ผู้ประกอบการไทยขอคืนภาษีจากสหรัฐฯ ได้เลยหรือไม่? หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสิน ‘ภาษีตอบโต้’ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ประกอบการไทยขอคืนภาษีจากสหรัฐฯ ได้เลยหรือไม่ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสิน ‘ภาษีตอบโต้’ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดย TDRI เตือนผู้ส่งออกไทย ไม่ได้คืนภาษีทันที ต้องสู้รายกรณี พร้อมแนะแนวทางให้ธุรกิจไทยจำเป็นต้องดำเนินการอะไร เมื่อสงครามภาษีสหรัฐฯ เปลี่ยนโหมดจาก IEEPA สู่ Section 122 ส่วนสภาพัฒน์จับตาคดีขอคืนภาษีแรกคือ ‘บรรทัดฐาน’ พร้อมถอดบทเรียนกรมศุลกากรเกาหลีใต้เร่งให้คำแนะนำผู้ส่งออกในการขอคืนภาษีศุลกากร
ตามรายงานของ BBC ระบุว่า แม้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาจะระบุว่า การจัดเก็บภาษีศุลกากรของทรัมป์ภายใต้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลมิได้ให้แนวทางในการคืนเงินแก่ผู้ที่ชำระภาษีเหล่านั้นไปแล้ว
โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า คาดการณ์ว่าการคืนเงินที่อาจเกิดขึ้นนั้นจะติดค้างอยู่ในกระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นเวลาหลายปี
นอกจากนี้ ภายหลังการประกาศคำวินิจฉัย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุเช่นกันว่าประเด็นเรื่องการคืนเงินอาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ ณ เมืองดัลลัส เบสเซนต์กล่าวต่อว่า รายได้ที่จัดเก็บมาแล้วผ่านภาษีศุลกากร IEEPA นั้นถือเป็น “เงินที่มีข้อพิพาท” เนื่องจากศาลฎีกามิได้ให้คำแนะนำใดๆ เกี่ยวกับการคืนเงิน
โดยยังมีคาดการณ์ว่าประเด็นดังกล่าวจะถูกตัดสินโดยศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่การคืนเงินจะตกไปอยู่ที่บริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กขาดแคลนทรัพยากรในการดำเนินการตามขั้นตอนอันซับซ้อนเพื่อขอรับเงินคืน
อเล็กซ์ แจ็กเกซ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและการสนับสนุนของ Groundwork Collective ซึ่งเป็นหน่วยงานคลัง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่า มีภาคธุรกิจกว่า 1,000 แห่งได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยของศาล และคาดว่าจำนวนดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นอีก
TDRI เตือนผู้ส่งออกไทย ไม่ได้คืนภาษีทันที ต้องสู้รายกรณี
ขณะที่ดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส ด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจอย่างรอบคอบคือ ศาลสูงสุดไม่ได้มีคำสั่งให้คืนเงินภาษีโดยอัตโนมัติแก่ผู้นำเข้าที่ชำระอากรไปก่อนหน้านี้ คำวินิจฉัยได้ส่งเรื่องกลับไปยังศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (Court of International Trade:CIT) เพื่อพิจารณาเรื่องการเยียวยาเป็นรายกรณี
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลสูงสุดชี้ว่ามาตรการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กระบวนการคืนเงินยังต้องดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมายศุลกากรสหรัฐฯ ซึ่งมีระบบการคัดค้าน การพิจารณา และการอุทธรณ์เป็นลำดับขั้น ดังนั้น การได้เงินคืนขึ้นอยู่กับสถานะของผู้นำเข้า การยื่น protest ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด และการต่อสู้คดีในศาลล่างตามกระบวนการปกติ ไม่ได้นำไปสู่กระแสเงินสดคืนในทันทีสำหรับภาคธุรกิจ
สภาพัฒน์จับตาคดีขอคืนภาษีแรกคือบรรทัดฐาน
ขณะที่ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นสำคัญคือภาษีที่แต่ละประเทศได้จ่ายไปก่อนหน้านี้จะสามารถขอคืนได้หรือไม่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ต่างต้องร่วมกันแบกรับภาระภาษี ซึ่งหากสหรัฐฯ ให้ประเทศต่างๆ ฟ้องศาลเพื่อขอคืนภาษีคำตัดสินของศาลในคดีแรกจะกลายเป็นมาตรฐานกรณีอื่นๆ ต่อไป
TDRI แนะผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องดำเนินการอะไรใน 150 วัน
ดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส ด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน TDRI ยังกล่าวต่อว่า เมื่อสงครามภาษีเปลี่ยนโหมด จาก IEEPA สู่ Section 122 เมื่อพิจารณาในเชิงปฏิบัติ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องดำเนินการ ดังนี้
