โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SMEs ปิด 20,000 ราย โรงงาน "เจ๊ง" 1,200 แห่ง "เด็กจบใหม่" ไม่มีใครจ้าง?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 01.00 น.
SMEs ปิด 20,000 ราย โรงงาน

นายจ้างไม่อยากได้ "เด็กจบใหม่"

บอกว่าไร้ประสบการณ์ ขาดทักษะที่จำเป็น

แล้วคนเพิ่งเรียนจบจะหาประสบการณ์ได้จากไหน?

พ่อแม่ฟังแล้วข่าวนี้แล้วอาจจะหนักใจ

หลายคนยอมลำบากเก็บเงินยืมเงินเอามาลงทุนส่งลูกหลานเรียนสูงๆ

แต่จบมาสุดท้ายแล้ว ทำไมหางานทำไม่ได้ เตะฝุ่นไปวันๆ

ความผิดอาจจะไม่ใช่ว่าตัวเด็กจบใหม่นั้นไม่เก่งหรือไม่ดีพอ

แต่นี่คือ ปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ณ ตอนนี้ และอีกหลายประเทศทั่วโลก

นั่น คือ นายจ้างไม่ค่อยอยากได้เด็กรุ่นใหม่ที่ไร้ประสบการณ์

ข้อมูลล่าสุดจากทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์**

จากการแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกประจำปีนี้ 2568

พบว่าสถานการณ์แรงงานมีประเด็นที่น่าเป็นห่วง

นั่น คือ ตลาดแรงงานสำหรับเด็กจบใหม่ หรือคนที่เรียนจบสูงๆ

แล้วกำลังหางานทำเป็นงานแรกในชีวิต

หรือ First jobber ปัจจุบันนี้มีมีความเสี่ยงตกงานสูงมาก

และที่น่าตกใจกว่านั้น คือ ยิ่งเรียนสูง การศึกษาสูง ก็ยิ่งหางานทำไม่ได้

เพราะสภาพัฒน์พบว่ากลุ่มคนที่ว่างงานหรือตกงานมากที่สุดในบ้านเราตอนนี้

ก็คือ แรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป หรือระดับปริญญา

มีอัตราว่างงาน ‘สูงที่สุด’ แถมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย

โดยคนที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาและยังว่างงานอยู่ตอนนี้มีทั้งหมด 131,600 คน

ส่วนการศึกษาในระดับอื่นๆนั้นมีการว่างงานอยู่ในหลักหมื่นเท่านั้น

ตั้งแต่

อุดมศึกษา ว่างงานจำนวน 1.316 แสนคน (อัตราว่างงาน 1.84%)

วิชาชีพขั้นสูง ว่างงานจำนวน 3.18 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.31%)

อาชีวศึกษา ว่างงานจำนวน 2.08 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.28%)

มัธยมปลาย ว่างงานจำนวน 6.15 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.94%)

มัธยมต้น ว่างงานจำนวน 5.60 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.76%)

ประถมและต่ำกว่า ว่างงานจำนวน 5.62 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.37%)

ส่วนคนที่ว่างงานระยะยาว หรือว่าเตะฝุ่นตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป

ส่วนใหญ่หรือ 69.8% อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี

และเมื่อพิจารณาประสบการณ์การทำงานพบว่าส่วนใหญ่

คนในกลุ่มนี้ หรือมากถึง 74.3% ของผู้ว่างงานระยะยาว

ไม่เคยทำงานมาก่อนเลย

และที่ต้องว่างงาน ก็เพราะหางานไม่ได้ ไม่มีใครรับ ไม่มีใครยอมจ้าง

สถานการณ์ผู้ว่างงานระยะยาว แยกตามกลุ่มอายุในไตรมาส 1 ปี 2568

อายุ 15-19 ปี: จำนวน 3,703 คน (อัตราว่างงาน 0.75%)

อายุ 20-24 ปี: จำนวน 30,052 คน (อัตราว่างงาน 0.94%)

