โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รมว.คลัง สั่ง ‘ธอส.’ รุกตลาดบ้านพรีเมียมราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมอัดสินเชื่อเพิ่มในครึ่งปีหลัง ปลุกภาคอสังหา

THE STANDARD

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 00.57 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 00.57 น. • thestandard.co
รมว.คลัง สั่ง ‘ธอส.’ รุกตลาดบ้านพรีเมียมราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมอัดสินเชื่อเพิ่มในครึ่งปีหลัง ปลุกภาคอสังหา

รมว.คลัง สั่ง ธอส. รุกตลาดสินเชื่อบ้าน 7 ล้านบาทขึ้นไป ดอกเบี้ยปีแรกเริ่มเพียง 1.79% ต่อปี หวังเพิ่มการแข่งขัน พร้อมให้อัดสินเชื่อเพิ่มอีกกว่า 150,000 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง หวังกระตุ้นอสังหาไทย หนุนการจ้างงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องเติบโตเพิ่มขึ้น

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบนโยบายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 รวมมูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ สร้างการจ้างงาน และขับเคลื่อนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมอีก 4 มาตรการ ประกอบด้วย

1. ออกสินเชื่อบ้าน Premier Home สำหรับลูกค้าที่มีกำลังซื้อ วงเงินให้กู้ตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.79% ต่อปี

2. ปล่อยสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซม หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย วงเงินกู้สูงสุด 300,000 บาท โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ผ่าน ‘สินเชื่อซ่อม-แต่ง’ และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา ผ่าน ‘สินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus’

3. สินเชื่อ Pre Finance Premium สำหรับผู้ประกอบการอสังหาคุณสมบัติตามที่ธนาคารกำหนด ในพื้นที่ทำเลที่มีศักยภาพ 27 จังหวัด อัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.90% ต่อปี

4. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC3) กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเงินงวด นานสูงสุด 1 ปี โดยอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เพียง 0% ต่อปี ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาทต่อเดือน

“ธอส. มีความเข้มแข็งทางการเงิน เห็นได้จากอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) และอัตราการปล่อยสินเชื่อที่สูง ธอส. พร้อมที่จะขยายไปสู่ธุรกิจอสังหาในรูปแบบอื่นๆ โดยรัฐพยายามผลักดันให้ ธอส. เข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม หรือบ้านราคาเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินอื่นๆ เข้ามาแข่งขันเพิ่มขึ้น” พิชัยกล่าว

มาตรการชุดนี้มีขึ้นหลังจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธอส. เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/68 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีมูลค่าลดลง -13%YoY โดยเป็นการชะลอตัวในทุกภูมิภาค ขณะที่มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ มูลค่า 109,368 ล้านบาท ลดลง 10%YoY

โดย REIC ยังคาดว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งปี 2568 จ่อลดลง 0.8%YoY พร้อมคาดว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศทั้งปีนี้ลดลง 0.3% จะเป็นการติดลบเป็นปีที่ 3 หลังจากในปี 2556 ติดลบไปแล้ว -2.8% และ -13.4% ในปี 2567

ธอส. ช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่อง รักษาบ้านให้คนไทยแล้วกว่า 373,000 บัญชี

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาตรการ DC3 มีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 4,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งจากการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงการคลังในครั้งนี้ได้มีส่วนช่วยเหลือและทำให้คนไทยเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้กว่า 100,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงเดินหน้าเป็นกลไกหลักของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 อีกกว่า 150,000 ล้านบาท เพื่ออัดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ทั้งปีสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมาย 241,780 ล้านบาท นับเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นภาคอสังหาให้ขยายตัวได้ดีขึ้น ส่งอานิสงส์บวกต่อการจ้างงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องให้ขยายตัวได้ดีขึ้น และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป

นอกจากมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแล้ว ธอส. ยังได้ช่วยเหลือลูกค้าตามนโยบายกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนิน ‘โครงการคุณสู้ เราช่วย’ ปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 80,939 บัญชี

อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคุณสู้ เราช่วย ธอส. ก็มีมาตรการในการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) และลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้มาอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 373,000 บัญชี

แบ่งเป็น ปี 2567 มีลูกค้าที่ได้รับการแก้ไขหนี้และกลับมามีสถานะปกติแล้วกว่า 238,000 บัญชี ผ่านมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน ปี 2567 (HD1-HD3) และมาตรการในการช่วยลูกค้าลดเงินงวดผ่อนชำระ พักชำระดอกเบี้ยนานสูงสุด 1 ปี

โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 ธอส. ช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มดังกล่าวให้กลับมามีสถานะปกติแล้วกว่า 135,000 บัญชี จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC1-DC2)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...