โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พื้นที่ความตายในเมืองกรุงเทพฯ (3) : ป่าช้ารอบพระนคร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.ค. 2567 เวลา 04.08 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2567 เวลา 03.33 น.

เพราะศพคนตายภายในพระนครทุกศพจะต้องถูกนำออกนอกเมืองผ่านประตูผี (ประตูสำราญราชย์) เพียงประตูเดียว

ดังนั้น ป่าช้าวัดสระเกศจึงเป็นพื้นที่หลักสำหรับจัดการความตายของประชาชนที่อาศัยอยู่ในกำแพงพระนคร และดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมื่อใดก็ตามที่มีการพูดถึงป่าช้าและที่เผาศพแบบจารีตของกรุงเทพฯ คนส่วนใหญ่จึงนึกถึงแต่เพียงวัดสระเกศ

แม้กระทั่งชาวต่างชาติที่เคยไปเยี่ยมชมป่าช้าในกรุงเทพฯ ทั้งหมดก็ล้วนแต่บันทึก (และถ่ายภาพ) เรื่องราวของป่าช้าวัดสระเกศเพียงแห่งเดียว

แต่ในความเป็นจริง ชุมชนอยู่อาศัยที่หนาแน่นแท้จริงของกรุงเทพฯ ยุคจารีต มิได้มีเพียงภายในกำแพงเมืองเท่านั้น พื้นที่รอบนอกของกำแพงพระนคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาและบริเวณชุมชนชานกำแพงพระนคร คืออีกหนึ่งพื้นที่หลักที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่น

พื้นที่บริเวณดังกล่าวทั้งสะดวกในการประกอบอาชีพและสะดวกในการคมนาคมเพราะติดกับแม่น้ำสายหลัก คลองรอบกรุง ตลอดจนเครือข่ายคูคลองทั้งภายในและภายนอกกำแพงเมือง

ด้วยเหตุนี้ ป่าช้าหรือพื้นที่จัดการความตายจึงจำเป็นต้องมีหลายแห่งเพื่อรองรับชุมชนที่กระจายตัวอยู่รอบพระนคร รวมไปถึงชุมชนฝั่งธนบุรีที่เคยเป็นพื้นที่กรุงธนบุรีเดิมและยังคงเป็นพื้นที่พักอาศัยหนาแน่นของประชากรในยุคต้นรัตนโกสินทร์

จากหลักฐานต่างๆ ที่เหลืออยู่ทำให้เราทราบว่า “ป่าช้าวัดบางลำภู” (วัดสังเวชฯ) คือป่าช้าหลักที่รองรับผู้คนในบริเวณนอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ

ป่าช้าวัดสระเกศรองรับศพจากภายในพระนครและผู้คนที่อาศัยอยู่นอกกำแพงทิศตะวันออก ทั้งบริเวณปากคลองมหานาค ป้อมมหากาฬ และย่านวัดสระเกศ

ส่วนพื้นที่นอกกำแพงพระนครด้านทิศใต้ วัดหลักที่น่าจะทำหน้าที่นี้คือ วัดบพิตรภิมุข และ วัดปทุมคงคา

ที่ชวนให้คิดเช่นนั้นเพราะข้อความในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 2 ซึ่งบันทึกเรื่องราวการระบาดของโรคห่าครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2363 ที่ทำให้มีคนตายมากถึงราว 30,000 คน ได้ระบุชื่อวัดทั้ง 4 แห่งเอาไว้อย่างมีนัยยะสำคัญความว่า

“…คนตายทั้งชายทั้งหญิง ศพที่เอาไปทิ้งไว้ในป่าช้าแลศาลาดินในวัดสระเกษ วัดบางลำภู วัดบพิตรภิมุข วัดประทุมคงคา แลวัดอื่นๆ ก่ายกันเหมือนกองฟืน ที่เผาเสียก็มากกว่ามาก ถึงมีศพลอยในแม่น้ำลำคลองเกลื่อนกลาดไปทุกแห่ง จนพระสงฆ์ก็หนีออกจากวัด คฤหัสถ์ก็หนีออกจากบ้าน ถนนหนทางก็ไม่มีคนเดิน ตลาดก็ไม่ได้ออกซื้อขายกัน ต่างคนต่างกินแต่ปลาแห้งพริกกับเกลือเท่านั้น น้ำในแม่น้ำก็กินไม่ได้ ด้วยอาเกียรณ์ไปด้วยทรากศพ…”

