โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กำไรแบงก์ปี 68 แตะ 2.6 แสนล.เพิ่ม3.63%รายได้ดอกเบี้ยฟุบ-คุมเข้มต้นทุน

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

รายงานผลประกอบการงวดปี 2568 ของธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)(KBANK),ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)(KTB) ,บริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน)(SCB), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)(BBL) ,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)(BAY),ธนาคารทหารไทยธนชาต(TTB) ,ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO), กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP),ธนาคารไทยเครดิต จำกัด(มหาชน) (CREDIT),บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล จำกัด(มหาชน)(LHFG) และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT)โดยได้แจ้งกำไรสุทธิรวม 265,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,297 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.63%จากปี 2567

โดย KBANK แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 49,564 ล้านบาท ลดลง 0.07%, KTB แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 48,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.49%, SCB แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 47,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.06%, BBL แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 46,006 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.75%, BAY แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 31,738 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6.86% ,TTB แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 20,639 ล้านบาท ลดลง 1.86% ,TISCO แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 6,658 ล้านบาท ลดลง 3.52%, KKP แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 5,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.53%, CREDIT แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 4,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.82% ,LHFG แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 2,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% และ CIMBTแจ้งกำไรสุทธิจำนวน 2,257 ล้านบาท ลดลง 20.86%

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่า ในปี 2568 ธนาคารมีกำไรอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีจำนวน 137,152 ล้านบาท ลดลงจำนวน 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75%

พร้อมกันนั้น ธนาคารพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss: ECL) จำนวน 40,312 ล้านบาท ลดลงจำนวน 6,939 ล้านบาท หรือ 14.69% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบซึ่งปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวราวร้อยละ 2.0 ต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยมาตรการด้านภาษีและการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ภาคการผลิตชะลอตัวจากการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งความเปราะบางที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนสูง การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากผลกระทบของภัยพิบัติรุนแรง ความขัดแย้งแนวชายแดน และอาชญากรรมทางไซเบอร์ ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ มุ่งเน้นการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และการดูแลช่วยเหลือลูกค้าประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนการปรับตัวยกระดับศักยภาพธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระเบียบการค้าโลกใหม่ รวมทั้งการร่วมมือสนับสนุนกับภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันการปรับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับความสามารถในการเพิ่มรายได้

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)ระบุการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงภายหลังจากการขายธุรกิจ Robinhood ในปี 2567 และจากการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของกำไรจากกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงินดิจิทัลและสินเชื่อเพื่อรายย่อย ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 119,117 ล้านบาท ลดลง8.0% จากปีก่อนจากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งภายในปี และปริมาณสินเชื่อโดยรวมที่ลดลง 2.1% ภายใต้การปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ในภาพรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การรักษาระดับผลการดำเนินงานท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การดูแลคุณภาพสินทรัพย์ให้มีเสถียรภาพ การสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นและการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน โดยธนาคารสามารถรักษาระดับผลกำไรได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ด้วยกำไรสุทธิที่ 20,639 ล้านบาทในปี 2568 เทียบกับ 21,031 ล้านบาทในปี2567 หรือลดลงราว 2% เป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติเพื่อชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้าโดยธนาคารมุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตสินทรัพย์และหนี้สินในเชิงรุกเพื่อให้อัตราผลตอบแทนและต้นทุนทางการเงินมีความสอดคล้องกันขณะเดียวกันก็ใช้ศักยภาพด้านดิจิทัลยกระดับการนำเสนอโซลูชันทางการเงินให้กับลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยกระตุ้นทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 4,016.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 มีจำนวน 1,174.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15.9% จากไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อ ประกอบกับรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นจากรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และคุณภาพสินเชื่อดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรต่อหุ้น อยู่ที่ 0.95 บาทในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 3.25 บาท สำหรับทั้งปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจและประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย

ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีสินเชื่อรวม 181,865.6 ล้านบาท ขยายตัว 18,707.0 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.5% สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของธนาคาร โดยธนาคารยังคงรักษาการเติบโตที่โดดเด่นของกลุ่มธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME ที่ขยายตัว 13.1% สินเชื่อที่มีบ้านเป็นหลักประกันเพิ่มขึ้น 10.6% และสินเชื่อบุคคลที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 41.6%

ด้านอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (Gross NPLs Ratio) อยู่ที่ระดับ 4.2% ทั้งนี้ แม้อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จะปรับลดลงจากปีก่อน แต่ธนาคารยังสามารถรักษาระดับให้อยู่ในเกณฑ์สูงได้ที่ 7.5% นอกจากนี้กำไรสุทธิต่อส่วนของเจ้าของ (ROE) ในไตรมาส 4 ปี 2568 ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่ 18.27%

สำหรับในปีนี้ธนาคารพร้อมเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจฐานราก พร้อมกันนี้ ธนาคารยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยตั้งเป้ารักษาอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระดับเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง โดยตั้งเป้าควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ให้อยู่ต่ำกว่า 4.5% เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างยั่งยืนภายใต้ปรัชญา “ทุกคนคือคนสำคัญ”

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...