พรเพ็ญ หวังรัฐไทยใช้มาตรฐาน ‘แป้งนาโหนด’ ตามคดีวันเฉลิม ชี้ช่องใหม่ ‘ดีลกัมพูชา’
ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม หวัง ‘รัฐไทย’ ติดตามปม ‘วันเฉลิม’ เหมือน ‘เสี่ยแป้งนาโหนด’ ชี้ช่อง ‘ขอความร่วมมือระหว่างรัฐ’ แนะดีลกัมพูชาใหม่
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน เวลา 17.00 น. ที่ SEA Junction ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เขตปทุมวันมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดเวทีเสวนา“คิดฮอดเด้อ: 4 ปี วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ มิดซีลี่” เพื่อสะท้อนความคืบหน้าด้านคดีของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์ศิทธิ์ หรือ ต้าร์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยหลังการรัฐประหารปี 2557 ที่ถูกบังคับให้สูญหาย ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อ 4 มิถุนายน 2563
บรรยากาศเวลา 17.30 น. เข้าสู่เวทีเสวนาที่ 1 อัปเดตคดี‘วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์’ จากการดำเนินการล่าสุด นับจากปี 2566 ถึงปัจจุบัน และการสะท้อนปัญหาระหว่างการเดินทาง 4 ปีเพื่อความยุติธรรมของครอบครัววันเฉลิม
ในตอนหนึ่ง น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า กรณีผู้ถูกอุ้มหายทั้ง 9 ราย เราไม่เคยได้รับคำร้องขอให้เข้ามาช่วยเหลือดูแลด้านคดี จึงเป็นข้อจำกัดในการรวบรวมพยานหลักฐาน ให้มีความเป็นแพทเทิร์นได้ แต่เรื่องของนายวันเฉลิม ต้องยอมรับว่าด้วยแรงพลังของญาติและผู้ใกล้ชิด ทำให้เราไม่มีการอุ้มหายกรณีที่ 10 อีกต่อไป
ในการติดตาม ทั้ง 9 กรณีมีความยากลำบาก เพราะหลบหนีการดำเนินคดีข้อหาร้ายแรง และแม้ว่าญาติจะมีหลักฐาน เป็นเสียงสนทนาในโทรศัพท์ชัดเจน บันทึกเสียง 16 นาที จนไม่มีใครกล้ากล่าวหาว่าเจน (นางสาวสิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวนายวันเฉลิม) ว่ากุเรื่อง ไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ แต่ปัจจุบันยังคลุมเครือ ว่าเขายังอยู่ในกัมพูชาหรือไม่
“เราไปเริ่มคดีที่ฝั่งนั้น ให้มีการสืบสวนคดี ไปทุกครั้งเราก็หวัง เพราะเขามีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ และกัมพูชายังมีหน้าที่ในพันธกรณี ในอนุสัญญา ที่ต้องป้องกันไม่ให้การผู้ถูกบังคับสูญหาย เราหอบหลักฐานกันไปหลายร้อยหน้า ทั้งหมดทั้งมวลเป็นหลักฐานชุดเดียวกับที่นำมามอบให้เจ้าหน้าฝ่ายไทย”
“ช่องว่างที่หายไป คือ ‘การร่วมมือกันระหว่างรัฐไทย กับกัมพูชา’ อัยการบอกว่าไปไม่ได้ เพราะติดโควิด แต่ทำไมเราไปได้ การเดินทางของหัวหน้ารัฐบาลไทยกัมพูชา หลังจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ง่ายมาก ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก จะไปแวะกินข้าวมาไหนง่ายมาก นายกฯ กับ อดีตนายกฯ พบกันง่ายมาก” น.ส.พรเพ็ญชี้
น.ส.พรเพ็ญกล่าวอีกว่า มีภาพบันทึกวิดีโอ ภาพรถ 2 คัน ยามหน้าคอนโดที่ถอยหลังเหมือนหวาดกลัว มีบทสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในกัมพูชา ยังไม่พอสรุปว่าวันเฉลิมหายไปที่ฝั่งกัมพูชาอีกหรือ
ดังนั้น 1.ความคลุมเครือ จากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ยังเหมือนเดิม ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าอยู่ที่กัมพูชา ทั้งที่ถือพาสปอร์ตกัมพูชา
“โดยสรุป การสืบสวนยังล้มเหลว ทำให้สถานะความเป็นวันเฉลิม ยังคลุมเครืออยู่จนบัดนี้คล้ายกับกรณี ‘บิลลี่’ พอละจี รักจงเจริญ ไม่ว่าพยานหลักฐานจะมีกี่พันหน้า ถ้าไม่มีระบบการพิจารณาที่เป็นอิสระ ความคลุมเครือของผู้สูญหายก็จะยังคงมีต่อไป”