ส่วนชุมชนฝั่งธนบุรีก็มีหลักฐานระบุถึงวัดและป่าช้าหลายแห่งที่มีบทบาทในการเป็นพื้นที่จัดการความตาย ที่สำคัญเช่น วัดอรุณราชวราราม, วัดสุวรรณาราม, วัดพิชยญาติการาม, วัดจันทาราม และ วัดดุสิดาราม เป็นต้น

นอกจากป่าช้าสำหรับคนนับถือพุทธศาสนา โดยรอบของพระนครซึ่งเต็มไปด้วยชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์และศาสนา ต่างก็ล้วนมีป่าช้าและพื้นที่จัดการความตายของตนเองกระจายอยู่ในย่านต่างๆ อาทิ “ป่าช้าแขก” ริมคลองมหานาค (กุโบร์มหานาค) สำหรับชุมชนชาวมุสลิม

สุสานนี้นอกจากจะรองรับชาวมุสลิมในย่านคลองมหานาคแล้วยังรองรับร่างผู้เสียชีวิตจากชุมชนมัสยิดตึกดินและมัสยิดจักรพงษ์ ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมือง ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ฝังศพคนตายภายในพระนครเช่นเดียวกัน (ดูเพิ่มใน “ชุมชนมหานาคและกูโบร์มหานาค” ในเพจ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ https://www.facebook.com/photo/?fbid=3196681033737698) และอีกแห่งที่เก่าแก่ คือ ป่าช้าแขกของมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก ริมถนนทรงวาด

สำหรับผู้นับถือคริสต์ซึ่งธรรมเนียมโบราณนิยมการฝังศพเป็นหลัก “สุสานโปเตสแตนต์” บริเวณซอยเจริญกรุง 72/5 คือหนึ่งในสุสานสำคัญของชาวคริสต์ในเมืองกรุงเทพฯ ที่เก่าแก่ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยรัชกาลที่ 4

ในส่วนของชาวจีนในกรุงเทพฯ ซึ่งธรรมเนียมโบราณก็นิยมการฝังศพมากกว่าเผาเช่นกัน ก็มีสุสานชาวจีนเป็นจำนวนมากกระจายตัวอยู่ในย่านเก่ากรุงเทพฯ ที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งและยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันก็คือ “สุสานแต้จิ๋ว” เขตสาทร ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2442

ย้อนกลับมาที่พื้นที่ป่าช้าชาวพุทธ ลักษณะทางกายภาพโดยรวมของป่าช้าส่วนใหญ่มักถูกออกแบบให้มีคูหรือคลองล้อมรอบทุกด้านในลักษณะเป็นเสมือนเกาะที่แยกออกมาต่างหากจากพื้นที่อื่นของวัดและชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ป่าช้าวัดสระเกศ ป่าช้าวัดอรุณฯ และป่าช้าวัดพิชยญาติการาม

ในแง่หนึ่งก็ถือว่าเป็นการออกแบบเพื่อความสะดวกสำหรับการสัญจรทางเรือ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจตีความได้ว่าเป็นการแยกพื้นที่ความตายให้ออกจากพื้นที่คนเป็น โดยจะมีการทำสะพานเชื่อมจากวัดเข้ามาในป่าช้า

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจอีกประการคือ ป่าช้าจะไม่ได้มีเพียงพื้นที่สำหรับเผาศพเท่านั้น แต่จะมีพื้นที่สำหรับการฝังศพแยกออกมาอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งการฝังศพตามความเชื่อชาวพุทธ มิใช่การฝังถาวรแบบชาวคริสต์ ชาวจีน หรือมุสลิม แต่จะเป็นเพียง “การฝังศพชั่วคราว” ซึ่งอาจจะหมายถึงหลายเดือนหรือเป็นปีๆ ก่อนที่จะมีการขุดศพขึ้นมาทำการเผา และในบางกรณี ชาวบ้านจะไม่ใช้วิธีการฝัง แต่จะใช้วิธีการเก็บซึ่งจะมีรูปแบบและลักษณะวิธีการเก็บแตกต่างกันไป

ดังนั้น เมืองกรุงเทพฯ ยุคจารีต พื้นที่จัดการความตายจึงมิได้มีแค่พื้นที่เผาศพตามระบบในปัจจุบัน แต่จะมีพื้นที่สำหรับฝังชัวคราวและเก็บศพชั่วคราวด้วย ซึ่งในบางกรณีพื้นที่ เผา ฝัง และเก็บ อาจอยู่รวมกันในพื้นที่เดียว เช่น ป่าช้าวัดสระเกศ แต่ในบางกรณีก็อาจจะเป็นเพียงพื้นที่ฝังหรือเก็บเท่านั้น โดยการเผาจะต้องไปทำในพื้นที่อื่น

เราไม่มีหลักฐานมากนักว่าในแต่ละช่วงเวลามีพื้นที่สำหรับเผาศพ ฝังศพ และเก็บศพ มากน้อยแค่ไหน

แต่จากข้อมูลการสำรวจเมื่อ พ.ศ.2478 เฉพาะในพื้นที่สุขาภิบาลจังหวัดพระนคร พบว่า พื้นที่ฝังศพตามป่าช้าต่างๆ ในเขตเทศบาล กินพื้นที่รวมกันมากถึง 13,000 ตารางเมตร โดยมีศพฝังอยู่มากกว่า 2,700 ศพ และในส่วนสถานที่ที่ได้รับอนุญาตให้เก็บศพ (ไม่มีการเผาศพ) มีจำนวน 16 แห่ง คิดเป็นโรงเก็บศพได้ 33 โรง โดยมีจำนวนศพที่เก็บเพื่อรอการเผา 2,400 ศพ (อ้างถึงใน สจช., ศธ.0701.9.10/3 เรื่อง การจัดการศพในพระนคร วันที่ 2 กันยายน 2478)

ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมการอนุญาตให้มีการเก็บศพไว้ตามบ้านด้วยนะครับ ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นธรรมเนียมที่นิยมกันพอสมควรเลยทีเดียว

สิ่งที่น่าสนใจคือ การสำรวจในปี พ.ศ.2478 ได้บันทึกข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ว่า “การฝังศพชั่วคราว” ตามธรรมเนียมแบบชาวพุทธไทยที่ถือปฏิบัติกันมานั้น มักกระทำอย่างลวกๆ และฝังลงในระดับดินที่ตื้นเกินไป เพราะสะดวกในการขุดศพขึ้นมาเผาในภายหลัง ทำให้ขาดความใส่ใจในการฝัง ขาดรั้วรอบขอบชิด บางแห่งน้ำท่วมถึง และหลายกรณีเกิดการคุ้ยเขี่ยจากสัตว์ต่างๆ ได้โดยง่าย จนศพโผล่พ้นดินเป็นที่น่ารังเกียจและส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว

ส่วนปัญหาของการ “เก็บศพชั่วคราว” ก็ไม่ต่างกันนัก เพราะที่เก็บศพจะมีลักษณะเป็นอาคารที่มิได้คำนึงถึงสุขลักษณะที่ดีพอ ไม่สามารถกันสัตว์ออกได้อย่างสมบูรณ์ ขาดระบบระบายอากาศ ที่สำคัญคือ ไม่มีการออกแบบรองรับเลือด หนอง และน้ำเหลืองที่ไหลออกจากศพได้ ทำให้โรงเก็บศพทุกแห่งมีกลิ่นเหม็นรุนแรง

ด้วยธรรมเนียมการจัดการศพดังที่กล่าวมา สิ่งที่เราน่าจะจินตนาการได้ไม่ยากคือ เมืองกรุงเทพฯ ยุคจารีต คือเมืองที่หลายย่านโดยเฉพาะย่านที่มีป่าช้า คงเต็มไปด้วยกลิ่นซากศพ (ยังไม่นับรวมกลิ่นขยะ สิ่งปฏิกูล ของเสีย และซากสัตว์ต่างๆ)

และสิ่งนี้คงจะเป็นเหตุผลหลักประการหนึ่งที่ทำให้การออกแบบเมืองยุคโบราณของไทยจึงไม่ยอมให้มีป่าช้าและการเผาศพเกิดขึ้นภายในกำแพงพระนครโดยเด็ดขาด

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พื้นที่ความตายในเมืองกรุงเทพฯ (3) : ป่าช้ารอบพระนคร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...