โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB EIC ชี้จีดีพีไทยปี 68 โตแค่ 1.5% แรงส่ง ศก.แผ่วเกือบทุกมิติ-ลงทุนหดตัว

สยามรัฐ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 07.17 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 06.49 น.

SCB EIC ชี้จีดีพีไทยปี 68 โตแค่ 1.5% แรงส่ง ศก.แผ่วเกือบทุกมิติ-ลงทุนหดตัว

วันที่ 18 มิถุนายน 2568 นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า SCB EIC ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 ว่าจะเติบโตได้ 1.5% และยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องในปี 2569 ที่คาดว่า GDP ไทยจะเติบโตได้ 1.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่าที่ SCB EIC ได้เคยประเมินไว้ในช่วงต้นปี 2568 ว่าจะสูงกว่า 2% ทั้งนี้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถือว่าเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายค่อนข้างมาก โดยคาดว่า GDP ในครึ่งปีหลังอาจจะเติบโตต่ำกว่า 1% ทำให้มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับภาวะถดถอยเชิงเทคนิคจากการส่งออก และการลงทุนที่จะแผ่วลง

ขณะที่แรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวจะน้อยกว่าคาด โดยประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ จะปรับลดลงเหลือ 34.2 ล้านคน กลับมาหดตัวจากปีก่อน ตามสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนที่หดตัว และเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย จากผลการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า กำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศที่อ่อนลง และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ลดลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจเลือกที่จะชะลอการลงทุน แม้ตัวเลขการขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนของ BOI ยังเพิ่มขึ้นก็ตาม

"หากมองไปข้างหน้า แรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจไทยจะแผ่วลงเกือบทุกมิติ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่จะชะลอลงมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคครัวเรือนเร่งปรับลดภาระหนี้ที่สูงขึ้นมากในช่วงก่อนหน้า ทำให้เกิดการระมัดระวังในการใช้จ่าย นอกจากนั้น การบริโภคยังจะได้รับแรงกดดันเพิ่มเติม จากความเปราะบางด้านการจ้างงาน ละรายได้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงมาก และภาวะการเงินที่ยังตึงตัว" นายยรรยงกล่าว

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังคงติดลบนั้น สะท้อนตามราคาพลังงานที่ปรับลดลงต่อเนื่อง และกำลังซื้อในประเทศที่ยังซบเซา โดยประเมินว่าเงินเฟ้อในไตรมาส 2/68 อาจยังติดลบ ก่อนจะทยอยปรับสูงขึ้นในช่วงสิ้นปี อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องไปถึงปี 2569 จากปัจจัยอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า ราคาพลังงาน รวมถึงสินค้าเกษตรขยายตัวต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ทำให้เปิดทางลดดอกเบี้ยลงอีกได้ เพื่อช่วยผ่อนคลายภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่อง

โดย SCB EIC ประเมิน กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ เหลือ 1.25% เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายมากขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก เงินเฟ้อหลุดขอบล่างของกรอบนโยบายการเงิน (1-3%) ประกอบกับคุณภาพสินเชื่อยังด้อยลงต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาวะการเงินในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง ที่ยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง และค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้าสำคัญแข็งค่าขึ้นมาอยู่ใกล้กับระดับในปี 2540 แม้ประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยในสถานการณ์ปัจจุบัน จะมีข้อจำกัดจากเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง และความไม่แน่นอนสูง แต่จะมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ลดภาระการชำระหนี้ของลูกหนี้ และเอื้อต่อกระบวนการ Deleveraging ของภาคธุรกิจและครัวเรือน

ขณะที่ความกังวลต่อผลกระทบของการลดดอกเบี้ยลงมาก ที่อาจยิ่งทำให้ภาคครัวเรือนก่อหนี้มากเกินไปนั้น น่าจะลดทอนได้จากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ และทางการสามารถออกมาตรการ Macro prudential เพิ่มเติม หากพิจารณาเห็นการเพิ่มขึ้นของหนี้ในจุดที่ไม่เหมาะสม

สำหรับงบประมาณโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ในวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ทดแทนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น นายยรรยง กล่าวว่า แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตรงจุดมากขึ้น แต่ผลต่อเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นช้ากว่า และอาจยังไม่เพียงพอ โดย SCB EIC ประเมินว่าแรงส่งเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายงบประมาณในปี 69 จะแผ่วลง ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย มีแนวโน้มขึ้นไปชนเพดานที่ 70% ของ GDP ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดของการเพิ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า หากไม่มีการปฏิรูปด้านการคลังควบคู่ไปด้วย

