โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กับดักการเมืองไทยซ้ำเติมเศรษฐกิจแค่ไหน? เอกชนห่วงสารพัดปัจจัยรุมเร้า ฉุด GDP 1.5-2.0%

THE STANDARD

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 11.20 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 11.20 น. • thestandard.co
กับดักการเมืองไทยซ้ำเติมเศรษฐกิจแค่ไหน? เอกชนห่วงสารพัดปัจจัยรุมเร้า ฉุด GDP 1.5-2.0%

ภาคเอกชนห่วงเสถียรภาพทางการเมืองมีผลต่อเศรษฐกิจ แนะ ครม.ชุดใหม่ทำงานชัดเจน-ฟังเสียงเอกชน เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ย้ำรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ เตือนเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งภาษีสหรัฐ ปัญหาค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอาจรุนแรงขึ้น

วันที่ 2 ก.ค. ผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย กล่าวหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง

“แม้การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ จะมีความคืบหน้า โดยเฉพาะกับจีนและสหราชอาณาจักรแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้นหากไม่ขยายเวลา ขณะที่เศรษฐกิจประเทศหลักที่มีแนวโน้มแผ่วลง และความขัดแย้งตะวันออกกลาง อาจมีความรุนแรงขึ้นได้อีก“

โดยเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มอ่อนแรงลง คาดทั้งปี 2568 ขยายตัวในระดับต่ำราว 1.5-2.0% โดยจะเติบโตใกล้เคียง 2.0% หากอัตราภาษีที่ไทยโดนเรียกเก็บยังอยู่ที่ 10% ในครึ่งปีหลัง แต่จะลดลงมาใกล้ 1.5% หากโดนเรียกเก็บที่ 18% หรือครึ่งหนึ่งของอัตรา Reciprocal Tariff ท่ามกลางอุปสงค์ภายในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลง จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งยังไม่สามารถทดแทนด้วย Long haul ได้

รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2568 ที่เหลืออยู่ และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ลุ้นผลเจรจาภาษี หวั่นการเมืองซ้ำเติม

ผยง กล่าวอีกว่า จากปัจจัยข้างต้น บวกกับการเมืองขาดเสถียรภาพยิ่งซ้ำเติม ส่งผลให้ กกร. ได้คงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 ที่กรอบ 1.5-2.0% โดยระบุว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการประเมินที่สวนทางกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังคงคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ถึง 2.3%

“ ปัจจัยลบสำคัญมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัว นักท่องเที่ยวจีนต่ำกว่าที่คาด และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบเสถียรภาพการเมืองมีผลกระทบต่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศ ทั้งเรื่องการส่งออก การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐตามแผน”

ห่วงส่งออกแผ่ว-บาทแข็ง วอน ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

แม้ตัวเลขการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีจะขยายตัวถึง 14.9% แต่ กกร. ชี้ว่าเป็นผลจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่ช่วงชะลอการบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 90 วัน จะสิ้นสุดลง และคาดการณ์ว่า การส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มจะหดตัวกว่า 10% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 การส่งออกอาจขยายตัวใกล้เคียง 0% ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน

อีกทั้งยังซ้ำเติมด้วยสถานการณ์ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค และไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ทั้งนี้ กกร. จึงมีข้อเสนอเร่งด่วนถึง ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท ให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

นอกจากนี้ กกร. ยังชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่น ปัญหาการสวมสิทธิ์ส่งออก (Transshipment) การนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำ และนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ยังไม่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เช่น การจ้างงานในประเทศ

โดย กกร. เตรียมที่จะขอเข้าพบหน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ ทั้ง ธปท., สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเร่งด่วนต่อไป

“กกร. ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน เตรียมเสนอหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อให้มีการจัดลำดับและให้ความสำคัญในภาคส่วนที่น่าเป็นห่วง ช่วง 6 เดือน ถึง 1 ปีข้างหน้า และเพื่อให้เข้าใจปัญหารวมทั้งกำหนดการขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางเดียวกัน และเรียกความเชื่อมั่น”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ห่วงเสถียรภาพการเมือง-ค้ากัมพูชา สารพัดปัจจัยรุมเร้า ซ้ำเติม GDP ครึ่งปีหลัง

