โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยึดมหาดไทย ตามยุทธศาสตร์ คู่แข่งเพื่อไทย...พลาด พังทีละพรรค

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 มิ.ย. 2568 เวลา 14.36 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2568 เวลา 14.35 น.

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ

ยึดมหาดไทย ตามยุทธศาสตร์

คู่แข่งเพื่อไทย…พลาด พังทีละพรรค

ยุทธศาสตร์แรก

เพิ่มเสียงสนับสนุนเพื่อความมั่นคง

22 สิงหาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี และตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว อยู่ไม่ถึง 1 ปีก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2567 ส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ

16 สิงหาคม 2567 รัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คราวนี้ ส.ว.ไม่มีอำนาจร่วมคัดเลือกนายกฯ อีกแล้ว นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ได้รับเลือกโดยมีคะแนนเห็นชอบ 319 เสียง โดยมีคะแนนหลักมาจากพรรคเพื่อไทย 139 เสียง และภูมิใจไทย 70 เสียง พลังประชารัฐ 39 เสียง รวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง นอกนั้นก็มาจากพรรคร่วมอื่นๆ

คะแนนไม่เห็นชอบ 145 เสียง มาจากพรรคก้าวไกล 143 เสียง และคะแนนงดออกเสียง 27 เสียง มาจากพรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง

เสียงสนับสนุน 319 ถือว่ามั่นคงพอสมควรถ้ามีพรรคร่วมแยกตัวออกไปเพียงพรรคเดียวรัฐบาลก็ยังประคองตัวต่อได้ ยกเว้นพรรคภูมิใจไทยซึ่งตอนนี้มี ส.ส.มากถึง 69 คน จะมีผลกระทบ

แต่การเคลื่อนไหวทางการเมือง 1 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ส.ที่สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น เริ่มจากพรรคประชาธิปัตย์ที่มาร่วมรัฐบาล และไม่ว่าจะเกิดความขัดแย้งอย่างไรในพรรคก็จะมีเสียง ส.ส.มาหนุนอย่างน้อย 21 เสียง

กำลังสนับสนุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นก็คือพรรคกล้าธรรมซึ่งดึง ส.ส.มาจากพรรคพลังประชารัฐได้ 20 คน รวมกับ ส.ส.อื่นเป็น 26 คน และอาจจะมีเพิ่มขึ้นอีก ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ แม้จะมีปัญหาแตกแยกอย่างไร ทั้งหมดก็คงสนับสนุนรัฐบาลเหมือนเดิม

ดังนั้น ประเมินขณะนี้ถ้าภูมิใจไทยแยกตัวออกไป รัฐบาลก็จะยังมีเสียงสนับสนุนอยู่ที่ประมาณ 300 เสียง

แต่ 1 ปีที่ผ่านมาพบว่าความเป็นพันธมิตรระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกลก็แตกยิ่งกว่าเดิม

การจัดสรรอำนาจบริหารในรัฐบาลผสม

นายกฯ แพทองธาร มีการแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรี ตอนที่ตั้งรัฐบาล ดังนี้

พรรคเพื่อไทย 16 คน 20 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รมว. 9 กระทรวง คือ กลาโหม, การท่องเที่ยวและกีฬา, คมนาคม, คลัง, พาณิชย์, ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ต่างประเทศ, วัฒนธรรม, สาธารณสุข และ รมช. 5 คน 3 กระทรวง คือ คมนาคม, คลัง, มหาดไทย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 2 คน รมว.ควบตำแหน่งรองนายกฯ 2 คน

พรรคภูมิใจไทย 8 คน 9 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รมว. 4 กระทรวง คือ มหาดไทย, แรงงาน, การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ศึกษาธิการ และ รมช. 4 กระทรวง คือ มหาดไทย, ศึกษาธิการ, พาณิชย์ หัวหน้าพรรคได้ควบรองนายกฯ ด้วย

พรรครวมไทยสร้างชาติ 4 คน 5 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รมว. 2 กระทรวง คือ พลังงาน, อุตสาหกรรม และ รมช. 2 กระทรวง คือ กลาโหม, พาณิชย์ หัวหน้าพรรคได้ควบรองนายกฯ

กลุ่มผู้กองธรรมนัส 3 คน 3 ตำแหน่ง คือ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ 2 รมช.เกษตรฯ

พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน 2 ตำแหน่ง คือ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ รมช.สาธารณสุข

พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน 1 ตำแหน่ง คือ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

พรรคประชาชาติ 1 คน 1 ตำแหน่ง คือ รมว.ยุติธรรม

ยุทธศาสตร์ที่สอง

ยึดกระทรวงมหาดไทย

โดยทั่วไปแล้วการตั้งรัฐบาลผสม พรรคแกนนำรัฐบาลซึ่งมีเสียงมากที่สุดในพรรคร่วมทั้งหมดนอกจากเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วมักจะต้องคุมตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเนื่องจากนำนโยบายไปปฏิบัติ ตามโครงสร้างการบริหารแบบภูมิภาคจะต้องผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และแม้แต่การบริหารส่วนท้องถิ่นก็ยังต้องพึ่งพาอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด

ตอนที่ตั้งรัฐบาลเศรษฐา พรรคเพื่อไทยมีอำนาจต่อรองน้อยต้องยอมให้กระทรวงมหาดไทยไปกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งมี ส.ส.เพียงครึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทย สำหรับภูมิใจไทยคงคิดการใหญ่อยู่แล้วที่จะขยายพรรคให้ใหญ่โตออกไปในระยะเวลา 4 ปี ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้บุกเบิกเส้นทางการเมืองอย่างดี