1. เริ่มจากการตรวจสอบพิกัดสินค้าในระดับ HS 10 หลักอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าสินค้าแต่ละรายการอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นของ Section 122 หรือไม่ และมีภาระภาษีอื่นที่ยังคงใช้บังคับอยู่หรือไม่ การระบุพิกัดอย่างแม่นยำเป็นตัวกำหนดอัตราภาษีที่แท้จริงหรือ effective duty rate ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน
2. การจัดทำโมเดลคำนวณต้นทุนที่สะท้อนผลของมาตรการ 150 วันนี้อย่างชัดเจนก็มีความสำคัญ เพราะอาจกระทบต่อการตั้งราคา ตลอดจนการบริหารสัญญาคู่ค้า
3. อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือวันนำเข้าสินค้า เนื่องจากมาตรการ Section 122 มีผลบังคับใช้กับสินค้าที่ “entered for consumption” ในสหรัฐฯหลังวันที่มีผลบังคับใช้7 ไม่ได้พิจารณาจากวันที่ออกจากประเทศไทยหรือวันที่ลงนามในสัญญา ดังนั้น สินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งอาจเข้าข่ายถูกเรียกเก็บ หากวันที่ CBP รับรายการนำเข้าอยู่ในช่วงเวลาบังคับใช้ 150 วันของมาตรการ
4. สุดท้ายบริษัทควรวางแผนทำงานร่วมกับผู้นำเข้าในสหรัฐฯเกี่ยวกับการคัดค้านและการขอคืนเงิน โดยจัดเตรียมข้อมูล sourcing และ production ที่ครบถ้วน การจัดประเภทสินค้าที่ถูกต้อง และเอกสารต้นทุนที่โปร่งใส เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีทั้งในขั้น CBP และในศาล
แม้คำตัดสินของศาลสูงสุดจะยุติการอ้าง IEEPA ในรูปแบบเดิม แต่ไม่ได้ยุติความเป็นไปได้ของการกำหนดภาษีในอนาคต ระบบการเก็บภาษีของสหรัฐฯยังดำเนินภายใต้เครื่องมือทางกฎหมายหลายชุดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และกระบวนการอนุมัติทางการเมืองอาจเข้ามามีบทบาทเด่นชัดกว่าเดิม ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจึงยังคงอยู่
กรมศุลกากรเกาหลีใต้เร่งให้คำแนะนำผู้ส่งออกในการขอคืนภาษีศุลกากร
กรมศุลกากรเกาหลี (Korea Customs Service: KCS) แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ทางกรมฯ กำลังดำเนินการให้คำแนะนำโดยละเอียดแก่ผู้ส่งออกชาวเกาหลีใต้ไปยังสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับขั้นตอนการขอคืนภาษีศุลกากรที่ได้ชำระไปก่อนหน้านี้ ภายหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ
KCS ระบุว่า จากจำนวนผู้ส่งออกไปยังสหรัฐฯ กว่า 24,000 ราย ประเมินว่ามีผู้ประกอบการประมาณ 6,000 ราย ที่มีสิทธิได้รับเงินคืนจากมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรแบบครอบคลุม ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้กับสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าสู่ประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา
“ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เราได้ดำเนินการระบุตัวตนบริษัทที่ส่งออกสินค้าซึ่งต้องระวางภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และภาษีรายสินค้า เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม ไปยังสหรัฐฯ” กรมศุลกากรเกาหลี ระบุ “เรามุ่งมั่นที่จะให้ข้อมูลที่ปรับตามความเหมาะสมของแต่ละบริษัทเกี่ยวกับการขอคืนเงินจากสหรัฐฯ ผ่านด่านศุลกากรทั่วประเทศ”
หน่วยงานดังกล่าวเสริมว่า บริษัทเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันคือ เป็นผู้ชำระอากรภายใต้เงื่อนไขการส่งมอบแบบ Delivered Duty Paid (DDP)
เงื่อนไขดังกล่าวกำหนดให้ผู้ส่งออกเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องดำเนินการส่งมอบสินค้าไปยังสถานที่ที่กำหนดในประเทศผู้นำเข้า แทนที่จะให้ผู้นำเข้าเป็นผู้ชำระ
“โดยปกติแล้ว ผู้นำเข้าที่มีฐานธุรกิจในสหรัฐฯ จะเป็นผู้ยื่นคำร้องขอคืนอากรต่อกรมศุลกากรและพิทักษ์พรมแดนสหรัฐฯ (CBP) อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกที่ใช้เงื่อนไข DDP สามารถยื่นคำร้องขอคืนเงินโดยตรงต่อ CBP ได้ เนื่องจากเป็นผู้ชำระอากรในนามของผู้นำเข้า” กรมศุลกากรเกาหลีอธิบายเพิ่มเติม
KCS ย้ำว่าทางหน่วยงานกำลังรักษาประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ CBP เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ โดยระบุว่า “เราสามารถให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์แก่ผู้ส่งออกชาวเกาหลีได้ ทันทีที่ CBP ประกาศรายละเอียดขั้นตอนการคืนเงิน”
อ้างอิง: