โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รู้จัก “เซอร์กิตเบรกเกอร์” ฟิวส์ตลาดหุ้นที่ทำงานวันนี้ หลังจากไม่ได้ใช้มา 5 ปี

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 06.23 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 06.23 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

เช้าวันนี้ (4 มีนาคม 2569) ตลาดหุ้นไทยเปิดตัวด้วยแรงขายหนัก SET Index ดิ่งลงกว่า 117 จุด หรือประมาณ 8 % สอดคล้องกับทิศทางตลาดภูมิภาคที่ปรับตัวลงพร้อมกัน ท่ามกลางความกังวลเรื่องสงครามที่อาจบานปลายและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นำมาตรการ "เซอร์กิตเบรกเกอร์" มาใช้ได้ตามเกณฑ์

สถานการณ์ตลาดเช้านี้: ใครดึงดัชนีลง?

การร่วงกว่า 100 จุดในวันนี้มีแรงกดดันที่ชัดเจนจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดย DELTA เป็นตัวหนักที่สุดกดดัชนีราว 35 จุด ตามมาด้วย GULF ราว 7 จุด, AOT ราว 6 จุด, PTT ราว 4 จุด และ ADVANCE-SCC รวมกันอีกราว 6 จุด ส่วนที่เหลือกระจายตัวลงทั่วทั้งตลาด

แต่ในขณะเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตคือกลุ่มถ่านหิน อย่าง BANPU และ LANNA ปรับตัวขึ้นสวนตลาด เช่นเดียวกับ SEAOIL สะท้อนตรรกะที่ว่าในช่วงความตึงเครียดด้านพลังงาน หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและพลังงานทางเลือกมักวิ่งสวนทิศทางตลาด

ปัจจัยกดดัน: สองแรงหลักที่ฉุดตลาดวันนี้

ความเสี่ยงสงครามบานปลาย ความกังวลว่าความขัดแย้งในระดับภูมิรัฐศาสตร์จะขยายวงกว้าง กดดันให้นักลงทุนหนีจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกพร้อมกัน ซึ่งกระทบตลาดเกิดใหม่อย่างไทยอย่างหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมักย้ายเงินออกไปสินทรัพย์ปลอดภัยก่อนเป็นลำดับแรก

ราคาน้ำมันพุ่ง กระทบต้นทุนอุตสาหกรรม ในฐานะประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ ไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างตรง เมื่อราคาน้ำมันขึ้น ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และสายการบินก็พุ่งตาม ซึ่งกดดันคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในหลายกลุ่ม

ภาพรวมภูมิภาค: ไทยลงหนักเป็นอันดับสอง

การร่วงในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของไทยประเทศเดียว ตลาดเอเชียปรับตัวลงพร้อมกัน โดยเกาหลีใต้ปรับลงแรงสุดในภูมิภาคที่ -11% ตามมาด้วยไทย -7.5% ญี่ปุ่น -3.9% อินโดนีเซีย -3.6% และไต้หวัน -3.5% การที่ไทยลงมาเป็นอันดับสองของภูมิภาค สะท้อนทั้งแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูง และความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของตลาดในช่วงนี้

เซอร์กิตเบรกเกอร์คืออะไร?

กรณีที่สภาวะการซื้อขายมีความผันผวนรุนแรง ราคาหลักทรัพย์โดยรวมเปลี่ยนแปลงลดลงมาก เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว เปรียบได้กับฟิวส์ที่ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อกระแสเกินขีดจำกัด หยุดก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่ใหญ่กว่า

เกณฑ์ปัจจุบัน: 3 ระดับ 3 ช่วงเวลา

เซอร์กิตเบรกเกอร์แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 8%, 15% และ 20% ของดัชนีปิดตลาดวันก่อนหน้า โดยการแบ่งระดับดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2563 เป็นต้นมา

ระดับที่ 1 ดัชนีร่วง 8%: เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลงลดลงถึง 8% เมื่อเปรียบเทียบจากวันปิดทำการก่อนหน้า จะพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 30 นาที สัญญาณเตือนให้ชะลอและประเมินสถานการณ์

ระดับที่ 2 ดัชนีร่วง 15%: หากหลังเปิดตลาดใหม่แล้วดัชนียังดิ่งต่อจนถึง 15% จะหยุดซื้อขายอีก 30 นาที สัญญาณว่าแรงขายยังไม่คลาย

ระดับที่ 3 ดัชนีร่วง 20%: เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลงลดลงถึง 20% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง หลังจากการทำงานครั้งที่ 3 ของ Circuit Breaker แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดให้ทำการซื้อขายต่อไปจนถึงเวลาปิดทำการตามปกติโดยไม่มีการหยุดพักการซื้อขายอีก

วิวัฒนาการ: จาก 2 ระดับ สู่ 3 ระดับ หลังบทเรียนโควิด

ก่อนหน้านี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดเกณฑ์การหยุดซื้อขายหุ้นชั่วคราวเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 หากดัชนีร่วง 10% หยุดพักการซื้อขาย 30 นาที และระดับ 2 หากดัชนีร่วงไปแตะ 20% จะหยุดพักการซื้อขาย 60 นาที

