พื้นที่ความตายในเมืองกรุงเทพฯ (3) : ป่าช้ารอบพระนคร
เพราะศพคนตายภายในพระนครทุกศพจะต้องถูกนำออกนอกเมืองผ่านประตูผี (ประตูสำราญราชย์) เพียงประตูเดียว
ดังนั้น ป่าช้าวัดสระเกศจึงเป็นพื้นที่หลักสำหรับจัดการความตายของประชาชนที่อาศัยอยู่ในกำแพงพระนคร และดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมื่อใดก็ตามที่มีการพูดถึงป่าช้าและที่เผาศพแบบจารีตของกรุงเทพฯ คนส่วนใหญ่จึงนึกถึงแต่เพียงวัดสระเกศ
แม้กระทั่งชาวต่างชาติที่เคยไปเยี่ยมชมป่าช้าในกรุงเทพฯ ทั้งหมดก็ล้วนแต่บันทึก (และถ่ายภาพ) เรื่องราวของป่าช้าวัดสระเกศเพียงแห่งเดียว
แต่ในความเป็นจริง ชุมชนอยู่อาศัยที่หนาแน่นแท้จริงของกรุงเทพฯ ยุคจารีต มิได้มีเพียงภายในกำแพงเมืองเท่านั้น พื้นที่รอบนอกของกำแพงพระนคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาและบริเวณชุมชนชานกำแพงพระนคร คืออีกหนึ่งพื้นที่หลักที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่น
พื้นที่บริเวณดังกล่าวทั้งสะดวกในการประกอบอาชีพและสะดวกในการคมนาคมเพราะติดกับแม่น้ำสายหลัก คลองรอบกรุง ตลอดจนเครือข่ายคูคลองทั้งภายในและภายนอกกำแพงเมือง
ด้วยเหตุนี้ ป่าช้าหรือพื้นที่จัดการความตายจึงจำเป็นต้องมีหลายแห่งเพื่อรองรับชุมชนที่กระจายตัวอยู่รอบพระนคร รวมไปถึงชุมชนฝั่งธนบุรีที่เคยเป็นพื้นที่กรุงธนบุรีเดิมและยังคงเป็นพื้นที่พักอาศัยหนาแน่นของประชากรในยุคต้นรัตนโกสินทร์
จากหลักฐานต่างๆ ที่เหลืออยู่ทำให้เราทราบว่า “ป่าช้าวัดบางลำภู” (วัดสังเวชฯ) คือป่าช้าหลักที่รองรับผู้คนในบริเวณนอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ
ป่าช้าวัดสระเกศรองรับศพจากภายในพระนครและผู้คนที่อาศัยอยู่นอกกำแพงทิศตะวันออก ทั้งบริเวณปากคลองมหานาค ป้อมมหากาฬ และย่านวัดสระเกศ
ส่วนพื้นที่นอกกำแพงพระนครด้านทิศใต้ วัดหลักที่น่าจะทำหน้าที่นี้คือ วัดบพิตรภิมุข และ วัดปทุมคงคา
ที่ชวนให้คิดเช่นนั้นเพราะข้อความในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 2 ซึ่งบันทึกเรื่องราวการระบาดของโรคห่าครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2363 ที่ทำให้มีคนตายมากถึงราว 30,000 คน ได้ระบุชื่อวัดทั้ง 4 แห่งเอาไว้อย่างมีนัยยะสำคัญความว่า
“…คนตายทั้งชายทั้งหญิง ศพที่เอาไปทิ้งไว้ในป่าช้าแลศาลาดินในวัดสระเกษ วัดบางลำภู วัดบพิตรภิมุข วัดประทุมคงคา แลวัดอื่นๆ ก่ายกันเหมือนกองฟืน ที่เผาเสียก็มากกว่ามาก ถึงมีศพลอยในแม่น้ำลำคลองเกลื่อนกลาดไปทุกแห่ง จนพระสงฆ์ก็หนีออกจากวัด คฤหัสถ์ก็หนีออกจากบ้าน ถนนหนทางก็ไม่มีคนเดิน ตลาดก็ไม่ได้ออกซื้อขายกัน ต่างคนต่างกินแต่ปลาแห้งพริกกับเกลือเท่านั้น น้ำในแม่น้ำก็กินไม่ได้ ด้วยอาเกียรณ์ไปด้วยทรากศพ…”