ด้านนายปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC กล่าวว่า SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 2.3% ในปี 68 และ 69 ชะลอลงจาก 2.8% ในปีก่อน เป็นผลจากสงครามการค้า และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นมาก โดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยลบด้านอุปทานต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว และเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ขณะที่ประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเผชิญกับปัจจัยลบด้านอุปสงค์ จากการส่งออก และเงินเฟ้อที่ชะลอลง และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความผันผวนในตลาดการเงิน กระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ส่งผลให้มีการลดหรือชะลอการลงทุนและการใช้จ่ายออกไป

ทั้งนี้ผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศและการลงทุน จะรุนแรงและชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 68 เป็นต้นไป หลังจากที่หลายประเทศได้เร่งผลิตและส่งออกไปก่อนได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดย SCB EIC มองว่า การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าอาจยืดเยื้อไม่เสร็จสิ้นตามกำหนดเวลา ผนวกกับกระบวนการทางกฏหมายภายในของสหรัฐฯ ต่อประเด็นอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้นโยบายภาษีนำเข้า จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ยังอยู่ในระดับสูงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความผันผวนในตลาดการเงิน จากความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์สหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่ลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นมากจนนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงความพยายามในการแทรกแซงธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับสูงขึ้นมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น จากสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้น แม้ในระยะสั้นอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นไม่มากนัก จากอุปทานส่วนเกินที่ยังมีมาก แต่หากความขัดแย้งขยายวง และกระทบต่อแหล่งอุปทานในตะวันออกกลาง ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจโลกได้

ทั้งนี้ ธนาคารกลางหลักส่วนใหญ่มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ในความเร็วที่ต่างกัน ตามทิศทางเงินเฟ้อเป็นสำคัญ โดย SCB EIC ประเมินว่าเฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง หรือ 0.25% ในช่วงปลายปีนี้ และลดดอกเบี้ยอีกเพียง 2 ครั้ง หรือครั้งละ 0.25% ในปี 69 เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงจากกำแพงภาษี และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมสู่ระดับ 1% ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) วัฏจักรการลดดอกเบี้ยใกล้สิ้นสุด โดยในปีนี้ได้ปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว 1% และมีแนวโน้มจะลดอีก 0.25% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ต่ำลง

น.ส.ปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC กล่าวว่า ภาคธุรกิจไทยยังมีทิศทางชะลอตัวและเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น จากความเสี่ยงหลายด้านที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี และผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงสงครามความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้นมา จะส่งผลกดดันราคาพลังงานให้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ ปัญหาการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีน คาดว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ทั้งในกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออก และกลุ่มที่ผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศ

โดยการเติบโตของภาคส่งออก และกิจกรรมการผลิตในประเทศเพื่อการส่งออก ที่ไม่สอดคล้องกันชัดเจน อาจสะท้อนถึงบทบาทของธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงและธุรกิจสวมสิทธิ์ (ธุรกิจที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ 3 เพื่ออ้างอิงแหล่งกำเนิด โดยไม่ได้มีการผลิตสินค้าจริงในประเทศ) ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อภาคธุรกิจไทยมากขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้ภาคการผลิตของไทยฟื้นตัวได้ยาก เช่น กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เช่นเดียวกันกับกลุ่มที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ ที่ยังเผชิญปัญหาความเปราะบางของภาคครัวเรือน ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจสำคัญ อาทิ ยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัยยังมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง กลายเป็นแรงฉุดการฟื้นตัวของธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสี่ยงและความไม่แน่นอนนี้ยังมีบางกลุ่มย่อยของธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้ จากการปรับตัวพัฒนาสินค้าและบริการ ให้ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคศักยภาพสูง อาทิ ธุรกิจที่เน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มเติบโตใหม่ ธุรกิจที่มีสินค้าและบริการมีเอกลักษณ์เฉพาะ กลุ่มที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ ได้แก่ เทรนด์ Health and wellness, เทรนด์ความยั่งยืนโลก ยังเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้ดีท่ามกลางวิกฤติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...