โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วัคซีนเข็ม 4 ยังต้องฉีดไหม’ ไทยมีข้อแนะนำอย่างไรแล้วบ้าง คุยกับแพทย์กรมควบคุมโรค

The MATTER

อัพเดต 06 พ.ค. 2565 เวลา 13.54 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 09.35 น. • Health

เราต้องฉีดวัคซีนไปถึงเมื่อไหร่? คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ด้วยขึ้นชื่อว่า COVID-19 ยังคงเป็นโรคอุบัติใหม่ ที่ยังต้องเฝ้ามองสถานการณ์ควบคู่ไปกับผลการศึกษาวิจัย

ดูเหมือนวาทะแห่งปีของเจ้ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่เคยพูดว่าคนไทยจะมี ‘วัคซีนเต็มแขน’ อาจไม่เกินจริง เพราะผ่านมากว่า 2 ปีที่ COVID-19 ยังคงแพร่ระบาดอย่างไม่จำกัด แถมยังแกร่งกล้าขึ้นอีก การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจึงยังคงเป็นความหวัง

ข้อมูลของสธ. จนถึงวันที่ 2 พ.ค. มีผู้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ขึ้นไปแล้ว จำนวน 25,983,713 คน คิดเป็น 37.4% ท่ามกลางสถานการณ์ผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เริ่มไต่ระดับลงจากหลักหมื่น

ด้านองค์การยาแห่งยุโรปชี้ว่า ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนการฉีดวัคซีนบูสเตอร์เข็ม 4 ทั้งยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของการฉีดวัคซีนบูสเตอร์เข็มกระตุ้นถี่เกินไปอาจทำให้ประชาชนรู้สึกเหนื่อยล้า

The MATTER จึงไปพูดคุยกับ นพ.วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค และรวบรวมสถานการณ์จากนานาประเทศ ถึงเหตุจำเป็นและข้อกังวลของการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4

สธ.ยังแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็ม 4

“นับตั้งแต่มีเชื้อโอมิครอนเพิ่มขึ้นมา คำแนะนำของกระทรวงจึงยังคงให้มีการฉีดเข็มกระตุ้น สำหรับผู้ที่ครบกำหนด” เป็นคำยืนยันของ นพ.วิชาญ ถึงความจำเป็นของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่สธ. ออกแนวทางล่าสุดเมื่อวันที 17 มี.ค. ที่ผ่านมา

มีข้อแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 หลังจากเข็มที่ 3 เป็นระยะตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป แต่หากเป็นการฉีดเข็มที่ 3 ก็ให้เว้น 3 เดือนขึ้นไป ทั้งหมดเป็นการประเมินจากสถานการณ์โรค และการศึกษาที่มีอยู่ในตอนนี้

“สิ่งที่เห็นชัดคือเมื่อฉีดวัคซีนโควิดไป ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด สูตรใดก็ตาม ภูมิคุ้มกันก็จะตกลงในช่วง 3-4 เดือน”

นพ.วิชาญ ระบุว่า เป้าหมายเน้นไปที่การป้องกันการป่วยตายของกลุ่มเสี่ยง ทั้งผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

ไม่นานมานี้ สธ.เองได้เปิดเผยประสิทธิผลวัคซีนระดับประเทศ พบว่า ผลเบื้องต้นหลังการได้รับวัคซีนในกลุ่มผู้มีความเสี่ยง ของเดือน ม.ค.2565 จะป้องกันการติดเชื้อได้ 56% หลังฉีดเข็ม 3 และเพิ่มขึ้นเป็น 84.7% เมื่อได้รับเข็มที่ 4

ต่างประเทศว่าอย่างไรแล้วบ้าง

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในต่างประเทศก็มีทั้งฟากที่เห็นด้วยและเห็นต่างกับแนวทางลักษณะนี้

ผู้เชี่ยวชาญของประเทศอังกฤษ อย่างคณะกรรมการร่วมว่าด้วยวัคซีนและภูมิคุ้มกัน (เจซีวีไอ) ได้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาล ระบุว่า ต้องจัดลำดับความสำคัญในการให้วัคซีนเข็มที่ 1, 2 และ 3 แก่ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนก่อน

แม้จะมีความเห็นเช่นนี้ แต่ปัจจุบันอังกฤษก็มีการฉีดวัคซีนบูสเตอร์เข็มที่ 4 สำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่นผู้สูงอายุและผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนเข็มนี้ในช่วงก่อนปลายปีนี้

ขณะที่ฝั่งอิสราเอลที่เริ่มต้นฉีดวัคซีนรวดเร็วมาตั้งแต่ต้น ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนโควิดเข็มที่ 4 ให้ประชาชนแล้ว พบข้อมูลว่า สามารถป้องกันการเจ็บป่วยที่รุนแรงได้มากกว่าการฉีดเข็ม 3 ถึง 3 เท่า

สำหรับประเทศอื่นโดยส่วนใหญ่ ทั้งออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และชิลี ก็ใช้แนวทางที่คล้ายกัน มุ่งเน้นการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ไปที่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรืออายุมากกว่า 60 ปี และกำลังพิจารณาขยายให้ครอบคลุมกว่านั้น

ความยากของการฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่

ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป ชี้ว่า การฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่เป็นเรื่องยุ่งยากในทุกประเทศ ด้วยเหตุผลที่ “ยอมรับความเสี่ยงต่อโรคได้น้อย” เมื่อเทียบกับผู้ที่มีอายุลดหลั่นลงมา เจ้าหน้าที่ได้เก็บข้อมูล ถึงสาเหตุที่ผู้สูงอายุมักไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น พบ 3 ปัจจัย คือ

ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลข้างเคียง จนทำให้เกิดความกลัว ผู้ใหญ่มักคิดว่าตนเองไม่มีความเสี่ยง เพราะอยู่แต่บ้านไม่ได้ไปไหน และสามารถดูแลตัวเองได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับวัคซีนเข็มกระตุ้น บางคนเคยติดเชื้อไปแล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นต้องเข้ารับวัคซีนอีก

“ไม่ใช่ว่าติดครั้งเดียวแล้วจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตเหมือนเชื้ออื่นๆ ดังนั้นจึงยังคงมีความจำเป็นแม้จะรับเชื้อแล้ว เพียงแต่แนะนำให้เว้นระยะหลังจากหายดีราว 3 เดือน” ยังเป็นข้อแนะนำที่ นพ.วิชาญ เน้นย้ำ

ขณะเดียวกันประชาชนบางส่วน ยังคงเฝ้ารอการพัฒนาวัคซีนเจเนอเรชันใหม่ เพราะเชื่อว่ามีประสิทธิภาพที่จะรับมือกับเชื่อสายพันธุ์ใหม่ได้ดีกว่า นพ.วิชาญ ระบุว่า ข้อมูลถึงตอนนี้ ยังไม่มีบริษัทใดที่สามารถพัฒนาได้สำเร็จ

“จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องรอ อย่างตอนนี้มีเชื้อโอมิครอนแพร่ระบาดหลายพื้น ก็จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์จริง ถ้าเรารอซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ ก็จะเป็นความเสี่ยงแก่ตนเอง จึงไม่แนะนำ”

อนาคตของการให้บริการวัคซีน

ย้อนไปเล่าถึงธรรมชาติการที่ร่างกายมนุษย์ การมีภูมิคุ้มกันต่อโรคถือเป็นข้อดี ที่ผ่านในวัยเด็กจึงมีข้อแนะนำให้เข้ารับวัคซีนป้องกันในหลายโรค ส่งผลให้ไม่เกิดกกการระบาดของโรคนั้นๆ ในปัจจุบัน

“ตอนนี้ทีมผู้เชี่ยวชาญกำลังหารือกัน เพราะเราคงไม่สามารถฉีดวัคซีนทุก 4 เดือนไปได้ตลอดถ้าเรามั่นใจว่ามีศักยภาพในการดูแลรักษา มียา มีตัวช่วยเพิ่มเติม คนก็มีความรู้ในการดูแลตัวเองมากขึ้นในอนาคตก็จำเป็นต้องมีการปรับการฉีดวัคซีนออกไป”

เมื่อประเมินความรุนแรงของโรคซึ่งส่วนใหญ่จะเทียบกับไข้หวัดใหญ่ ซึ่งแต่เดิม COVID-19 เคยมีความรุนแรงทั้งต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากกว่าถึง 10 เท่า อีกทั้งไม่มีแนวทางการดูแล จึงส่งผลให้เกิดความกังวลสูง แต่เวลาผ่านไปเชื้อโรคปรับตัว คนปรับตัว วัคซีนและยาก็พัฒนาขึ้น อัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตจึงลดระดับมาใกล้เคียงกัน

แม้ยังไม่มีข้อสรุป นพ.วิชาญ ได้เล่าไว้ในเบื้องต้นว่า ในอนาคตอาจปรับเปลี่ยนเป็นการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี จากเดิมที่ต้องมาแจ้งว่าครบกำหนดต้องฉีดเข็มกระตุ้นแล้ว

“อย่างไข้หวัดใหญ่เราก็ไม่ได้แนะนำให้ทุกคนต้องฉีดในทุกปี แต่จะแนะนำในผู้ที่มีความเสี่ยง ซึ่งในอนาคตโควิดก็อาจจะปรับไปในทิศทางเดียวกัน จากเดิมที่เป็นโรคอุบัติใหม่ จึงจำเป็นต้องกวาดรวมให้ทุกคนฉีด เพื่อให้ภูมิคุ้มกันไปก่อน แต่ในอนาคตก็จะต้องเจาะจงไปในกลุ่มเฉพาะเพื่อให้ตรงจุด”

ไม่ว่าจะต้องฉีดวัคซีนไปจนถึงเมื่อไหร่ แต่ที่ผ่านมาเรามีบทเรียนมาพอสมควรแล้ว ว่าไม่มีเครื่องมือใดจะเอาชนะโรคนี้ได้โดยสมบูรณ์ เช่นนี้การดูแลอนามัยสวนบุคคลจึงเป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป เพื่อเพิ่มโอกาสของการอยู่อย่างปลอดภัยและปลอดโรค
Illustrator By Sutanya Phattanasitubon

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...