ส่วนชุมชนฝั่งธนบุรีก็มีหลักฐานระบุถึงวัดและป่าช้าหลายแห่งที่มีบทบาทในการเป็นพื้นที่จัดการความตาย ที่สำคัญเช่น วัดอรุณราชวราราม, วัดสุวรรณาราม, วัดพิชยญาติการาม, วัดจันทาราม และ วัดดุสิดาราม เป็นต้น
นอกจากป่าช้าสำหรับคนนับถือพุทธศาสนา โดยรอบของพระนครซึ่งเต็มไปด้วยชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์และศาสนา ต่างก็ล้วนมีป่าช้าและพื้นที่จัดการความตายของตนเองกระจายอยู่ในย่านต่างๆ อาทิ “ป่าช้าแขก” ริมคลองมหานาค (กุโบร์มหานาค) สำหรับชุมชนชาวมุสลิม
สุสานนี้นอกจากจะรองรับชาวมุสลิมในย่านคลองมหานาคแล้วยังรองรับร่างผู้เสียชีวิตจากชุมชนมัสยิดตึกดินและมัสยิดจักรพงษ์ ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมือง ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ฝังศพคนตายภายในพระนครเช่นเดียวกัน (ดูเพิ่มใน “ชุมชนมหานาคและกูโบร์มหานาค” ในเพจ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ https://www.facebook.com/photo/?fbid=3196681033737698) และอีกแห่งที่เก่าแก่ คือ ป่าช้าแขกของมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก ริมถนนทรงวาด
สำหรับผู้นับถือคริสต์ซึ่งธรรมเนียมโบราณนิยมการฝังศพเป็นหลัก “สุสานโปเตสแตนต์” บริเวณซอยเจริญกรุง 72/5 คือหนึ่งในสุสานสำคัญของชาวคริสต์ในเมืองกรุงเทพฯ ที่เก่าแก่ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยรัชกาลที่ 4
ในส่วนของชาวจีนในกรุงเทพฯ ซึ่งธรรมเนียมโบราณก็นิยมการฝังศพมากกว่าเผาเช่นกัน ก็มีสุสานชาวจีนเป็นจำนวนมากกระจายตัวอยู่ในย่านเก่ากรุงเทพฯ ที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งและยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันก็คือ “สุสานแต้จิ๋ว” เขตสาทร ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2442
ย้อนกลับมาที่พื้นที่ป่าช้าชาวพุทธ ลักษณะทางกายภาพโดยรวมของป่าช้าส่วนใหญ่มักถูกออกแบบให้มีคูหรือคลองล้อมรอบทุกด้านในลักษณะเป็นเสมือนเกาะที่แยกออกมาต่างหากจากพื้นที่อื่นของวัดและชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ป่าช้าวัดสระเกศ ป่าช้าวัดอรุณฯ และป่าช้าวัดพิชยญาติการาม
ในแง่หนึ่งก็ถือว่าเป็นการออกแบบเพื่อความสะดวกสำหรับการสัญจรทางเรือ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจตีความได้ว่าเป็นการแยกพื้นที่ความตายให้ออกจากพื้นที่คนเป็น โดยจะมีการทำสะพานเชื่อมจากวัดเข้ามาในป่าช้า
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจอีกประการคือ ป่าช้าจะไม่ได้มีเพียงพื้นที่สำหรับเผาศพเท่านั้น แต่จะมีพื้นที่สำหรับการฝังศพแยกออกมาอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งการฝังศพตามความเชื่อชาวพุทธ มิใช่การฝังถาวรแบบชาวคริสต์ ชาวจีน หรือมุสลิม แต่จะเป็นเพียง “การฝังศพชั่วคราว” ซึ่งอาจจะหมายถึงหลายเดือนหรือเป็นปีๆ ก่อนที่จะมีการขุดศพขึ้นมาทำการเผา และในบางกรณี ชาวบ้านจะไม่ใช้วิธีการฝัง แต่จะใช้วิธีการเก็บซึ่งจะมีรูปแบบและลักษณะวิธีการเก็บแตกต่างกันไป