“เราอยากให้ผู้ลี้ภัยทุกคนได้รับการปฏิบัติเหมือนเสี่ยแป้งนาโหนด ได้รับการติดตามจากสื่อ จนรับรู้ว่าเขาอยู่ไหนในทุกวินาทีตั้งแต่ถูกจับ” น.ส.พรเพ็ญกล่าว พร้อมเรียกร้องให้เปิดผลการสอบสวน ในประเทศกัมพูชา ให้ญาติได้รับทราบ
น.ส.พรเพ็ญยังระบุด้วยว่า การอุ้มหายที่เป็นแพทเทิร์นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก อย่าลืมเรื่อง ‘ถีบลงเขาเผาลงถังแดง’ หลายบริบท ประเทศเรานิยมออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง ซึ่งยังโชคดีที่ ยังไม่มีกฎหมายนิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีนี้
ทั้งนี้ กรณีนายวันเฉลิม ที่หายตัวไป 4 ปี อาจจะยังมีความสามารถของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ตำรวจ, ดีเอสไอ, อัยการ และฝ่ายปกครอง ทั้ง 4 หน่วยงาน ในการค้นหาความจริง
“รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ จริงๆ ไม่ยาก นัดกินข้าวแป๊บเดียวได้ เจอกันได้ ความร่วมมือในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา สำคัญขนาดนี้ ไม่น่ายากสำหรับรัฐบาลประชาธิปไตย” น.ส.พรเพ็ญกล่าว
นอกจากนี้ น.ส.พรเพ็ญ ยังตั้งข้อสังเกตอีกด้วยว่า การบังคับบุคคลสูญหาย ทำไม่ได้ ถ้าน้อยกว่า 5 คน ซึ่งประเด็นสำคัญที่เราต้องก้าวข้ามไปให้ได้ คือ ‘ความกลัว’ เพราะสิ่งแรกที่คนใกล้ชิดทำ ไม่ใช่การรวบรวมพยานหลักฐาน แต่เป็นการลบและทิ้งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปให้หมด อันเนื่องมาจากความหวาดกลัว ต้องฝ่าฟันความกลัวออกมาเรียกร้องสิทธิ ให้แก่ตัวเองและคนอื่น
น.ส.พรเพ็ญ ยังกล่าวในวงเสวนารอบ 2 ด้วยว่า กว่า 9 ปีของรัฐประหาร ปี 2557 สร้างให้เกิดระบบการตรวจสอบรัฐบาล ที่ล้มเหลว
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ดำเนินการจนได้ข้อเท็จจริง 200-300 หน้า ซึ่งเรายังไม่เห็นในรายละเอียด แต่อย่างน้อยจะมีการเผยแพร่รายงานที่สำคัญ
“การค้นหาความจริงไม่ง่ายเลย รายงานที่สรุป จะเผยแพร่ 10 มิถุนายน 2567 เราพบว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ทำงานด้วยความยากลำบาก ต้องขอบคุณ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ริเริ่มเป็นผู้ร้องเรียนทั้ง 9 กรณี จนมีข้อสรุปว่ามีความล่าช้า และความล่าช้า ยังนับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย
“ทั้ง 9 คน เข้าข่ายการอุ้มหาย ตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย รายละเอียดของรายงานฉบับนี้ น่าจะทำให้มั่นใจได้ว่า ความรับผิดชอบเกิดขึ้นแล้ว ที่สำคัญยังน่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่หวังว่านักการเมือง รมว.ยุติธรรม ที่ไปรับเสี่ยแป้งกลับมา มีหน้าที่สำคัญที่จะทำให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ”
“การที่ญาติต้องทนทุกข์กับการค้นหาความจริง หรือทำใจได้ มันคือการทรมาน ตามกฎบัตร อีกประการที่ไทยได้ลงนามและเป็นสมาชิกอยู่” น.ส.พรเพ็ญชี้
น.ส.พรเพ็ญกล่าวต่อว่า อีกบทบาทของ กสม. คือ ‘รายงานของ กสม.’ ที่จะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานมาเกี่ยวข้องด้วย ทั้ง อัยการ ดีเอสไอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง
” กสม.ระบุว่า มีพยานและหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า มีการอุ้มหาย ทราบว่ารายงานฉบับนี้มีการลงนามแล้ว รวมถึงอยากเรียกร้องเสรีภาพสื่อ เพื่อป้องปรามไม่ให้มีการบังคับใช้มาตรการเช่นนี้อีกในประเทศไทย
เป็นข่าวดีที่คดีในกัมพูชา ยังไม่ปิด เป็นเรื่องดีที่เราจะขอความร่วมมือระหว่างประเทศอีกครั้ง” น.ส.พรเพ็ญแนะ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พรเพ็ญ หวังรัฐไทยใช้มาตรฐาน ‘แป้งนาโหนด’ ตามคดีวันเฉลิม ชี้ช่องใหม่ ‘ดีลกัมพูชา’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th