โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยหลัง กนง. เซอร์ไพรส์ตลาด และกลยุทธ์ลงทุนที่ ‘ชนะ’ ในโลกที่ยังไม่แน่นอน

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยหลัง กนง. เซอร์ไพรส์ตลาด และกลยุทธ์ลงทุนที่ ‘ชนะ’ ในโลกที่ยังไม่แน่นอน

สัปดาห์ที่ผ่านมามีสองเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน เหตุการณ์แรกคือ ธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25 basis points สู่ระดับ 1.00% ด้วยมติ 4 ต่อ 2 ซึ่งเป็น Positive Surprise ที่ตลาดไม่ได้คาดไว้มากนัก

เหตุการณ์ที่สองคือศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์เกินอำนาจในการใช้ IEEPA เรียกเก็บภาษีนำเข้าครอบจักรวาล แต่ความโล่งใจกินเวลาไม่ถึงชั่วโมง เพราะทรัมป์ตอบโต้ด้วยการออก Executive Order คืนภาษีกลับมาภายใต้ Section 122 ที่อัตรา 15% ซึ่งสูงกว่าเดิมด้วยซ้ำ สองเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกและไทยในปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด: ดีขึ้น แต่ยังเปราะบาง

การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.00% ถือเป็น Positive Surprise สำหรับตลาดที่คาดหวังเพียงการ ‘คงดอกเบี้ย’ เหตุผลที่ กนง. ให้คือต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังมีบทบาทน้อยลง รวมถึงบรรเทาภาระหนี้ และยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง โดยมองว่าระดับนี้ ‘ผ่อนคลายเพียงพอ’ แล้ว

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า อัตราดอกเบี้ย 1.00% อาจยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ โดยเฉพาะเมื่อแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนยังเปราะบางและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง

สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดหลายด้านที่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ได้ ทั้งสินเชื่อภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ำ ธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการปล่อยกู้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกดดันผู้ส่งออก และหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงถึง 86.8% ของ GDP ยิ่งไปกว่านั้นเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 โดย CPI เดือนมกราคมอยู่ที่ -0.72% สะท้อนว่าอุปสงค์ในประเทศยังไม่เข้มแข็งพอ

ด้วยเหตุนี้ เราจึงคาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้งในปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้สูงในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อลดภาระครัวเรือน สนับสนุนสินเชื่อ และช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ ทั้งนี้นโยบายการเงินเพียงลำพังคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยนโยบายการคลังเข้ามาเสริมแรงด้วย

ด้านคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นพัฒนาการเชิงบวก การที่ภาษีสินค้าไทยลดลงจาก 19% สู่ 15% ถือเป็นการบรรเทาภาระที่ผู้ส่งออกต้องการ อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้คือ คำตัดสินของศาลไม่ได้หมายความว่าภาษีจะหมดไป ทรัมป์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมใช้ทุกช่องทางกฎหมายที่มีในมือ

เรามองว่า มีประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิด Section 122 มีอายุเพียง 150 วัน จะหมดลงในกลางเดือนกรกฎาคม 2569 และยังไม่ทราบว่าทรัมป์จะใช้มาตรการใดมาแทน ขณะที่ effective tariff rate ที่ระดับ 13-15% ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุค Trump ที่ 2.6% อย่างมีนัยสำคัญ InnovestX จึงยังคงประมาณการ GDP สหรัฐฯ ที่ 1.9% และมอง Tariff Risk Premium ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามต่อเนื่องตลอดปีนี้

ด้าน GDP ไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% YoY สูงกว่าที่คาด แรงขับหลักมาจากการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว 13.3% และการบริโภคภาคเอกชนที่โต 3.3% นำโดยยานพาหนะที่พุ่ง 26.4% ก่อนมาตรการ EV 3.0 ระยะแรกสิ้นสุด แต่ตัวเลขที่สวยงามนี้มีสัญญาณเตือนซ่อนอยู่สองประการ ประการแรก ได้แก่ ความเสี่ยง Front-loading โดยการพุ่งของยอดขายยานพาหนะ 26.4% คือการดึงอุปสงค์อนาคตมาใช้ล่วงหน้า ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ต้นปี 2569 หดตัวแรงแล้ว

