โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ฮอนด้า’ ปรับทัพธุรกิจรับตลาดยานยนต์ผันผวน มุ่ง EV-ไฮบริดอัจฉริยะ

The Reporters

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 12.04 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 12.04 น.

นายโทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด แถลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของฮอนด้า โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่งและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฮอนด้าจึงปรับกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้า และรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ฮอนด้าจะปรับกลยุทธ์ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้ 2 ทิศทางหลัก คือ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ และเสริมรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งผ่านการปรับพอร์ตโฟลิโอด้านระบบขับเคลื่อนใหม่ นอกจากนี้ บริษัทเตรียมพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ พร้อมผนวกความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ฮอนด้ายังปรับแผนเปิดตัวรถใหม่เนื่องจากการชะลอตัวของตลาด EV ทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลให้เป้าหมายสัดส่วนยอดขาย EV ทั่วโลกของบริษัทในปี 2030 ต่ำกว่าเป้าหมาย 30% ที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยจากนี้จะเน้นขุมพลังไฮบริดเป็นหลักในการเปลี่ยนผ่าน พร้อมเร่งขยายไลน์อัปไฮบริดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด (HEV) เจเนอเรชันใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป จากการปรับแนวทางนี้ ฮอนด้าตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายในปี 2030 ให้มากกว่าระดับปัจจุบันที่ 3.6 ล้านคัน โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ยอดขายรถยนต์ไฮบริด (HEV) 2.2 ล้านคัน

ด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ฮอนด้ากำลังพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ที่สามารถช่วยในการขับขี่ เช่น การเร่งและการบังคับเลี้ยวตลอดเส้นทางตามจุดหมายที่ผู้ขับขี่ป้อนลงในระบบนำทาง ทั้งบนทางด่วนและถนนในเมือง บริษัทมีแผนติดตั้งระบบ ADAS เจเนอเรชันใหม่นี้ในรถยนต์ EV และ HEV รุ่นหลัก ๆ ที่จะเปิดตัวในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่นในปี 2027 สำหรับตลาดจีน ฮอนด้าจะร่วมมือกับ Momenta Global Limited เพื่อพัฒนา ADAS รุ่นถัดไปที่เหมาะสมกับสภาพถนนในจีน และติดตั้งในรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นที่จะเปิดตัวในจีนอนาคต

เพื่อเสริมแกร่งกลยุทธ์ EV ฮอนด้ามุ่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบไฮบริด e:HEV โดยพัฒนาต่อยอดบนระบบไฮบริด 2 มอเตอร์เดิม ผนวกกับการพัฒนาแพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ที่ล้ำสมัย มีเสถียรภาพและน้ำหนักลดลง และระบบมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนสี่ล้อ (Electric AWD) ที่พัฒนาใหม่ บริษัทตั้งเป้าพัฒนาระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เจเนอเรชันใหม่ให้มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันดีขึ้น 10% และปรับลดต้นทุนระบบลง 50% เมื่อเทียบกับระบบในรุ่นปี 2018 และลดลงกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบในรุ่นปี 2023 สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ฮอนด้าจะพัฒนาระบบไฮบริดสำหรับรถขนาดใหญ่ เพื่อติดตั้งในรถที่จะเปิดตัวช่วงครึ่งปีหลังของทศวรรษ 2020 และมีแผนเปิดตัวรถ HEV เจเนอเรชันใหม่รวม 13 รุ่นทั่วโลก ภายใน 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2027

ฮอนด้ายังคงเชื่อมั่นว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือหนทางสำคัญสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และจะเดินหน้าเตรียมรากฐานเพื่อก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับไลน์อัป Honda 0 Series ซึ่งเป็นเสาหลักของธุรกิจ EV ในอนาคต บริษัทจะเผยโฉมรถยนต์รุ่นแรกในปีหน้า โดยจะส่งมอบคุณค่า Software-Defined Vehicle (SDV) ที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละคนผ่านฟังก์ชัน “ultra-personal optimization” ด้วยการทำงานร่วมกันของระบบปฏิบัติการยานยนต์ ASIMO OS และระบบ AD/ADAS Honda 0 Series เจเนอเรชันถัดไปจะมาพร้อมสถาปัตยกรรมยานยนต์แบบ Centralized E&E Architecture เพื่อมอบระบบ AD/ADAS ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ฮอนด้าจะใช้โลโก้ H Mark ดีไซน์ใหม่ในรถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ที่จะเริ่มเปิดตัวในปี 2027 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าในไลน์อัป Honda 0 Series เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านในธุรกิจยานยนต์

ในส่วนระบบการผลิต ฮอนด้าเตรียมจัดทำระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับการผลิตได้ทั้ง EV และ HEV ในสายการผลิตเดียวกัน และจัดตั้งห่วงโซ่อุปทานตามแนวคิด “ผลิตสินค้าให้ใกล้ชิดลูกค้า”

สำหรับธุรกิจรถจักรยานยนต์ ปีงบประมาณล่าสุด (สิ้นสุด 31 มี.ค. 2025) ฮอนด้ามียอดจำหน่ายรวม 20.57 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของยอดขายรวมในตลาดโลก และสร้างสถิติยอดขายสูงสุดใน 37 ประเทศและภูมิภาค ฮอนด้าคาดว่าความต้องการในตลาดจะยังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงอินเดีย ทำให้ยอดขายรวมอุตสาหกรรมอาจเพิ่มจากราว 50 ล้านคัน เป็น 60 ล้านคันภายในปี 2030 บริษัทจะเร่งการใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในรถจักรยานยนต์ ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงทางเลือก ฮอนด้าได้เริ่มจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น Active e: และ QC1 ในเดือนกุมภาพันธ์ และรุ่น CUV e: กับ ICON e: ในอินโดนีเซีย โดยมีแผนขยายตลาดมายังเวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์ รุ่น CUV e: มีกำหนดวางจำหน่ายในยุโรปและญี่ปุ่นภายในปีนี้ นอกจากนี้ บริษัทจะตั้งโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะในอินเดีย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2028 โดยตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดโลกที่ 50% และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (ROS) มากกว่า 15% ภายในปีงบประมาณ 2031 (สิ้นสุด 31 มี.ค. 2031)

ด้านกลยุทธ์การเงิน ฮอนด้าคาดการณ์ว่าจะเพิ่มผลกำไรภายในปี 2030 ผ่านการขยายธุรกิจรถจักรยานยนต์ การลดต้นทุนในธุรกิจยานยนต์ และการเพิ่มยอดขาย HEV โดยยังคงมุ่งเป้า ROIC ที่ 10% สำหรับปีงบประมาณ 2031 แผนการลงทุนในกลยุทธ์ EV ได้ปรับลดวงเงินลงทุนจาก 10 ล้านล้านเยน เหลือ 7 ล้านล้านเยน ภายในปีงบประมาณ 2031 เนื่องจากการเลื่อนโครงการ value chain สำหรับ EV ในแคนาดา และการยืดเวลาสร้างโรงงาน EV สำหรับการจัดสรรเงินทุนช่วง 5 ปีจากปีงบประมาณ 2027 ฮอนด้าตั้งเป้าสร้างกระแสเงินสดรวมมากกว่า 12 ล้านล้านเยน และคาดว่าจะเพิ่มการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ HEV เพียงเล็กน้อย บริษัทจะยังคงรักษาเป้าหมายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น และมุ่งให้ได้ผลกำไรมากกว่า 1.6 ล้านล้านเยน นอกจากนี้ ฮอนด้าได้ตัดสินใจนำอัตราส่วนเงินปันผลต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DOE) มาใช้ เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการรักษาผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างสอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...