ลากไทยให้ดิ่งลงสู่อาจม ‘สมหมาย’ ชี้นักการเมืองกำลังจะตั้ง ‘ผู้ว่า ธปท.’ ที่ตัวเองบงการได้
นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โพสต์ข้อความวิเคราะห์สถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของไทยอย่างรุนแรง โดยมีพาดหัวว่า “ประเทศไทยเราเลวร้ายและตกต่ำสุดๆ จริงหรือ”
โดยระบุว่าสังคมไทยในเวลานี้ “มีสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดความชั่วช้าและเลวร้ายหนักๆ” ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมที่เป็นปาราชิก ปัญหาการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การพนันออนไลน์ และการทุจริตไซเบอร์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ของไทยเราเองเข้าไปมีส่วนร่วมมือด้วยสูงมาก
ขณะเดียวกันระบบราชการอ่อนแอลงมาก ข้าราชการไทยขาดความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินตกอยู่ภายใต้การครอบงำของนักการเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนด้านการเมืองนั้นไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ย่ำอยู่กับที่ เพราะทั้งนักการเมืองและพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่เลวระยำที่สุดในความรู้สึกของคนไทยที่พอมีความรู้ส่วนใหญ่
นายสมหมายวิจารณ์นักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศ “โงหัวไม่ขึ้น” จากการที่พ่อค้านักธุรกิจไทยไปหาผลประโยชน์จากการค้าทั้งปกติ และการค้าสีเทาอ่อนๆกับนักธุรกิจของประเทศเพื่อนบ้าน
“คนที่ไปทำมาหากินในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเป็นล่ำเป็นสันในทุกวันนี้ กลับเป็นชนชั้นระดับที่เป็นตำรวจที่มีอำนาจหน้าที่สูง และตัวสำคัญคือนักการเมือง นี่แหละที่ว่าเป็นความเลวร้ายของประเทศไทยที่ทำให้ประเทศที่รักของเราโงหัวไม่ขึ้นสักที” นายสมหมายระบุ และระบุด้วยว่า
“ที่มีโซเชียลมีเดียกระจายข่าวเกี่ยวกับธุรกิจสีเทาของเพื่อนบ้านปลิวว่อนอยู่ทุกวันนี้ ทั้งเรื่องบ่อน เรื่องการพนันออนไลน์ เรื่องคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด เรื่องเลวร้ายสุดๆเหล่านี้มีทั้งนายตำรวจไทย และนักการเมืองไทยมีเอี่ยวด้วยทุกเรื่อง อนิจจาการเมืองไทย”
นายสมหมายระบุว่า “เศรษฐกิจของไทยนั้นร่อแร่แบบโตไม่ขึ้นมาตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 จนถึงทุกวันนี้ กล่าวได้ว่าอัตราการเติบโตของ GDP หรือรายได้มวลรวมประชาชาติของไทยต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน” และระบุว่า
“แต่นักการเมืองไทยกลับทำไม่รู้สึกรู้สา มีการออกแรงค้ำยันจากพรรคการเมืองมากกว่าครึ่งให้นายกรัฐมนตรีที่ทั้งโลกเขาก็เห็นว่าไม่มีทั้งความสามารถและประสบการณ์ นำพาประเทศให้เดินได้ต่อไป ทั้งๆที่เห็นๆกันอยู่ว่ามีการบริหารงานเป็นที่ประจักษ์ว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง เทียบกับผู้นำในกลุ่มอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ผู้นำของไทยในสายตาคนไทยส่วนใหญ่ส่ายหน้ากันแทบทุกคน”
และคาดการณ์ว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และคาดว่าจะแย่ลงอีกในอนาคต ทำให้รัฐบาลเผชิญความท้าทายในการบริหารงบประมาณและการจัดการหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น
“และที่สำคัญที่สุดจะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น ส่วนเงินต้นนั้นก็พอกล้อมแกล้มกู้หนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่าเหมือนบริษัทใหญ่ๆทำกันอยู่ได้ แต่การจะกู้เงินมาใช้เพื่อปิดยอดขาดดุลงบประมาณที่จะมีความต้องการยิ่งสูงขึ้นทุกปีนั้น มันแทบจะไม่มีช่องให้ทำได้อีกแล้ว ทีนี้ละใครเป็นรัฐบาลก็จะมีอาการหน้ามืดตาลายให้เห็นแน่นอน” นายสมหมายระบุ และระบุว่า
“ประเทศที่เศรษฐกิจที่ร่อแร่ ประเทศที่นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อถือเพราะผู้นำไม่ได้เรื่อง เพราะธรรมาภิบาลต่ำต้อย แล้วกำลังจะถูกนักการเมืองปู้ยี่ปู้ยำเรื่องอื่นๆอีก ผมว่าคนไทยระดับมีความรู้เขารู้ทัน
ประเทศไทยตอนนี้มีดีอยู่เพียงอย่างเดียว คือ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ที่คนทั่วไปเรียกว่า “แบงค์ชาติ” แต่จากข่าวที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากผู้ใหญ่และผู้รู้หลายท่านว่า ขณะนี้นักการเมืองระดับสูงทั้งเก่าและปัจจุบันพยายามหนักหนาที่จะตั้งผู้ว่าการที่รัฐบาลบงการได้ จะทำงานได้เก่งแค่ไหนก็ช่างมาเป็นผู้ว่าการคนใหม่ ที่กำลังเลือกตั้งและจะจบในวันสองวันนี้
ถ้าเป็นเช่นนั้น ของดีเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่ในประเทศเราขณะนี้ก็จะถูกลากจูงไปสู่อาจมจนได้”
—
ทั้งนี้ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. กำลังจะหมดวาระลงในวันที่ 30 ก.ย. 2568 ที่จะถึงนี้ และกระบวนการสรรหาผู้ว่า ธปท. คนใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งตามกำหนดการณ์ที่ ธปท. เคยประกาศไว้ จะมีการเสนอชื่อผู้สมัครที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบและสัมภาษณ์แล้ว ต่อ รมว. คลัง ในวันที่ 2 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา
แต่ทั้งนี้ ในวันนี้ (7 ก.ค. 2568) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ากระบวนการคัดสรรยังไม่เสร็จสิ้นตามกำหนด จึงจะยังไม่มีการเสนอรายชื่อแคนดิเดตผู้ว่า ธปท. ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (8 ก.ค. 2568)
#TheStructure
#TheStructureNews
#ธนาคารแห่งประเทศไทย #คลัง
#สมหมายภาษี