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เรากำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพการเมือง เป็นเรื่องที่ควรขับเคลื่อนโดยเร็ว แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ขอให้ทำงานก่อน สำคัญคือ อยากให้รับฟังเสียงเอกชน”

ขณะที่ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการ ภาคการผลิต ห่วงเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งต้องจับตาว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากแค่ไหน

“เรายังเฝ้าติดตามอยู่ว่าภายใน 15 วัน นายกรัฐมนตรีจะได้กลับมาไหม หรือจะเป็นอย่างไรต่อเพราะเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และต้องดูว่าโครงการตามแผนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาท จะเลื่อนออกไปหรือไม่ หากล่าช้าจะยิ่งซ้ำเติมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง”

ส่วนการเจรจากับสหรัฐฯ ขณะนี้ก็ต้องเอาใจช่วย พิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการเจรจา ถือเป็นตัวจริงและเป็นตัวแทนทีมไทยแลนด์ที่ทำงานต่อเนื่องตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ

“สถานการณ์ความผันผวนทางเมืองตอนนี้ ถือว่ามาเกิดในช่วงที่ประเทศเปราะบางที่สุด เรียกได้ว่าจังหวะไม่ดี และมาเกิดในช่วงที่ทีมไทยแลนด์กำลังเดินทางไปเจรจากับทางสหรัฐอเมริกาเรื่องภาษีซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดระดับประเทศเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจมีความกังวลว่า น้ำหนักการเจรจาจะลดลงหรือไม่ เพราะการเจรจาด้านภาษีไทยกับสหรัฐฯจะมีผล ต่อการแข่งขันถ้าหากเทียบกับคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนามอินโดนีเซียและมาเลเซีย”

ดังนั้น จึงต้องดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กกร.จะไม่ทน ซึ่งไม่อยากให้เป็นเพียงแค่เสียงสะท้อน เราต้องทำงานเชิงรุกให้มากกว่านี้ เพราะตอนนี้เอกชนเองก็ยอมรับว่า เป็นห่วงการเมืองไทย

ส่วนประเด็นการค้าขายกับกัมพูชานั้นก็น่าห่วงเพราะมีทั้งมิติความมั่นคงและมิติทางการค้า แต่นักลงทุนที่ไปลงทุนเวียดนาม ไปลงทุนแล้วเก็บเงินไม่ได้ ตรงนี้ใครจะช่วยผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนหรือปล่อยเครดิตที่นั่น ไม่มีใครช่วยเหลือ

รวมถึงสินค้าที่ผลิตออกมาก็ส่งผ่านชายแดนไม่ได้ รวมแล้วเสียหายเกือบถึง 500 ล้านบาท เพราะไทยส่งออกสินค้าไปกัมพูชา 390 ล้านบาทต่อวัน และนำเข้าสินค้ามาจากกัมพูชา 100 ล้านบาทต่อวัน เช่น มันสำปะหลัง สินค้าภาคการเกษตรที่เราจะนำไปแปรรูปเพื่อส่งไปขายยังประเทศอื่น ส่วนนี้ก็ได้รับผลกระทบ จึงต้องติดตามใกล้ชิด

“เรื่องการลดดอกเบี้ย ถึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากอีกข้อ โดยส่วนตัวมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงถึง 2-3 ครั้ง ครั้งละ 0.25 แต่จะให้ดีต้องลด 3 ครั้งถึง 0.75 เนื่องจากตอนนี้กังวลค่าเงินบาทแข็งค่ามาก และประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออก 60% ต่อจีดีพี และภาคการท่องเที่ยว 20% ทำให้รายได้ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ”

ทั้งนี้ การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าจึงเป็นอุปสรรค เพราะขายของยากขึ้น ของแพง นักท่องเที่ยวหนีไปเที่ยวประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น ซึ่งค่าเงินอ่อนกว่าไทย ดังนั้น ไทยควรทำให้ค่าเงินอ่อนกว่านี้ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจทุกภาคส่วนเชิงรุกให้มากกว่านี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...