ภูมิใจไทยใจขยายกำลังภาคพื้นดินแบบไม่เกรงใจใคร เพราะคิดยุทธศาสตร์ไว้แล้วว่าพรรคเพื่อไทยเมื่อไปแข่งในเชิงอุดมการณ์กับก้าวไกลในอนาคตก็คงจะแพ้อีก และจำนวน ส.ส. อาจลดลงถ้าพรรคภูมิใจไทยเดินแผนงานภาคพื้นดินดีๆ และดึง-ดูดกำลังจากหลายพื้นที่มาได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำคะแนนขึ้นมาใกล้เคียงหรืออาจชนะแม้ไม่ได้ที่ 1 (เพราะอาจแพ้ก้าวไกล) แต่ในพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าได้ที่ 1 หมายความว่ามีสิทธิ์เสนอคนของพรรคตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี

กระทรวงมหาดไทยจึงทำงานอย่างเต็มที่ แต่เป้าหมายและพื้นที่ที่กำหนดยังเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของภูมิใจไทย ไม่ใช่ของรัฐบาลทั้งหมด

การคัดเลือก ส.ว.

จุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์

เมื่อการคัดเลือก ส.ว.แบบเลือกกันเองสิ้นสุดลง และภาพที่ออกมาก็กลายเป็น ส.ว.สีน้ำเงินทำให้เกิดการต่อต้านคัดค้านและกลายเป็นคดีฮั้ว ส.ว. ลุกลามไปเกี่ยวพันกับบุคลากรของพรรคภูมิใจไทย

ทุกวันนี้แม้ ส.ว.อาจจะโหวตกรรมการองค์กรอิสระตามคำชี้นำของคนบางกลุ่ม แต่คดีนี้ทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียเปรียบเพราะถ้ามีหลักฐานถึงบุคคลที่เป็นกรรมการพรรคว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็จะกลายเป็นโทษอย่างรุนแรง การประนีประนอมขั้นต้นก็คือทำอย่างไรไม่ต้องยุบพรรค และบุคลากรสำคัญหรือทายาท จะไม่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง

คดีนี้แม้มีเส้นสายเส้นใหญ่ แต่ว่ามันเป็นคดีใหญ่มาก มีคนเกี่ยวข้องเป็นหลักพัน หลักฐานก็มากมาย ถ้าทำเป็นมวยล้ม มันจะกลายเป็นการประจานระบบยุติธรรมและระบบการเมืองไทย

ที่คนสนใจตอนนี้คือ อำนาจของผู้ทำผิดกฎหมายแบบอั้งยี่เหนือกว่าผู้ที่บังคับใช้กฎหมายและผู้ตัดสินหรือไม่?

สิ่งที่มาเร่งให้คนสนใจและท้าทายมากก็คือ มีการฟ้องร้องผู้ที่ทำหน้าที่ดำเนินคดี ประชาชนกำลังเปรียบเทียบว่า นี่เหมือนกับตำรวจจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบช้าๆ ในระหว่างนี้ เงินหรืออำนาจที่ประชาชนถูกโกงไปจะถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์นำไปใช้หรือไม่? หรือจะมีการอายัดไม่ให้ใช้

สุดท้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะถูกดำเนินคดี ติดคุกหรือไม่? หรือตำรวจจะแพ้แล้วถูกฟ้องกลับ? หรือว่าทั้ง 2 ส่วนจะรู้กันแล้วคดีก็จะเงียบๆ หายไป

ขณะเดียวกันอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็โดนเล่นงานเรื่องการไปพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ และมีคดี 112 ติดตามมาอีก 1 คดี

ทั้งหมดนี้จึงมองดูเหมือนเป็นเกมที่ซัดใส่กระแทกกัน

ยึดมหาดไทย

ถึงเวลาต้องกล้าทำ

นี่เป็นเวลาเหมาะสม เพื่อไทยจึงต้องเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์ที่จะลดแรงกดดันจากภูมิใจไทย และสร้างผลงาน

ที่สำคัญคือปูทางสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า แม้จะตั้งเป้าว่ารัฐบาลจะอยู่ถึงปี 2570 แต่ที่ยากคือจะเพิ่มจำนวน ส.ส.เขตในครั้งหน้าอย่างไร

การปรับ ครม.ที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ เพื่อเปลี่ยนกระทรวงมหาดไทยมาอยู่ในมือของเพื่อไทย โดยจะอ้างเรื่องนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง

ภูมิใจไทยมีทางเลือกคือ

1. ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้าน

2. ยังอยู่ต่อแต่ต่อรองขอกระทรวงที่เหมาะสมมาบริหารแทน

3. โจมตีกลับทางอ้อม

เรื่องการต่อรองนั้นภูมิใจไทยคงอยากจะเลือกกระทรวงคมนาคม แต่เจ้ากระทรวงไม่ยอมง่ายๆ โอกาสที่เป็นไปได้ที่สุดคือกระทรวงสาธารณสุข

เห็นเพื่อไทยเดินเซไปมาตามยุทธศาสตร์นี้มา 2 ปี แต่ก็มีผลให้คู่แข่งทางการเมืองแตกพังไปแล้ว ทั้ง 2 พรรคลุง และคู่ปรับตลอดกาลอย่างประชาธิปัตย์ก็แตกทรุด คงกลายเป็นพรรคจิ๋วๆ

อย่าประมาทปรมาจารย์หมัดเมา

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยึดมหาดไทย ตามยุทธศาสตร์ คู่แข่งเพื่อไทย…พลาด พังทีละพรรค

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...