ขณะที่ความเสี่ยงที่สอง ได้แก่ ประเด็น Transshipment จากการส่งออกคอมพิวเตอร์ที่เติบโตดีถึง 91% แต่ภาคการผลิตโตเพียง 17.1% ช่องว่างนี้บ่งชี้ว่าส่วนสำคัญเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาส่งออกต่อโดยแทบไม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ประกอบกับการที่ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนไปช่วงก่อนหน้า จะทำให้ GDP ไทยครึ่งแรกของปี 2569 ชะลอลง ก่อนที่จะไปเร่งตัวครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ InnovestX ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 จาก 1.4% ขึ้นเป็น 1.7% หลังพรรคภูมิใจไทยรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองที่ตลาดรอคอยมานาน อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2/2569 ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องอดทน โดยเราประเมิน GDP growth ไตรมาสนี้ไว้ที่เพียง 0.9% ก่อนจะทยอยฟื้นในครึ่งหลังของปี

ด้านกลยุทธ์การลงทุน เรามองว่าควรตั้งรับ ไม่ไล่ราคา โดยการที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 18% ต่อปี และมูลค่าตลาดที่ทะลุ 19 ล้านล้านบาทนั้นมาจาก re-rating ด้านความเชื่อมั่นทางการเมือง ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจริง ทำให้ดัชนีที่ใกล้ 1,500 จุดซื้อขายอยู่ที่ PER 2569F ราว 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีพอดี ทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัดลง

ทั้งนี้ InnovestX เน้น 2 ธีมลงทุนหลักในช่วงนี้ ได้แก่ 1. Earnings Play หรือ หุ้นที่กำไร 1Q69 มีโมเมนตัมเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ ADVANC, BCH, BDMS, CENTEL, CHG, CPALL, GULF, PRM, TRUE และ 2. Dividend Play หรือหุ้นที่คาดมีปันผลที่เหลือจ่ายจากกำไรปี 2568 ให้ Yield เกิน 5% โดย InnovestX แบ่งเป็น 2 ชุด ดังนี้

  • ระยะสั้น (XD มี.ค.–พ.ค. 69): AP, BAM, KBANK, KTB, PTT, TISCO
  • ระยะยาว (Yield >5% สม่ำเสมอ 10 ปี+): AP, DIF, KTB, PTT, TISCO

ขณะที่ในส่วนดอกเบี้ยขาลงจากมติ กนง. ล่าสุด เป็นบวกต่อหุ้นที่มีหนี้สูงหรือพึ่งพากำลังซื้อ อาทิ กลุ่มไฟแนนซ์, อสังหาฯ, โรงไฟฟ้า, ค้าปลีก, สื่อสาร, ท่องเที่ยว และ REITs แต่เป็นลบต่อกลุ่มธนาคารที่จะเผชิญ NIM แคบลง

กล่าวโดยสรุป ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 เปรียบได้กับนักกีฬาที่เพิ่งฟื้นจากการบาดเจ็บ ร่างกายดีขึ้นแต่ยังไม่พร้อมสปรินต์ เสถียรภาพการเมืองที่ดีขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในครึ่งหลังของปี ขณะที่ดอกเบี้ยขาลงช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสร้างโอกาสให้ภาคธุรกิจปรับตัว

แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่มาก ทั้งสงครามการค้าที่ยังไม่จบ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า หนี้ครัวเรือนที่หนักอึ้ง และเงินเฟ้อที่ยังติดลบ การลงทุนในช่วงนี้จึงต้องใช้ความอดทนและวินัย

ขอให้นักลงทุนโชคดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...