หลังจากใช้มาตรการพิเศษเพื่อเสริมเสถียรภาพของตลาดและสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ปรับระดับเซอร์กิตเบรกเกอร์เป็น 8% เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีเวลาวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารได้ดีขึ้น และสอดคล้องกับแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ จึงตัดสินใจใช้มาตรการกำหนดระดับเซอร์กิตเบรกเกอร์ใหม่ 3 ระดับดังกล่าวเป็นการถาวร

ย้อนสถิติ: 6 ครั้งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย

ตั้งแต่ SET เปิดดำเนินการในปี 2518 ตลาดหุ้นไทยใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์รวม 6 ครั้ง โดย 3 ครั้งเกิดในช่วงโควิดเพียงเดือนเดียว

ครั้งที่ 1 19 ธันวาคม 2549 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการสำรอง 30% เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท ทำให้นักลงทุนต่างชาติพากันเทขายหุ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ SET Index ร่วงลงถึง 142.63 จุด หรือ -19.52% ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ครั้งที่ 2 10 ตุลาคม 2551 วิกฤตเศรษฐกิจโลกจากปัญหาสินเชื่อซับไพรม์ ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยสั่งใช้มาตรการ Circuit Breaker 30 นาที ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 449.91 จุด ลดลง 50.08 จุด หรือลดลง 10.02%

ครั้งที่ 3 27 ตุลาคม 2551 วิกฤต Hamburger Crisis ยังไม่คลี่คลาย แรงกดดันต่อเนื่องทำให้เซอร์กิตเบรกเกอร์ทำงานอีกครั้งเพียง 17 วันต่อมา

ครั้งที่ 4 12 มีนาคม 2563 ดัชนีหุ้นไทยร่วง 125.05 จุด หรือ -10% มาอยู่ที่ 1,124.84 จุด ตลาดหยุดซื้อขาย 30 นาที นับเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี 4 เดือน

ครั้งที่ 5 13 มีนาคม 2563 ดัชนีลดลงจากวันที่ 12 มีนาคมกว่า 10% ต้องประกาศมาตรการ Circuit Breaker อีกวัน ตั้งแต่เวลา 09:59 ถึง 10:29 น. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น 2 วันติดต่อกัน

ครั้งที่ 6 23 มีนาคม 2563 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,037.05 จุด ลดลง 90.19 จุด หรือ -8.00% ตลาดหลักทรัพย์จึงแจ้งหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว 30 นาที ตั้งแต่เวลา 15:25 ถึง 15:55 น. เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 3 สัปดาห์ และเป็นครั้งแรกหลังจากมีการปรับเกณฑ์ใหม่จาก 10% เหลือ 8%

น่าสังเกตว่าระดับที่ 3 หรือดัชนีร่วง 20% ในระบบปัจจุบันยังไม่เคยถูกทริกเกอร์แม้แต่ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์

ประเมินแนวโน้ม: ตลาดจะอยู่ที่ไหนต่อจากนี้?

ด้านเทคนิค SET Index หลุดแนวรับจิตวิทยาที่บริเวณ 1,380–1,400 จุดแล้ว ทำให้โมเมนตัมขาขึ้นเสียทรง แนวรับถัดไปที่นักวิเคราะห์จับตาคือบริเวณ 1,350 จุด ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน หากหลุดระดับนี้ มีโอกาสที่แรงขายตัดขาดทุนจะเข้ามากดต่อ โดยแนวรับถัดไปอยู่ที่บริเวณ 1,300 จุด

ด้านปัจจัย จากประสบการณ์ในอดีตช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงจากเหตุสงครามหรือวิกฤตพลังงาน มักมีระยะเวลาต่อเนื่องราว 4–6 สัปดาห์ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มชัดเจนและตลาดหาจุดสมดุลใหม่ได้ ปัจจัยชี้ขาดสำคัญจึงอยู่ที่ทิศทางของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และระดับราคาน้ำมันในระยะต่อไป

สิ่งที่นักลงทุนควรทำในวันนี้

ในวันที่ตลาดผันผวนรุนแรงเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าตัดสินใจขายด้วยความตื่นตระหนก ควรประเมินก่อนว่าหุ้นที่ถืออยู่ร่วงลงเพราะ "พื้นฐานเปลี่ยน" หรือเป็นเพียง "ตลาดลากไปด้วย" หากเป็นกรณีหลัง การถือต่ออาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระยะกลาง

สำหรับนักลงทุนที่มีเงินสด ควรรอให้ตลาดหยุดนิ่งก่อนประเมินโอกาส ไม่จำเป็นต้องรีบรับมือในช่วง 30–60 นาทีแรกที่ตลาดเปิด ซึ่งมักเป็นช่วงที่ความผันผวนสูงที่สุด

และหากเซอร์กิตเบรกเกอร์ทำงานจริง จงใช้เวลาพักนั้นให้เป็นประโยชน์ ติดตามข้อมูลจากแหล่งน่าเชื่อถือก่อนที่ตลาดจะเปิดใหม่ จากสถิติ หลังเกิด Circuit Breaker ตาม SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกครั้งในวันทำการถัดมา โดยมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 6.43% แม้สถิตินี้ไม่ได้รับประกันอนาคต แต่บ่งชี้ว่าแรงขายจากความตื่นตระหนกมักเป็นเรื่องชั่วคราว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...