อายุ 25-29 ปี: จำนวน 17,559 คน (อัตราว่างงาน 0.38%)

อายุ 30-34 ปี: จำนวน 7,746 คน (อัตราว่างงาน 0.17%)

อายุ 35-39 ปี: จำนวน 3,278 คน (อัตราว่างงาน 0.08%)

อายุ 40-49 ปี: จำนวน 4,664 คน (อัตราว่างงาน 0.05%)

อายุ 50-59 ปี: จำนวน 1,130 คน (อัตราว่างงาน 0.05%)

อายุ 60 ปีขึ้นไป: จำนวน 97 คน (อัตราว่างงาน 0.00%)

จบใหม่ จบสูง เท่ากับตกงานเยอะสุด

สอดคล้องกับผลสำรวจที่ไปเจอว่า

นายจ้างหรือผู้บริหารส่วนใหญ่ยุคนี้ กว่า 89 %

ไม่อยากได้เด็กจบใหม่ เพราะแม้จะไฟแรง แต่ก็ไม่ยังไม่มีประสบการณ์

ขาดทักษะที่จำเป็น แถมไม่มีมารยาททางธุรกิจด้วย

เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ นายดนุชา พิชยนันท์ กล่าวถึงสถานการณ์เสี่ยงของเด็กจบใหม่

ในประเทศไทยวันนี้ว่า สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Hult International Business School

ที่ร่วมกับ Workplace Intelligence ซึ่งได้ไปทำการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ในสหรัฐอเมริกา

พบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ ส่วนมาก ถึง 89%

มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่

โดยเหตุผลหลักๆที่ให้ก็คือ

มองว่าเด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง 60%

ไม่ทีทักษะการทำงานที่เหมาะสม 51%

ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม 55%

มองว่าเด็กจบใหม่ยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก 50%

และเมื่อนายจ้างไม่สนใจเด็กจบใหม่ ก็จะหันไปเลือกจ้างฟรีแลนซ์

หรือพนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือยอมปล่อยให้ตำแหน่งว่างไปเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น เพื่อให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน แรงงานจบใหม่

จึงควรเตรียมความพร้อมตนเองให้เหมาะสม ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงาน

ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

รวมถึงส่งเสริมการฝึกงาน เพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

ทั้งนี้เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ยังได้ให้ข้อแนะนำสำหรับน้องๆที่จบการศึกษาใหม่ในเวลานี้

เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน โดยระบุว่า

เด็กจบใหม่ต้องมีคุณสมบัติหลัก คือ มีความสามารถในเชิงวิชาชีพที่จบมาต้องทำงานได้

นอกจากนั้นต้องมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ และความสร้างสรรค์ในการทำงานของตัวเอง

ขณะเดียวกันการทำงานของคนรุ่นใหม่มักจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance”

แต่ในความเป็นจริงหากคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปทำงานในที่ต่างๆ นั้น

การจัดการเรื่อง Work life balance อาจจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงแรก

ต้องเข้าใจต้อง Work ก่อน แล้วเรื่อง balance อาจจะตามทีหลัง

รวมไปถึงความยืดหยุ่นในการทำงานก็นับเป็นเรื่องหนึ่งที่จำเป็น

เพราะหากผู้บริหารต้องการงานที่เร่งด่วนเข้ามาก็ต้องมาช่วยกันทำ เพื่อให้งานบรรลุไปได้

ซึ่งต้องคำนึงถึงการทำงานในภาพรวมด้วย

ซึ่งในกรณีที่อยากเป็นเจ้าของกิจการอาจจะต่างกันออกไป

แต่สำหรับกลุ่มที่จะเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร และบริษัทต่างๆนั้น

ต้องเข้าใจว่าการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้ว การทำงานจริงก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่

รวมไปถึงทักษะการทำงานเป็นทีมก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะการสื่อสารกับคน และมารยาททางธุรกิจในการติดต่อก็เป็นเรื่องสำคัญ

