SENA ทุ่ม 507 ล้านบาท เข้าฮุบ JSP พร้อมถือ 24.16% แถมมีแผนเข้าซื้อเพิ่มอีก
SENAเข้าซื้อหุ้น JSPสัดส่วนที่ระดับ 24.16%มูลค่าเงินลงทุนรวม 507ล้านบาท หวังต่อยอดและสนับสนุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท แถมยังศึกษาเข้าลงทุนใน JSP เพิ่มเติมอีกด้วย
นางวีรพร ไชยสิริยะสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการและเลขานุการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท เจ. เอส. พี. พร็อพเพอร์ตี้ จากัด (มหาชน) หรือ JSP จำนวน 1,014,600,000หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ระดับ 24.16%
ทั้งนี้ได้ทำรายการผ่านกระดานการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) ในวันที่ 15ธ.ค.64ในราคา 0.50บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 507,300,000บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการลงทุนในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ รวมทั้งต่อยอดและสนับสนุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ ทั้งนี้ JSP ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่า
ขณะที่ภายหลังจากการเข้าทำรายการ บริษัทฯ จะส่งตัวแทนของบริษัทฯ เข้าไปดำรงตาแหน่งกรรมการบริษัทใน JSP จำนวน 2 ตำแหน่ง (ทดแทนกรรมการที่ JSP ลาออก)
นอกจากนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาการเข้าลงทุนใน JSP เพิ่มเติม ในกรณีที่บริษัทฯ มีการพิจารณาเพื่อเข้าลงทุนใน JSPเพิ่มเติม บริษัทฯ จะดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการก ากับตลาดทุน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทยและ/หรือ กฎเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
SENA ปันผลสูง!
ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงคำแนะนำ ซื้อ SENA แต่ราคาพื้นฐานใหม่ปรับขึ้นเป็น 4.86 บาท โดยเลื่อนไปใช้กำไรปี 65 ด้วย P/E ที่ 7.0 เท่า แม้คาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้ลดลงถึง 25% แต่ปี 65 กลับมาฟื้นตัวได้ 18% เทียบปีนี้ และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลปี 65 ที่มากเป็น 6.9%
สำหรับในปี 65 จะได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จาก ธปท. ทำให้ผู้บริโภคมีภาระการดาวน์บ้านลดลงมาก และลุ้นต่ออายุมาตรการลดค่าโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และจดจำนองบ้าน 1% เหลือ 0.01% ที่จะหมดอายุลงสิ้นปี 64 นี้ สำหรับบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท และจะยิ่งมีประโยชน์หากขยับราคาขึ้นไปเป็น 5 ล้านบาท ด้านความเสี่ยงคือ ยอดยกเลิกการจองบ้านสูง, ภาวะโรคระบาดยังทอดยาวออกไป และเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าคาด
ทั้งนี้ปรับลดประมาณการกำไรปี 64 ลง 3.5% ด้วยเหตุผลเดียวกับไตไตรมาส 3/64 คือ ได้รับปัจจัยลบมาจาก โรคระบาดโควิด 19 ยังผลให้ยอดขายและยอดโอนสะดุดลงบ้าง และคิดเป็นสัดส่วน 71% จากประมาณการกำไรตลอดปี 64 เดิมที่ 867 ล้านบาท แต่ได้มีการปรับประมาณการกำไรปี 64 ลง 3.5% เป็น 837 ล้านบาท ในสมมุติฐานเกี่ยวกับอัตรากำไรขั้นต้นจากเดิมที่ 36.0% เป็น 34.5% สะท้อน 9M64 ที่ออกมาไม่สูงนัก คาดว่าเป็นเพราะการแข่งขัน และเป็นไปตามโครงการคอนโดที่โอน
แต่คาดว่ากำไรไตรมาส 4/64 จะฟื้นตัวดีจากไตรมาส 3/64 และปันผลสูง เบื้องต้นคาดว่าจะเป็น 223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากไตรมาสก่อน สืบเนื่องจากมียอดขายรอโอน (Backlog) ที่สูง สำหรับคอนโดร่วมทุน (JV) ที่จะเริ่มโอนได้ตั้งแต่ 4Q64 จานวน 2 โครงการคือ Niche Mono อิสระภาพ และ Flexi สาทร เจริญนคร
รวมทั้งยังมี Backlog จำนวนมากจากคอนโด The Niche Mono Mega Space ที่เริ่มโอนมาก่อนหน้านี้ แต่ยังโอนไม่หมด อย่างไรก็ตามมีโอกาสที่กำไรไตรมาส 4/64 จะลดลงจาหช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฐานกำไรไตรมาส 4/63 ทำได้สูงมากเป็นพิเศษคือ 382 ล้านบาท สำหรับเงินปันผลงวดปี 64 คาดว่าจะเป็น 0.24 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนปันผลที่ 5.8% ซึ่งปีนี้จะต่างจากปีปกติ คือ ยังไม่ได้มีการจ่ายปันผลในรอบครึ่งปี แต่ปกติจะจ่าย จึงทาให้คาดว่าจะมีเงินปันผลปี 64 ที่สูงรออยู่
โดยปรับประมาณการปี 65 เพิ่มขึ้น 6.9% แม้ว่าในงวดปี 65 ได้ปรับลดอัตรากาไรขั้นต้นลงจากเดิม เช่นเดียวกับปี 64 คือ เป็น 34.5% จากเดิมที่ 36.0% แต่คาดว่ารายกำไรตามส่วนได้เสียปี 65 จะเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างก้าวกระโดดจาก 263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เป็น 381 ล้านบาท เนื่องจากได้ปรับให้รายได้จากการโอนโครงการร่วมทุนเพิ่มขึ้น 64% เป็น 3.7 พันล้านบาท สืบเนื่องมาจากมี Backlog ที่สูงกว่าคาด สำหรับ 3 โครงการที่มีมูลค่า Backlog ณ สิ้นไตรมาส 3/64 สูงสุด 3 ลำดับแรกที่จะเริ่มโอนได้ในปี 65 คือ 1) The Niche Mono รามคำแหง 2.1 พันล้านบาท 2) Niche Mono แจ้งวัฒนะ 829 ล้านบาท และ 3) Sena Kith เทพารักษ์ บางบ่อ 346 ล้านบาท