ดังนั้น เมืองกรุงเทพฯ ยุคจารีต พื้นที่จัดการความตายจึงมิได้มีแค่พื้นที่เผาศพตามระบบในปัจจุบัน แต่จะมีพื้นที่สำหรับฝังชัวคราวและเก็บศพชั่วคราวด้วย ซึ่งในบางกรณีพื้นที่ เผา ฝัง และเก็บ อาจอยู่รวมกันในพื้นที่เดียว เช่น ป่าช้าวัดสระเกศ แต่ในบางกรณีก็อาจจะเป็นเพียงพื้นที่ฝังหรือเก็บเท่านั้น โดยการเผาจะต้องไปทำในพื้นที่อื่น
เราไม่มีหลักฐานมากนักว่าในแต่ละช่วงเวลามีพื้นที่สำหรับเผาศพ ฝังศพ และเก็บศพ มากน้อยแค่ไหน
แต่จากข้อมูลการสำรวจเมื่อ พ.ศ.2478 เฉพาะในพื้นที่สุขาภิบาลจังหวัดพระนคร พบว่า พื้นที่ฝังศพตามป่าช้าต่างๆ ในเขตเทศบาล กินพื้นที่รวมกันมากถึง 13,000 ตารางเมตร โดยมีศพฝังอยู่มากกว่า 2,700 ศพ และในส่วนสถานที่ที่ได้รับอนุญาตให้เก็บศพ (ไม่มีการเผาศพ) มีจำนวน 16 แห่ง คิดเป็นโรงเก็บศพได้ 33 โรง โดยมีจำนวนศพที่เก็บเพื่อรอการเผา 2,400 ศพ (อ้างถึงใน สจช., ศธ.0701.9.10/3 เรื่อง การจัดการศพในพระนคร วันที่ 2 กันยายน 2478)
ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมการอนุญาตให้มีการเก็บศพไว้ตามบ้านด้วยนะครับ ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นธรรมเนียมที่นิยมกันพอสมควรเลยทีเดียว
สิ่งที่น่าสนใจคือ การสำรวจในปี พ.ศ.2478 ได้บันทึกข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ว่า “การฝังศพชั่วคราว” ตามธรรมเนียมแบบชาวพุทธไทยที่ถือปฏิบัติกันมานั้น มักกระทำอย่างลวกๆ และฝังลงในระดับดินที่ตื้นเกินไป เพราะสะดวกในการขุดศพขึ้นมาเผาในภายหลัง ทำให้ขาดความใส่ใจในการฝัง ขาดรั้วรอบขอบชิด บางแห่งน้ำท่วมถึง และหลายกรณีเกิดการคุ้ยเขี่ยจากสัตว์ต่างๆ ได้โดยง่าย จนศพโผล่พ้นดินเป็นที่น่ารังเกียจและส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว
ส่วนปัญหาของการ “เก็บศพชั่วคราว” ก็ไม่ต่างกันนัก เพราะที่เก็บศพจะมีลักษณะเป็นอาคารที่มิได้คำนึงถึงสุขลักษณะที่ดีพอ ไม่สามารถกันสัตว์ออกได้อย่างสมบูรณ์ ขาดระบบระบายอากาศ ที่สำคัญคือ ไม่มีการออกแบบรองรับเลือด หนอง และน้ำเหลืองที่ไหลออกจากศพได้ ทำให้โรงเก็บศพทุกแห่งมีกลิ่นเหม็นรุนแรง
ด้วยธรรมเนียมการจัดการศพดังที่กล่าวมา สิ่งที่เราน่าจะจินตนาการได้ไม่ยากคือ เมืองกรุงเทพฯ ยุคจารีต คือเมืองที่หลายย่านโดยเฉพาะย่านที่มีป่าช้า คงเต็มไปด้วยกลิ่นซากศพ (ยังไม่นับรวมกลิ่นขยะ สิ่งปฏิกูล ของเสีย และซากสัตว์ต่างๆ)
และสิ่งนี้คงจะเป็นเหตุผลหลักประการหนึ่งที่ทำให้การออกแบบเมืองยุคโบราณของไทยจึงไม่ยอมให้มีป่าช้าและการเผาศพเกิดขึ้นภายในกำแพงพระนครโดยเด็ดขาด
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พื้นที่ความตายในเมืองกรุงเทพฯ (3) : ป่าช้ารอบพระนคร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com