นับเป็นเรื่องซอฟต์สกิลที่ต้องฝึกฝน

"งาน" หายากสำหรับทุกคน มีงานอยู่แล้วก็ไม่ได้แปลว่า "ปลอดภัย"

วันนี้ งานหายากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่แค่เด็กจบใหม่เท่านั้นที่เจอความเสี่ยง

เพราะว่าปีที่ผ่านมา พบว่านายจ้าง ทั้ง SMEs และโรงงานในบ้านเรา

ต่างพากันปิดกิจการหรือว่าเจ๊งกันไปแล้ว

กว่า 2 หมื่นแห่ง มากกว่า 1 พัน 200 โรงงาน

การจ้างงาน หรือ สถานการณ์แรงงานไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2568

พบว่ามีผู้มีงานทำรวม 39.4 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.5%

โดยแรงงานภาคเกษตรยังคงมีการจ้างงานในระดับคงที่

ส่วนแรงงานนอกภาคเกษตร เช่น การผลิต โรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก มีการจ้างงานลดลง

แม้การท่องเที่ยวจะยังมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่การจ้างงานในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว

เช่น โรงแรมและร้านอาหาร ยังคงลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มฟรีแลนซ์ หรือ แรงงานชั่วคราว

ขณะที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์อยู่ที่ 40.8 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับผู้ทำงานล่วงเวลาหรือโอที ลดลงไป 5.0%

นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานที่อยู่ในภาวะต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งทำงานไม่เต็มเวลา

หรืองานไม่สอดคล้องกับความสามารถ มีจำนวนเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะในภาคการค้าและบริการ ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ทั้งนี้สำหรับภาคธุรกิจย้ำกว่าจำเป็นต้องปรับตัวโดยเร่งด่วน

โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีจ้างงานสูง

โดยปี 2567 ที่ผ่านมามี SMEs ในไทยปิดกิจการไปแล้วกว่า 2 หมื่น 4 พันแห่ง

และโรงงานปิดกิจการ 1,234 แห่ง ทำให้กระทบการจ้างงาน

ขณะที่สถานการณ์ในอนาคตเองก็ยังเสี่ยงสูง

ตอนนี้สถาบันการเงินของรัฐ ได้มีมาตรการเข้าไปช่วย

โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับผลจากมาตรการสหรัฐฯ

เพื่อให้ SMEs ยังดำเนินกิจการอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องปิดโรงงาน

ซึ่งทางสภาพัฒน์ชี้ว่าประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ

คือ การยกระดับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในกลุ่ม SMEs

โดยข้อมูลจากรายงาน Thailand Economic Monitor February 2025 ของธนาคารโลก พบว่า

ธุรกิจในไทยมีการใช้นวัตกรรมในกิจกรรมต่าง ๆ ในสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

โดยมีการนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพียง 11.9%

น้อยกว่าประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีสัดส่วน 40.9% เวียดนาม 37.9% และมาเลเซีย 37.3%

อีกทั้ง SMEs ไทยยังมีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาที่ค่อนข้างต่ำ

ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน

เพื่อเพิ่มโอกาสในการยกระดับกระบวนการผลิต

โดยปัจจุบัน SMEs รองรับแรงงานไว้กว่า 12.9 ล้านคน

ซึ่งหากสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

จะส่งผลดีต่อสถานะการจ้างงานและรายได้ของแรงงานด้วย

เด็กจบใหม่หางานยากเรื่องจริง ไม่ได้คิดไปเองแล้ว

ส่วนคนที่มีงานแล้วก็ใช่ว่าเราจะเอาตัวรอดได้ตลอดไป

ในภาวะแบบนี้ หลายคนชอบบอกว่ามีงานแล้วควรกอดงานเอาไว้ให้แน่น

เพราะจะโดนเลิกจ้างหรือเปล่าก็ยังไม่รู้?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...