‘รักชาติ’ ซัดกัมพูชาฉีกข้อตกลงออตตาวา จี้ UN สอบด่วน เจตนาสังหารชัดเจน
เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 69 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการสั่งการให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปกป้องอธิปไตยของไทย และสามารถที่จะยืนท่ามกลางนานาอารยประเทศได้อย่างสง่างาม ในส่วนมาตรการเชิงรับถือว่ารัฐบาลทำได้ดีมาก และอาจจะต้องเพิ่มมาตรการหรือการทูตเชิงรุกให้มากกว่านี้ แต่เข้าใจได้ว่าอาจจะรอให้เป็นรัฐบาลที่จัดตั้งแล้วเสร็จ มีอำนาจเต็มถึงจะทำ มีหลายเรื่องที่นายกรัฐมนตรีจำเป็นจะต้องผลักดันมากกว่านี้
“เรื่องของอนุสัญญาออตตาวา การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เรื่องของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทำดีแล้วก็ต้องนำเสนอมากกว่านี้ว่าตกลงเรื่องราวทั้งหลายมันเกิดอะไรขึ้น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ขาดไม่ได้ครับ ปฏิบัติการเพื่อรักษาสันติภาพในรูปแบบที่เรากำลังทำอยู่ อันนี้ก็ต้องเร่ง ผมเชื่อว่าจะมาในอีกไม่นาน ขอฝากไว้ อย่ามัวแต่จัดตั้งรัฐบาลกัน” นายเจษฎ์ กล่าว
ด้านนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ กล่าวถึงกรณีพลทหารเหยียบกับระเบิด ในฐานเอราวัณ ขาขาด อาการสาหัส เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และกัมพูชาพยายามปั่นกระแสในเวทียูเอ็นว่าไทยเป็นผู้รุกราน ว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว แท้จริงคือดินแดนของไทย ที่ในอดีตไทยยอมให้ชาวกัมพูชาเข้ามาลี้ภัยหนีตายจากสงครามภายในประเทศ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ไทยจำเป็นต้องเรียกคืนพื้นที่เพื่อจัดวางกำลังป้องกันการรุกรานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นายฐิติพันธ์ุ กล่าวว่า ส่วนกรณีพลทหารเหยียบกับระเบิดในฐานเอราวัณนั้น เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการแสดงเจตนาปองร้ายต่อทหารไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทุ่นระเบิดนี้ถูกวางใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่ตกค้างจากสถานการณ์เดิม สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าทางกัมพูชานั้นผิดอย่างร้ายแรงต่ออนุสัญญาออตตาวา ที่ตกลงระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา เกี่ยวข้องกับการวางทุ่นระเบิด ขอเรียกร้องให้ สหประชาชาติ เข้ามาแทรกแซงและตรวจสอบสถานะของข้อตกลงระหว่างประเทศทันที ว่าข้อตกลงนี้ยังสามารถยึดถือและใช้ปฏิบัติต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าว เปรียบเสมือนการเล็งเป้าสังหารทหารไทยโดยตรง ไม่ต่างจากการใช้ปืนยิงเพื่อเอาชีวิต.