรื่อง "ลับ" หรือ "ไม่ลับ" กันต่อ
เฟซบุ๊ก Tewarit Bus Maneechai "เทวฤทธิ์ มณีฉาย" สมาชิกวุฒิสภา
-----------------------
"…ประเด็น 'การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ'อาจารย์บวรศักดิ์ ชี้ว่า 'ลับ'นี้ มีคน ๒ กลุ่มที่รู้ได้ คือ ๑.ตัวผู้มีสิทธิเลือก ๒.ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ ในที่นี้คือ ศาลและคณะ กกต.
แต่ผมเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๕ [ในหนังสือ ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ หน้า ๑๔๑ https://www.senate.go.th/…/article_20191021103453.pdf] ซึ่งขยายความคำว่า 'การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ'นั้นว่า
'จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด'
จะเห็นว่ามันไม่ใช่เพียงแค่ ไม่อาจทราบ แต่ยังรวมถึง 'ไม่อาจตรวจสอบได้'เพื่อคุ้มครองผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
ผมจึงคิดว่ามันไม่ได้เปิดให้ใครเลยที่จะตรวจสอบผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนนให้ใครหรืออย่างไร ศาลหรือคณะ กกต.ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้
ต่อให้มีอำนาจตรวจสอบได้ แต่ก็ไม่สามารถขอเห็นกับตาว่า นาย A ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกาอะไรในบัตรนั้น
ส่วน 'การตรวจสอบให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม'อันนี้มันก็ไม่ใช่ไปดูว่าเขากาว่าอะไร แต่อาจดูความผิดปกติที่เป็นที่ประจักษ์ว่ามัน ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
เช่น จำนวนบัตรที่คลาดเคลื่อน การตรวจว่ามีการลงคะแนนโดยมิชอบ เป็นต้น หากเราเปิดช่องให้สามารถเช็กได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงนั้นกาอะไร
คำถามคือ แล้วจะเอาอย่างไรกับบัตรประชามติที่ไม่มีทั้ง Barcode และ QR Code ถ้าศาลหรือคณะ กกต.สามารถตรวจสอบได้จริง แล้วจะตรวจสอบบัตรประชามติอย่างไร
นั่นล่ะครับ คำอธิบายประกอบมาตรา ๘๕ น่าจะยืนยันว่า ไม่มีใครที่จะทราบหรือตรวจสอบได้ว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด
ส่วนการตรวจสอบเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมนั้น ก็ต้องมีกระบวนวิธีการอื่นที่จะได้มาซึ่งข้อมูล จะโดยขอสอบสวนด้วยความยินยอม การพิจารณาบริบทแวดล้อม การตรวจสอบความผิดปกติของบัตร ฯลฯ
แต่ไม่ใช่การเข้าไปล่วงรู้ว่าขณะที่เขาเข้าคูหากาอะไร…"
-----------------
เฟซบุ๊ก Manit Jumpa ของ รองศาสตราจารย์ ดร.มานิตย์ จุมปา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
----------
"…คำวินิจฉัยศาลธรรมนูญที่ ๓/๒๕๖๑ วินิจฉัยว่าความตอนหนึ่งว่า
'ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้นต่อสาธารณะ ก็ถือได้ว่า เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ'
เป็นคำวินิจฉัยที่มีการเสนอว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบสำนวนว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ที่กำหนดให้มีการช่วยเหลือแก่ผู้พิการหรือทุพพลภาพหรือสูงอายุ ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ขัดต่อหลักการเรื่องการเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่…"
------------
เก็บตกจาก เฟซบุ๊ก Borwornsak Uwanno ของ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
"…ประเทศสิงคโปร์ใช้ระบบเลขรหัสประจำใบเพื่อยืนยันว่าบัตรทุกใบที่ถูกนับเป็นบัตรที่ออกโดยรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีการทุจริตนับคะแนนเกิน (Ballot Stuffing)
รหัสเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือยืนยัน ความโปร่งใส ในกระบวนการโลจิสติกส์และการจัดเก็บคะแนน
โดยรัฐบาลสิงคโปร์มีมาตรการรักษาความลับที่เคร่งครัด หลังจากนับคะแนนเสร็จสิ้น บัตรและต้นขั้วทั้งหมดจะถูกปิดผนึกและทำลายทิ้งภายใน ๖ เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อจับคู่รหัสบัตรกับตัวบุคคลได้ในภายหลัง
สำหรับอังกฤษ การใช้เลขซีเรียลหรือบาร์โค้ด มีจุดประสงค์หลักเพื่อความปลอดภัยและการป้องกันการทุจริต เช่น การสวมสิทธิหรือการนำบัตรปลอมใส่ในหีบ
โดยเลขบนบัตรจะตรงกับเลขบนต้นขั้วบัตร (Counterfoil) ที่เจ้าหน้าที่จะบันทึกเลขลำดับ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ขณะจ่ายบัตร
แม้ในทางทฤษฎีระบบนี้อาจสามารถสืบย้อนกลับไปหาผู้ลงคะแนนได้
รัฐมิชิแกน (Michigan) สหรัฐอเมริกา มีการใช้เลขซีเรียล (Serial Number) บนบัตรเลือกตั้งนั้น มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อการตรวจสอบความถูกต้องและป้องกันการทุจริตในขั้นตอนการจ่ายบัตร (Ballot Accountability)
โดยกฎหมายของรัฐมิชิแกนกำหนดให้บัตรเลือกตั้งต้องมี 'ต้นขั้วที่ระบุหมายเลข' (Numbered Stub) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งสามารถตรวจสอบได้ว่า บัตรที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหย่อนลงหีบนั้น เป็นบัตรใบเดียวกับที่เจ้าหน้าที่มอบให้หลังจากยืนยันตัวตนจริงหรือไม่
เพื่อป้องกันการสลับบัตรหรือการนำบัตรปลอมจากภายนอกมาหย่อน (Ballot Stuffing)…"
ครับ…ข้อมูลน่าจะมากพอที่ทำให้หลายๆ คนแยกแยะได้ว่า การให้มี บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งนั้นมีไว้เพื่อโกงเลือกตั้ง เอาไว้ให้พรรคการเมืองมาตรวจสอบว่าที่จ่ายเงินไปแล้ว ชาวบ้านกาถูกเบอร์หรือเปล่า
หรือมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการโกงเลือกตั้ง
ถอดเสื้อพรรคการเมืองออก จะเห็นคำตอบที่ชัดเจนครับ.